Info

Posts tagged ป้ายบอกทาง

ผกาชวนชิม เอี้ยวฮินโภชนา ต้นตำหรับร้านอาหารจีนแคะ

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนาการ

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนาการ

อาหารจีนในเมืองไทยที่คนไทยคุ้นเคยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจีนกวางตุ้ง อาหารจีนแบบฮ่องกง หรือจีนเสฉวนที่มีรสจัดจ้าน แล้วคนจีนในประเทศไทยที่เราเห็น ๆ กันในเยาวราชส่วนใหญ่อพยพมาจากซัวเถา ซึ่งเป็นคนจีนแต้จิ๋ว ทว่าประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล และชาวจีนโพ้นทะเลต่างอพยพมาเมืองไทยหลายก๊กหลายเหล่าหลายแซ่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงจีนแคะหรือจีนฮักกา หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามชาวฮั่น (Han Chinese)

ชาวจีนแคะนั้นเดิมทีอยู่ที่มณฑลเฮอหนานและส่านซีทางเหนือของจีน ก่อนจะอพยพมายังมณฑลกวางตุ้ง ถึงฝูเจี้ยน ก่อนจะอพยพไปยังทั่วโลก

สิ่งหนึ่งที่ชาวจีนแคะติดตัวมาก็คือวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดเมนูอาหารมาจากบรรพบุรุษ ความแตกต่างของอาหารทำให้ชาวจีนแคะมีความภูมิใจเป็นเลิศในเรื่องการกิน แน่นอนอาหารที่แตกต่างนี้ก่อให้พวกเขารวมกันเป็นหนึ่ง ความแตกต่างของอาหารแคะจึงอยู่ที่เครื่องปรุงที่แตกต่างจากอาหารจีนกวางตุ้งที่คนไทยคุ้นเคย

ในวันนี้ผกาขอนำเสนอร้านอาหารจีนแคะในเมืองไทย ที่จะบอกว่าอร่อยที่สุดในกรุงเทพฯก็ว่าได้ ร้านนี้มีนามว่า เอี้ยวฮินโภชนาการ

เดิมทีร้านนี้เปิดบริการอยู่ที่สวนมะลิเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนเปิดแรก ๆ ที่สวนมะลิมีคนต่อคิวกันเต็ม คนล้นออกมาจากร้าน แต่แล้วร้านที่สวนมะลิต้องมีอันปิดไปเพราะเจ้าของตึกไม่ยอมต่อสัญญา จึงทำให้เจ้าของร้านต้องมาเปิดร้านใหม่บนถนนวุฒากาศ แม้ปัจจุบันร้านจะไม่อยู่ในทำเลทองเหมือนสวนมะลิ แต่ขาเก่าเจ้าประจำก็ยังคงแวะเวียนมากินไม่ขาดสาย

เอี้ยวฮินโภชนาเป็นร้านตึกแถวสองคูหาตั้งอยู่บนริมถนน ท่านสามารถจอดรถในซอยข้าง ๆ ธนาคารกสิกรไทย หรือถ้าช่วงหกโมงทุ่มนึงก็สามารถจอดรถริมถนนหน้าร้านได้ พ่อครัวร้านนี้เจ้าของเป็นพ่อครัวเอง โดยมีภรรยาเป็นผู้ช่วย และลูก ๆ อีกสามคนคอยบริการ ร้านอาหารที่เข้าของร้านลงมือทำอาหารเองต้องถือว่า เราได้ชิมรสฝีมือของแท้แน่นอนไม่ใช่อาหารจากฝีมือผู้ช่วยกุ๊กตามแบบร้านใหญ่ ๆ

ถ้าไปถึงร้านเอี้ยวฮินขอให้ท่านนั่งลงอย่างสบาย สั่งเครื่องดื่ม ขอเมนูมาดู อย่าได้ใจร้อนเพราะว่ากุ๊กมีเพียงคนเดียว ถ้าคนเยอะอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองเถอะว่าท่านจะได้ชิมอาหารจีนแคะแท้ ๆ ที่เลิศรส

อาหารออร์เดิร์ฟที่ผกาจะต้องสั่งมากินก่อนในลำดับแรกก็คือ เส้นหมี่ขาวผัด เส้นหมี่ขาวผัดตามสไตล์จีนแคะโดยมีเนื้อไก่ฉีก ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ ที่ขาดไม่ได้ก็คือข้าวหมากที่ทางร้านหมักเองใส่ลงไปจนชุ่มเส้นหมี่ ทำให้เกิดรสชาติหอมหวานกำลังดี ทานเป็นออร์เดิร์ฟรองท้องก่อน หรือจะสั่งมาในเมนูปิดท้ายก็ไม่ว่ากัน

เส้นหมี่ผัดแบบจีนแคะ

เส้นหมี่ผัดแบบจีนแคะ

จานต่อมาพลาดไม่ได้อีกเช่นกันคือ เมนู “หมูอบ” หมูอบเป็นอาหารขึ้นชื่อของอาหารแคะ ที่ไม่ควรพลาด พ่อครัวนำหมูสามชั้นมาทอดจนเหลืองหอมก่อนจะนำไปตุ๋นในน้ำพะโล้ซึ่งปรุงรสด้วยซีอิ๊ว กับเครื่องเทศ ต้มจนเปื่อยนุ่ม นำมาหั่นบาง ๆ เมื่อลูกค้าสั่งนำไปอบพร้อมกับผักดอง ต้องขอบอกว่าผักดองนั้นมีความอร่อยไม่แพ้ตัวเนื้อหมูเลย ถ้าทานเหลือผักดอง ขอถุงใส่ไปกินกับข้าวต้มตอนเช้า รับรองว่าต้องชูนิ้วโป้งสองนิ้ว

หมูอบ

หมูอบ

อาหารจานหลักของร้านมีด้วยกันหลายรายการ ที่ผกาไม่เคยพลาดสักครั้งเดียวก็คือปลาจีนนึ่งข้าวหมาก ปลาจีนขึ้นชื่อในเรื่องเนื้อที่หนานุ่มและเนียน โดยเฉพาะส่วนหัวเต็มไปด้วยเจลลาตินจำนวนมาก ปลาจีนนำมานึ่งข้าวหมากสีแดง ผสมด้วยต้นหอมหั่น มันหมู นี่คือจานหลักที่เลิศรสสุดประมาณ และต้องชิมให้ได้เพราะรสชาติไม่เหมือนที่ไหน คุณผู้อ่านอาจจะเคยชิมปลานึ่งซีอิ๊วจากภัตตาคารจีนดัง ๆ แต่ผกาขอยืนยันว่าท่านจะไม่เคยได้ชิมรสชาติเหล่านี้จากที่ใดมาก่อน และต้องลองให้ได้

บางท่านอาจจะสั่งปลาจีนหม้อไฟ โดยทางร้านยังคงใช้ถ่านในการอุ่นน้ำแกงในหม้อไฟ น้ำแกงจะใส่ต้นหอมและปลาจีนมาพร้อมกับเผือก ต้มเผือกให้เปื่อยกินกับน้ำจิ้มซึ่งทำจากเต้าหู้ยี้อร่อยไม่เบา หรือจะเป็นเมนูเต้าหู้น้ำแดงความอร่อยก็ไม่เหมือนใคร

ปลาจีนนึ่งข้าวหมาก

ปลาจีนนึ่งข้าวหมาก

สองจานสุดท้ายที่ผกาขอแนะนำคือ ผัดโป๊ยเซียน ผัดโป๊ยเซียนแสนธรรมาดา แต่เอี้ยวฮินโภชนา ไม่เหมือนที่อื่น รสชาติกลมกล่อมจะกินเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มก็อร่อยไม่เบา และเมนูสุดท้ายสั่งมากินตบท้ายคือน้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้ ตัวน้ำแกงซึ่งมีรสจืดแต่กลมกล่อม กับเต้าหู้ยัดไส้หมู ช่วยทำให้อาหารมื้อนี้ของผกาจบลงอย่างสุขสมบูรณ์

ผัดโป๊ยเซียน

ผัดโป๊ยเซียน

น้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้หมู

น้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้หมู

ร้านเอี้ยวฮินโภชน เป็นร้านเก่าแก่ บรรยากาศร้านไม่ใช่ร้านหรู แต่ถ้าท่านผู้อ่านชอบร้านย้อนยุคแบบของแท้ ร้านนี้จะทำให้วันเวลาเก่า ๆ ซึ่งมีค่ามากกว่าความทรงจำจอมปลอมที่ถูกปั้นแต่งจากร้านอาหารพื้น ๆ ทั่วไปที่ดัดจริตย้อนยุคตามแฟชั่น

เอี้ยวฮินโภชนา คือร้านระดับ 5 ดาวที่ผกาขอมอบให้

สถานที่ตั้ง : เลขที่ 50/10 ระหว่างซอยวุฒากาศ 36 – 38 ถนนวุฒากาศ

แขวงบางค้อ เขตจอมทอง จังหวัดกรุงเทพฯ รหัสไปรษณีย์ 10150

 

เบอร์โทรศัพท์ : 024766678

 

จุดสังเกต : ร้านอยู่ถนนวุฒากาศ ติดกับธนาคารกสิกรไทย สาขาวุฒากาศ

 

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนา

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนา

 



ถนนเมื�งนคร

รถไฟออกจากกรุงเทพฯตอนทุ่มครึ่ง ความมืดโรยตัวปกคลุม ผู้คนทยอยขึ้นมาตามสถานีต่าง ๆ ผมรู้ว่ากว่าจะหลุดจากกรุงเทพฯได้ยังต้องหยุดอีกหลายสถานี รถไฟสายนครเป็นสายที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยอะมากที่สุดขบวนหนึ่ง ส่วนใหญ่จะลงชุมพร สุราษฎร์ธานี เพื่อมุ่งต่อไปยังเกาะเต่า เกาะสมุย ต่อไป ระหว่างที่รถไฟเชื่องช้าอืดอาด ผมนั่งอ่านหนังสือ วันนี้ไม่อยากดื่มเบียร์เพราะท้องไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ สามทุ่มกว่าพนักงานก็เริ่มจะกางเตียงนอนให้กับผู้โดยสาร ผมเองก็เริ่มจะเพลียและง่วงแล้ว

ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อกางที่นอนเสร็จเรียบร้อย ผมก็เข้านอนเตียงล่าง เตียงบนจะแคบและเตี้ยกว่า ไม่ค่อยสะดวกเวลาจะเข้าห้องน้ำห้องท่า และชั้นบนก็เหวี่ยงกว่ามาก ผมนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทาง จนกระทั่งหกโมงเช้า ผู้คนทยอยลงตั้งแต่ชุมพร…กลางค่อนคืน และรถมาเช้าที่สุราษฎร์ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดกว่าจะถึงจุดหมาย

สามโมงกว่าแล้วรถเพิ่งถึงทุ่งสง ผมเริ่มหิวข้าว เด็กเดินอาหารไม่เดินมารับออเดอร์แล้ว สงสัยรถใกล้หมดระยะ ผมจึงต้องซื้อไก่ทอดข้าวเหนียวมากินแทน ก็ได้บรรยากาศและความอร่อยไปอีกแบบ

สิบเอ็ดโมงรถไฟก็ถึงนครศรีธรรมราช สรุปแล้วรถไฟช้าไปเกือบชั่วโมง ถึงสถานีผมเดินแบกเป้ไปหารถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างไปส่งที่โรงแรมทักษิณ รถรับจ้างอยากจะได้คนที่เดินไปไกล ๆ ส่วนโรงแรมย่านใกล้สถานีถูกปฏิเสธที่จะไปส่ง แปลกดีเหมือนกัน แต่ก็มีคนไปส่งจนได้ แต่แกขับอ้อมเพื่อจะขอเงินเพิ่มอีกห้าบาท


สีสันบ้านเรือน

ถึงโรงแรมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมก็มุ่งตรงไปที่วัดพระมหาธาตุในทันที

ไหว้พระเสร็จก็เลยเที่ยงแล้ว หิวข้าว ผมเคยมากินขนมจีนร้านหนึ่ง จำได้คร่าว ๆ ว่าร้านอยู่ในซอยใกล้วัดพระธาตุ จึงเดินตามหา
เดินไม่นานก็ถึง “ร้านขนมจีนเมืองคอน” ไม่มีสาขา ตั้งอยู่บนถนนพานยม ห่างจากวัดประมาณร้อยเมตรเท่านั้น ร้านนี้คนนิยมมากินทั้งคนท้องถิ่นและคนที่มาจากต่างจังหวัดอย่างผม ตอนมากินครั้งแรก อาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พามากิน ทำให้ผมติดใจรสชาติ

ปกติถ้าสั่งขนมจีนเขาจะมาทั้งชุด น้ำยาจะมาสามแบบ แบบน้ำยากระทิ น้ำยาป่า และน้ำยาแบบคนนคร มาพร้อมขนมจีนตามจำนวนคนกินและผักแนมจานใหญ่ยักษ์

นอกจากน้ำยาแล้ว ทางร้านยังมีกับข้าว แกงใต้ บริการอีกหลายสิบอย่าง แต่ละอย่างน่ากินทั้งนั้น วันนั้นผมสั่งแกงเนื้อ มัสมันไก่ มากินครับ รสชาติอร่อยแท้ กินเคียงกับผักอร่อยมาก ใครไปนคร ร้านนี้พลาดไม่ได้จริง ๆ

แกงเนื้�
แกงเนื้อชามใหญ่ รสจัด สั่งจานเดียวกินข้าวได้เยอะมาก ควรไปกินกันหลาย ๆ คนจะได้สั่งได้หลายอย่างมาลองกิน

มัสมันได่
มัสมันไก่ รสจัดออกหวาน กินแก้กับแกงเนื้อดีนัก

ผักแนวชุดใหญ่
ผักแนมชุดใหญ่ กินน้อยกินมากก็มาชุดใหญ่แบบนี้

เมื�งนคร

กินข้าวกลางวันอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินท่องเที่ยวทั่วเมือง ออกจากร้านก็เจออาคารสีสีนแสบตา เดินจากถนนพานยมย้อนขึ้นไปศาลากลางจังหวัด ถนนที่นี่จะตัดเป็นเส้นตรง ทำให้หลงยาก แต่ถ้าจุดหมายอยู่ต้นถนนก็เินกันอ้วกเหมือนกัน แต่ถ้าจะนั่งรถสองแถวก็มีให้เลือกหลายสาย ทุกคันเขียนจุดหมาย ราคาค่าโดยสาร 10 บาทตลอดเส้นทาง แถมมีคาราโอเกะให้ร้องเกือบทุกคัน

กำแพงเมื�ง

เดินจนขาลากมาถึงกำแพงเมืองเก่าซึ่งบูรณะให้เป็นสวนสาะารณะร่มรื่น น่ามานั่งเล่น ผมหยุดพักเหนื่อยที่นี่ถ่ายภาพแล้วก็เดินต่อ เดินได้สักพักก็เรียกรถมอร์เตอร์ไซค์กลับไปส่งที่โรงแรม

ตอนเย็นผมออกเดินอีกครั้งครับ คราวนี้เดินไปยังถนนราชดำเนิน บริเวณโรงแรมไทย ย่านนี้เหมือนประตูน้ำกรุงเทพฯไม่ผิดเพี้ยนเพราะขายเสื้อผ้า แฟชั่น ปลีกส่ง น่าจะเป็นจุดศูนย์กลางเสื้อผ้าของทางภาคใต้ แม้จะมีร้านค้าปลีกอย่างคาฟูร์ โลตัส แต่ร้านค้าชาวบ้านก็ยังได้รับความนิยม ผมคิดว่าการต่อสู้กับร้านค้าปลีกนั้น เราทำได้ แต่ด้วยวิธีปรับปรุงโครงสร้างร้านให้ดีขึ้น เพราะร้านชำนั้นเป็นมิตรกว่า อยู่ในชุมชน และเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย แม้จะมีห้างใหญ่ แต่เมื่อขาดของสองสามอย่างคงไม่มีใครบ้าขับรถไปโลตัสแน่

นอกจากเดินสำรวจบ้านเรือนแล้ว ผมยังสำรวจร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นในย่านโรงแรมทักษิณ ยอมรับว่าหายากครับ แต่ในที่สุดก็ไปเจออยู่สามร้าน ร้านแรกคือ ดีแอนด์ดี เรสเตอร์รอง บรรยากาศแบบภัตตาคารคล้าย ๆ เอสแอนด์พี่ ขายอาหารไทย ฝรั่ง จีน และอาหารเช้า ร้านนี้เปิดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน

ร้านที่สองเป็นภัตตาคารอยู่ในโรงแรมนครการ์เด้นต์ ขายอาหารไทย จีน ฝรั่ง

แต่สองร้านนี้ไม่อยู่ในคอนเซ็ปต์ของผมคือร้านอาหารเล็ก ๆ แต่ในย่านถนนนั้นก็เจอร้านครัวทะเล เป็นร้านขนาดสองห้องแถว ดูหน้าร้านแล้วไม่เลวครับ เมื่อเข้าไปนั่งก็รู้ว่ามีคนมานั่งกินกันเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะคนท้องถิ่น ทั้งมานั่งกินและซื้อกลับ ดูจากเมนูมีอาหารให้เลือกมากมาย

กุ้งแช่น้ำปลา
เมื่อเข้าไปนั่งผมก็สั่งกุ้งแช่น้ำปลา อยากกินครับแม้ท้องไส้ยังไม่ดี สองจิตสองใจว่าจะสั่งหอยนางรมย์มากินดีไหม แต่เอานี่แหละ ยกจานมาแล้วน่ากินใช้ได้ รสไม่จัดมาก กุ้งสดใช้ได้

ท�ดมันปลา�ินทรีย์
จานที่สองคือทอดมันปลาอินทรีย์ รสออกหวานไปหน่อย แต่เข้าใจว่าคนใต้ชอบกินอาหารออกทางรสหวานอยู่แล้วก็เข้าใจได้ ถ้าท่านไม่ชอบหวานจานนี้ผ่านได้เลย

กุ้งผัดสะต�กระปิ
และจานสุดท้ายกุ้งผัดสะตอกระปิ รสชาติเยี่ยมครับ กินกับข้าวสวยรับรองว่าอิ่มหนำ แนะนำให้กินตั้งแต่ร้อน ๆ อย่าปล่อยให้เย็น ร้านนี้คุรภาพและราคาอยู่ในมาตรฐานครับ บรรยากาศร้านก็ไม่เลวร้าย เจ้าของร้านคงชอบสะสมของเก่าจึงประดับร้านด้วยของเก่าที่สะสมเช่นป้ายโค้ก พิมพ์ดีดเก่า ร้านอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรมนครการ์เด้น และตลาดสดเทศบาล

(ยังมีต่อ…โปรดรออ่าน)

เจดีย์วัดพระมหาธาติ

ผมมีธุระต้องเดินทางไปนครศรีธรรมราช เป็นภารกิจแห่งจิตวิญญาณ การไปสัการะพระธาตุทำให้จิตใจของผมสงบ มีสมาธิ ผมเดินทางไปครั้งนี้ด้วยรถไฟตู้นอนชั้นสอง นาน ๆ ได้นั่งรถไฟก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง สนุก โดดเดี่ยว น่าเบื่อ แต่ฉ่ำใจกว่านั่งเครื่องบิน ค่อย ๆ เกาะกินบรรยากาศ เรื่อยไหลไปกับเวลา ไม่เร่งร้อน ไม่รีบเร่ง ให้ความสำคัญกับเวลาได้มากกว่า

เจดีย์ยังคงสวยสง่าเด่นตระหง่าน ผมไปทีไรก็ต่างบรรยากาศต่างอารมณ์ ถึงวัดก็เข้าไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับก่อนหลัง แต่น่าเสียดายที่บันไทางขึ้นกำลังซ่อมแซมปรับปรุงอยู่ จึงขึ้นไปด้านบนไม่ได้

จิตรกรรมร�บ�ุโบสถ

จิตรกรรมรอบอุโบสถ เดินดูสวย ๆ เพลิน ๆ งดงาม

พระพุทธรูปร�บ�ุโบสถ

พระพุทธรูปรอบฐานเจดีย์

Christian Thieleman
Beethoven: Symphonies 5&7
Phiharmonia Orchestra
Deutsche Grammophon

Beethoven

อา…บีโธเฟ่นอีกแล้ว ท่านผู้อ่านคงคิดในใจว่าทำไหมหนา เราจึงฝ่าด่านของอภิโค-ตะ-ระ ยิ่งใหญ่ของคีตกวีผู้ยิ่งยงคนนี้ไปมิได้ อะไร ๆ ก็บีโธเฟ่น คิดอะไรไม่ออกบอกบีโธเฟ่น ย่อมทำให้ผู้ฟัง ผู้เสพงานสุนทรียคลาสสิกต้องหยิบยกเอามาฟังกันไม่รู้เบื่อ มิเว้นแม้แต่นักประวัติศาสตร์ทางดนตรี ยังคงนำชีวประวัติของท่านมาตีความและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง ส่วนนักดนตรีคลาสสิกทุกรุ่นทุกสมัยล้วนแล้วต้องผ่าน “บีโธเฟ่น” กันทุกคน เพราะถือว่าเป็นงานชั้นครูที่มิอาจกระโดดข้ามได้ จะกล่าวยกย่องด้วยประวัติบีโธเฟ่นผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า ท่านบีโธเฟ่นเป็นหนึ่งคีตกวีที่อยู่แถวหน้าสุด หากใครคิดจะแซงหน้าท่าน คงต้องออกแรงอย่างหนักทั้งทุ่มเทแรงใจมหาศาลนั้นยังไม่เพียงพอ เขาผู้จะก้าวไปยืนเทียบบีโธเฟ่นจะต้องมีพรสวรรค์เต็มเปี่ยมจากพระเจ้าอีกหลายเท่าเท่านั้นจึงจะ คิดที่จะไปยืนเทียบเคียงได้ คำพูดนี้คงไม่เกินไปนัก ถ้าท่านผู้อ่านได้ฟังเพลง ซิมโฟนี่หมายเลขห้า อันลือลั่น

โน้ตสี่ตัวแรกของ Symphonies No.5 นั้น ถือเป็นบันไดเสียงที่ผมเชื่อว่า มนุษย์บนโลกเกือบครึ่งหนึ่งในยุคปัจจุบันจะต้องเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง โน๊ตสี่ตัวแรกบางท่านตีความว่าเป็นเสียงเคาะประตูสู่สรวงสวรรค์ เป็นดนตรีที่พระเจ้ากระซิบบอกบีโธเฟ่นว่าหากต้องการพบพระเจ้า โน๊ตสี่ตัวนี้คือรหัสผ่าน จะไม่ให้เชื่อได้อย่างไรครับ เพราะมันเป็นโน้ตสี่ตัวที่มหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง โน๊ตสี่ตัวของซิมโฟนี่หมายเลขห้าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบีโธเฟ่นไปโดยปริยาย มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองอ่อนหวาน เห็นได้ว่าความงดงามในมูฟเม้นต์ที่สองนี้บีโธเฟ่นเป็นคีตกวีที่มีความโรแมนติค มองเห็นสรรพสิ่งรอบข้างและสื่อออกมาได้อย่างหมดจด ท่อนที่สามดนตรีโอ่อ่าสง่างาม ราวกับสดุดีแถวทหารเกียรติยศซึ่งกลับจากสงคราม จนมาถึงท่อนสุดท้ายซึ่งเป็นบทสรุปเรื่องราวเนื้อหาสาระทั้งหมดของเพลง ท่วงทำนองตระการตายิ่งใหญ่ทรงพลัง โดยเฉพาะช่วงแรกของมูฟเม้นต์เป็นท่วงทำนองที่มีพลังมาก ฟังแล้วเกิดความฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับแผ่นซีดีชุดนี้เป็นผลงานการกำกับวงของ Christian Thieleman เกิดในปี 1959 เป็นชาวเบอร์ลิน ที่เกิดในครอบครัวนักดนตรี เรียนเปียโนตั้งแต่อายุห้าขวบ เข้าศึกษาในโรงเรียนดนตรีชั้นนำของเยอรมัน เคยทำงานร่วมกับแฮเบิร์ต ฟอน คารายาน และยังเดินทางไปเป็นคอนดักเตอร์ทั่วโลก

การที่ Christian Thieleman นำผลงานของบีโธเฟ่นมาบันทึกเสียงใหม่นั้น แม้จะมิได้เป็นเรื่องใหม่นัก แต่ถ้านักฟังเพลงคลาสสิกจะสังเกต เราจะพบว่าในปัจจุบันการบันทึกแผ่นเพลงซิมโฟนี่นั้นเริ่มน้อยลงตามลำดับ ด้วยเหตุว่าการบันทึกเสียงเพลงซิมโฟนี่จะต้องลงทุนค่อนข้างสูง ตั้งแต่จ้างนักดนตรีจำนวนมหาศาล ระยะเวลาในการเช่าห้องอัด ระยะเวลาในการฝึกซ้อม ล้วนต้องลงทุนและใช้เงินจำนวนมาก เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการขายแผ่นซีดีหรือแผ่นเสียงย่อมไม่คุ้มค่า ค่ายเพลงคลาสสิกจึงนิยมนำงานเพลงซิมโฟนี่ที่บันทึกเสียงเอาไว้แล้วในอดีต ออกมา Reissue กันเป็นส่วนมาก มากกว่าการบันทึกใหม่ นักฟังเพลงจึงได้ฟังเพลงซิมโฟนี่ซึ่งมีบรมครูตีความเอาไว้ตั้งแต่ยุค 50-70 เวลาผ่านมาถึงศตวรรษที่21 การตีความดนตรีเปลี่ยนแปลงไป การค้นพบประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ รวมถึงเทคนิคของนักดนตรีที่สร้างสรรค์ผลงานล้วนก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมใหม่ ๆ ต่อแวดวงดนตรี แม้ Classical Music เองก็มีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ ยิ่งเราชาวเอเชียห่างไกลจากแหล่งดนตรีคลาสสิก หากเราฟังเพลงจากบรมครูคอนดักเตอร์ เราก็มิอาจจะเดินหน้าหรือหลุดพ้นไปจาก แฮร์เบิร์ต ฟอน คารายาน ไปได้กี่มากน้อย

ส่วนทีเด็ดของซีดีชุดนี้อยู่ที่ ซิมโฟนีหมายเลขเจ็ดที่ผมเองก็ชื่นชอบมานาน แต่ทว่า Christian Thieleman ตีความซิมโฟนี่หมายเลขเจ็ด ได้แตกต่างจากที่ผมเคยฟัง ขอบอกว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มุมมองใหม่ ๆ สำหรับคอนดัคเตอร์หนุ่มที่ผสมผสานความเนี๊ยบในแบบแผน ทว่าก็มีแนวคิดที่เคร่งขรึมในแบบดนตรียุคใหม่ แผ่นซีดีชุดนี้บันทึกเสียงในปี 1996 แม้จะห่างจากปี 2007 สิบกว่าปี แต่ผลงานชุดนี้ได้บอกเรื่องราวดนตรีคลาสสิกในยุคใหม่ และในอนาคตได้เป็นอย่างดี ผลงานชุดนี้ของ Christian Thieleman น่าจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่บรมครูคอนดักเตอร์ทั้งหลายในอดีต และคำตอบของ Classical Music เองก็ยังต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลงบอกเราว่า เรายังมีลมหายใจ และดนตรีคลาสสิกต้องการลมหายใจใหม่ ๆ

 

Christian Thieleman

 

Symphony No.5

 

Symphony No.7