Info

Posts tagged ภาพยนตร์

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางจิตใจนั้น ลึกซึ้ง ซับซ้อน ไม่ต้องการเหตุผล และไม่เคยตั้งอยู่บนความแน่นอนของอารมณ์

Chungking Express อาจจะถือได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหว่อง คาร์ ไว ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีรูปแบบการสร้างหนังแตกต่างจากผู้กำกับฮ่องกงทั่วไป ซึ่งชอบเน้นในเรื่องแก๊งค์สเตอร์ เจ้าพ่อ บู๊ล้างผลาญ ภาพลักษณ์ของหนังฮ่องกงจึงติดอยู่ในสภาพดังกล่าว จนคนดูคิดและจินตนาการไปว่าที่ฮ่องกงคงมีพวกนักเลงหัวไม้วิ่งเอามีดฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่หว่องกลับทำงานภาพยนตร์ของตนโดยอาศัยพื้นฐานของหนังฮ่องกง ผนวกกับหนังรักโรแมนติกซึ่งหาได้ยากมากในบริบทหนังฮ่องกง จะกล่าวว่าหนังของหว่องมีกลิ่นไอในแบบฌอง ลุค โกดาร์ เจ้าพ่อนิวเวฟของฝรั่งเศส ผสมผสานรูปแบบหนังรักตามแบบหนังยุโรป ที่มีอารมณ์ทางความรูสึกด้านลึกของตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ความรัก

หนังเรื่องนี้อาศัยฉาก Chungking Mansion ย่านซิมชาซุย ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ตัวเอกของเรื่องดำเนินเรื่องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว พบปะเวียนวนทั้งโดยตั้งใจและบังเอิญ บ้างเดินสวนกันโดยไม่ได้รู้จักกัน

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าเรื่องของตำรวจหนุ่มหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) ซึ่งถูกคนรักหักอกในวันที่ 1 เมษายน เขาออกตามหาสัปรดกระป๋องวันหมดอายุที่ตรงกับวันที่ความรักสิ้นสุด เขามีความเชื่อว่าความรักของเขาจะกลับมาดังเดิม คนรักของเขาชอบกินสัปรด และทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป 223 พบว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเรียกวันคืนกลับมาได้ คืนหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย) โดยบังเอิญในร้านเหล้าที่เขาชอบไปนั่ง ผู้หญิงผมทองเป็นนางนกต่อเอเย่นต์ค้าผงขาว ที่มองหาชาวอินเดียเพื่อเป็นคนส่งยาไปยังต่างประเทศ เธอถูกหักหลังเสียทั้งของเสียทั้งงาน เธอพยายามกลับไปทวงความยุติธรรมของเธอ ขณะที่เธอกำลังกลุ้มใจสุดขีด เธอก็พบกับตำรวจหนุ่ม ความสัมพันธ์แบบรักข้ามคืนเกิดขึ้น ทว่าความรู้สึกนั้นมิได้พาให้คนสองคู่นี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง

ขณะที่หนังส่วนที่สองเริ่มขึ้นเล่าเรื่องราวของ ตำรวจสายตรวจเดินเท้าในย่านชุงกิง หมายเลข 663 (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่มักแวะเวียนมาซื้ออาหารแบบห่อกลับที่ร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรส 663 มาซื้ออาหารที่นี่ทุกวันก่อนเลิกงาน เขาได้พบกับเถ้าแก่ของร้านจนพูดคุยกันคุ้นเคย 663 มักจะซื้ออาหารไปฝากแฟนของเขาที่เป็นแอร์โฮสต์สเตส จนกระทั่งวันหนึ่งเขากับแอร์ฯสาวเลิกร้างต่อกัน 663 อยู่ในห้วโศกเศร้า เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขามักคิดว่าสิ่งของในห้องของเขาร้องไห้เพื่อความรักที่แตกสลาย เขาไม่ได้สนใจใยดีต่อชีวิตของตน ดำเนินชีวิตบนความเจ็บปวดเพียงลำพัง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาทำเป็นว่าจิตใจของเขาเข้มแข็ง จนกระทั่งร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรสได้พนักงานคนใหม่มาประจำร้าน เฟย์ (เฟย์ หว่อง) จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงเกิดขึ้น เฟย์หว่องซึ่งชอบเปิดเพลง California Dreamin เสียงดังลั่นร้าน เธอมองเห็นความเจ็บปวดของ 663 เธอแอบชอบตำรวจหนุ่มแต่ไม่เคยเอ่ยปาก เธอแอบเข้าไปทำความสะอาดบ้านให้เขา ซักผ้าปูที่นอน เปลี่ยนตุ๊กตา แรก ๆ 663 เองก็ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะชีวิตของเขาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของ 663 กับเฟย์ จึงเป็นเหมือนการวิ่งไล่จับความว่างเปล่าที่ต่างฝ่ายต่องวิ่งหนี เฟย์เก็บจดหมายที่คนรักเก่าของ 663 ฝากเอาไว้ เธอมองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าทำให้ 663 เจ็บปวดยิ่งขึ้น ฉากนี้เราจะเข้าใจได้ดีว่าผู้หญิงเองก็มีธาตุหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยย่างกรายเข้าไปเข้าใจใด ๆ ได้

Chungking Express เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเล่าเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเอกสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตน ทำให้หนังสามารถเจาะลึกเข้าไปยังจิตใจตัวละครที่แสนจะหม่นหมอง พวกเขาต่างไม่อาจก้าวพ้นไปจากบ่วงของความเจ็บปวดโดยเฉพาะความรัก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากในย่ายชุงกิงตัวหนังได้บอกคนดูถึงความเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางเมืองใหญ่ ความเปล่าเปลี่ยวนั้นกินลึกลงไปสู่จิตใจจนยากเยียวยา

ในวันที่แย่ที่สุดของ 223 เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสาวเก่า คนรักเก่า ผลปรากฏคือเขาต้องผิดหวังที่ทุกคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแฟน มีลูก มีครอบครัว บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกเจ็บปวดลำพังของเขา ขณะที่ 663 หมกมุ่นอยู่กับโลกเก่าของตน เขาทำทุกอย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งที่เคยมีความฝัน ความหวังที่จะไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าตำรวจสายตรวจ แต่สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้ากลับเป็นความรักที่ร่วงหล่น

ผลสะเทือนของหนังเรื่องนี้ นอกจากเปิดโลกภาพยนตร์ฮ่องกงสู่ตลาดนอกแล้ว ตัวหว่องคาร์ไวเองก็ค้นพบสูตรสำเร็จของหนังของเขา เริ่มตั้งแต่ภาพดิบหยาบที่ถ่ายโดยคริสโตเฟอร์ ดอยส์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหว่องไปโดยปริยาย ภาพแบบนี้นอกจากเท่อย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะหว่องไม่มีเงินทำหนังมากนักในเวลานั้น) กลายเป็นข้อดีของหนังโดยบังเอิญ ประกอบกับเพลงประกอบหนังที่แสนลงตัวทั้งเพลง California Dreamin ซึ่งสื่อความหมายถึงตัวเฟย์ผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวที่มองไปยังข้างหน้าและก้าวข้ามไป ขณะที่เพลง What a Difference a Day Make ซึ่งครวญโดยไดนา วอชิงตันเองก็สะกดคนดูให้ดิ้นตายลงเดี๋ยวนั้น Chungking Express จึงเป็นหนังโรแมนติก รักลึกซึ้ง น่าตื่นตะลึง และขนลุกทุกครั้งที่ได้ด

This slideshow requires JavaScript.

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก

โดย นิวัต พุทธประสาท

ถ้า Personal ของอิงมาร์ เบิร์กแมน คือการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ โดยการมุ่งแสวงหาด้านลึกของความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่จำกัด Personal คือนิยามของความเป็นปัจเจก การนำเสนอเต็มไปด้วยสัญญะอำพราง ปราศจากที่มาที่ไปด้านลึก (แต่ก้าวสู่ปริมณฑลในด้านกว้าง) สิ่งเหล่านั้นถือเป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่สังคมหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ของคนหนุ่มสาว แต่ถ้าย้อนกลับไปดูหนังก่อนหน้านั้นของเบิร์กแมน ใน The seventh sealเราจะพบว่าหนังทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ การค้นหาความหมายของความตาย และการก้าวล่วงไปยังดินแดนที่มนุษย์ต่อรองกับอำนาจพิเศษได้

The seventh seal เป็นหนังที่ทรงพลังเรื่องหนึ่งของเบิร์กแมน ด้วยการเล่าเรื่องย้อนไปยังช่วงสงครามครูเสต แอนโทนีอัส บล็อก อัศวินผู้เข้าร่วมรบในสงครามศาสนา กลับสู่บ้านเกิดที่สวีเดนพร้อมกับโจนส์องครักษ์รู้ใจ ขณะที่อัศวินตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง ยมทูตได้ปรากฏตัวขึ้น อัศวินรู้ชะตากรรมของตน เขากล่าวกับยมทูตว่าน่าจะเล่นหมากรุกด้วยกัน ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ ยมทูตสามารถนำวิญญาณของเขาไปสู่หนใดก็ได้ แต่ถ้าอัศวินชนะเขาจะรอดจากความตาย การต่อรองของอัศวินช่วยยืดชีวิตของเขาออกไป เขาสามารถมีชีวิตอยู่และเดินทางเพื่อกลับสู่ปราสาทของตน แต่ระหว่างทางนั้นเขาพบว่าบ้านเกิดเมืองนอนที่จากมา กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤติอย่างหนัก เพราะเวลานั้นโรคระบาดกำลังระบาดอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากล้มตาย บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน ผู้คนตื่นตระหนก วันสิ้นโลกราวเดินทางมาเบื้องหน้า

 

I am Death

 

 

ขณะเดียวกันคณะละครเร่ซึ่งมีโจฟเป็นหน้าคณะ กำลังเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดง โจฟเป็นคนฝันเฟื่อง เขามักจะมองเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ แล้วนำมาเล่าให้ลิซาซึ่งเป็นภรรยาฟังเสมอ และลิซามองว่าโจฟนั้นเป็นคนเพ้อฝัน แต่เธอก็รักสามีของเธอเพราะเขาเป็นคนเช่นั้น สองสามีภรรยารู้ว่าช่วงเวลาที่ลำบากกำลังมาเยือนคณะของตน เพราะผู้คนที่กำลังหวาดกลัวต่อโรคระบาด ไม่อยู่ในห้วงอารมณ์ที่จะเสพงานบันเทิง นอกจากเศรษฐกิจจะฝืดเคืองแล้ว อันตรายที่จะติดโรคระบาดก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เมื่ออัศวินและองครักษ์เดินทางเข้าสู่เมือง พวกเขายิ่งพบว่าวิกฤติครั้งนี้หนักหนากว่าครั้งใด นอกจากคิดผิดที่ไปร่วมรบในสงครามแล้ว ยังพบว่าผู้คนได้เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจไปมาก บล็อกแลเห็นผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบกร้าน ศาสนจักรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย และยัดเยียดใครให้เป็นแม่มดก็ได้ ความหวาดกลัวของผู้คนทำให้รัฐสามารถเข้าครอบงำประชาชน ยิ่งพวกเขากลัวโรคระบาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถมีอำนาจเหนือทุกอย่าง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อต้าน

The seventh seal เดินทางสำรวจเข้าไปสู่ความหวาดระแวงของผู้คน อัศวินอย่างบล็อกผู้โกงความตาย เขายังถูกยมทูตตามราวีเอาชีวิต ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาแลเห็นบนโลกก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ นอกจากปล่อยให้ชะตากรรมดำเนินไป แต่สำหรับโจนส์องครักษ์ของบล็อกกลับมองว่าการกระโจนเข้าไปทำอะไรบางอย่างนั้นอาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เช่นเขาเข้าช่วยเหลือสาวใบ้จากโจรที่เข้ามาขโมยของ และให้สาวใบ้ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกับตน หรือจะรอความตายที่กำลังมาเยือน การช่วยเหลือสาวใบ้ของโจนส์เป็นเหมือนการยื่นมือพิทักษ์ความเป็นธรรม

อิงมาร์ เบิร์กแมนนั้นตั้งคำถามในหลายหัวข้อเกี่ยวกับการดำรงค์ชีวิต ความเพ้อฝันของโจฟนักแสดงเร่ ผู้มีจิตใจงามมองโลกแง่ดี ขณะเดียวกัน โจนส์องครักษ์ที่มุทะลุดุดัน และบล็อคอัศวินที่ชอกช้ำจากสงคราม คนเหล่านี้มีบาดแผลเจ็บปวดที่ต่างกัน แต่จุดหนึ่งก็คือพวกเขาพยายามหนีไปจากกับดักด้วยวิธีการต่าง ๆ ในฉากสยดสยองที่แม่มดโดนเผาไฟบ่งบอกให้เราตระหนักได้ว่าท้ายสุดอำนาจทางการเมืองนั้นสามารถลงทัณฑ์ใครก็ได้ แม้ไม่ต้องมีการไต่สวนความผิด หรือไต่สวนตามที่ตั้งธงเอาไว้ การลงโทษแม่มดด้วยการเผาไฟจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพื่อระงับความกลัวของประชาชนด้วยการบูชายัณฑ์ แม้บางครั้งเสียงสวดอ้อนวอนร้องขอต่อพระเจ้าก็ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่มืดมน

 

Have you seen the Devil?

 

 

ในตอนท้ายยมทูตกำลังจะชนะกระดานหมากรุกของบล็อก อัศวินที่สิ้นท่าล้มกระดานหมากรุกแห่งความตายในทันใด แต่แล้วยมทูตก็บอกกับเขาว่าไม่ว่าจะล้มกระดานอย่างไร ยมทูตก็ยังจดจำหมากกระดานนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าอัศวินจะล้มกระดานหมากรุกเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นแต่ความตายก็ยังเพรียกหา และด้วยวิธีการลมกระดานไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย ทว่าฉากที่น่าคบคิดก็คือ เมื่อใกล้วาระสุดท้ายขอยู่ ๆ สาวใบ้ที่ไม่ยอมพูดก็สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าขึ้นมาในตอนจบ นั่นหมายความว่าเมื่อมนุษย์มาถึงจุดหนึ่งซึ่งความตายรออยู่ พวกเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้

 

The angels? God? Satan? Emptiness?

 

 

การสำรวจตรวจตราบาปกรรมของมนุษย์ ผ่าน The seventh seal เราย่อมมองเห็นภาพจำลองทางสังคมที่เลือนหาย มันได้กลายเปลี่ยนเป็นภาวะที่เต็มไปด้วยสุญญกาศ แม้เบิร์กแมนจะไม่ฉีกตำราดั้งเดิม คือยังคงเผื่อทางเลือก และทางออกอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดเบิร์กแมนก็ยังคงกระซิบว่าไม่ว่ามนุษย์คนไหน ก็รอดพ้นจากชะตากรรมไม่ได้ ช้าหรือเร็วนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990