Info

Posts tagged วิทยาลัยดุริยางคศิลป์

จาก เสกข์ ทองสุวรรณ กับ วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (Thailland Philharmonic Orchestra) ถึงวงอื่น ๆ


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ หากท่านไม่ตำหนิใด ๆ ผมจะขอนำเสนอเรื่องยาวสี่ตอนอันเกี่ยวกับการตะลุยชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการแนะนำเพลงในแบบที่ผมทำมาเป็นประจำ จนอาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย ในฐานะผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การฟังเพลงคลาสสิกนั้น นอกจากฟังจากการบันทึกเสียงจากฟอร์แมตต่าง ๆ แล้ว การชมการบรรเลงสด ๆ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่มีทางที่เครื่องเสียงใด ๆ จะให้บรรยากาศการแสดงสดได้เท่ากับไปนั่งฟังด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นในชีวิตหนึ่ง การมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพลาดโอกาสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังดนตรีคลาสสิกที่หอแสดงดนตรี “ภูมิพลสังคีต” อีกครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีแห่งนี้ถือเป็นบ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งจัดการแสดงดนตรีเป็นประจำต่อเนื่องตั้งแต่ได้เริ่มสร้างวง ซึ่งปีนี้ TPO มีอายุห้าขวบเต็ม นับว่าเป็นวงออร์เครสตร้าอาชีพวงแรกที่ประกาศศักดาอย่างชัดแจ้งต่อการดำเนินงานทางด้านดนตรีคลาสสิก มิใช่วงสมัครเล่นที่เล่นกันเป็นงาน ๆ และ TPO เองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในหนึ่งปีทางวงจึงมีโปรแกรมการแสดงต่อเนื่อง (Season) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปที่เวบไซต์ www.thailandphil.com เพื่อหาข้อมูลรายการแสดงทั้งซีซันได้ที่นี่

ในการแสดงครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อยเพราะทาง TPO เลือกเล่นเพลงบูชาครูที่ขึ้นชื่อว่าเล่นยากลำดับต้น ๆ นั่นคือ Piano Concerto หมายเลยสองของรัคมานินอฟ นอกจากบทเพลงจะเล่นยากแล้ว ยังเป็นเพลงยอดนิยมที่วงต่าง ๆ ทั่วโลก นักเปียโนฝีมือเด่น ๆ นำมาเล่นกันถ้วนหน้า รวมถึงการบันทึกเสียงกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งเพลงนี้ถูกนำมาเล่นมากเท่าไหร่ ผู้ที่เล่นในครั้งหลัง ๆ ก็เล่นได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อบรรเลงแล้วย่อมหนีไม่พ้นที่คนฟังจะนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงครั้งอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ยากยิ่งกว่าเรื่องเทคนิคของเพลงเสียอีก การบรรเลงจึงมีเพียงสองแบบคือเล่นเสมอตัว (กับวงอื่น) กับเล่นได้แย่กว่าองอื่น (ทั้งที่อาจจะไม่ถูกจริตคนฟังก็เป็นได้)

กระนั้นเลยหากมีการแสดงบทเพลงนี้ของรัคมานินอฟเมื่อใดหาไม่แล้วมิควรพลาด เพราะไม่แน่ใจว่าชาตินี้จะได้ชมการแสดงสด ๆ เพลงนี้อีกเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผมเคยชมการแสดงบทเพลงนี้เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะเกินสิบปี) จากวง Bangkok Symphony Orchestra เปียโนโดยคุณอินทุอร ซึ่งการฟังในหนนั้นยังประทับใจไม่หาย แน่นอนครับว่าเราฟังการบันทึกเสียงหรือดีวีดีได้ แต่บรรยากาศการแสดงสดนั้นหาได้ยากยิ่ง เหนืออื่นใดเรากำหนดให้วงนั้น ๆ บรรเลงเพลงตามใจเรามิได้ แล้วก็เราคงไม่มีโอกาสไปชมการแสดงในต่างประเทศบ่อย ๆ ดังนั้นโอกาสเช่นนี้ถือเป็นความพิเศษที่น่าสนใจไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

การแสดงของ TPO จะมีด้วยกันสองรอบคือค่ำวันศุกร์และเย็นวันเสาร์ หอแสดงดนตรีภูมิพลสังคีตเป็นหอการแสดงที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้ผู้ฟังและคนเล่นใกล้ชิดกัน อคูสติกของหอการแสดงก็ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตรงกลางเวที ในวันที่ผมไปชมผู้คนเนืองแน่นจนล้นหอการแสดงจนต้องเสริมเก้าอี้ ส่วนนักศึกษานักเรียนต้องนั่งกันตามบันไดทางเดิน นับว่าการแสดงนี้ได้รับการต้อนรับอย่างคับคั่ง

ผู้เล่นเปียโนเป็นหนุ่มน้อยชาวไทยซึ่งเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแวดวงดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย เสกข์ ทองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดพะเยา เขาเกิดในปี พศ.2528 เขาไม่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ทว่าในช่วงวัยรุ่นเขากลับเล่นกีตาร์เพลงร็อคแทน เศกเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุแปดขวบกับครูหนูรักษ์ นนท์ทรี พร้อมกันนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูสาโรช แสงทอง ด้วยความที่เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมจึงได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ไปเรียนที่รัสเซียตอนอายุ 17 ปี ซึ่งตอนมาอยู่ที่รัสเซียนี่เองเขาจึงได้เรียนเปียโนอย่างเข้มข้นครั้งแรก หลังจากนั้นก็สอบผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในสถาบันดนตรี Musical institute named after Sobinnova Yaroslavl (สถาบันแห่งนี้สอบเข้าโดยใช้วิชาดนตรีเพียงอย่างเดียว) เสกข์ใช้เวลาเรียนในสถาบันแห่งนี้สามปี โดยได้รับรางวัล The Best Piano Performer ในปี 2004 และได้รับอนุปริญญา Concert Master ในปี 2006 หลังจากนั้นยังเข้าศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คนไทยคนแรกที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้) โดยเรียนเปียโนกับ Tatiana Zagorovskaya และสถาบันนี้เสกข์ได้รับรางวัล Prize winner of international piano competitions and Honored Artist of Russia หลังจบการศึกษาทางดนตรี เขายังแสดงดนตรีในรัสเซียก่อนกลับประเทศไทย

การแสดงในค่ำคืนนั้น วาทยากรผู้ควบคุมวงคือ Gundi A. Emilsson เขาเกิดใน Iceland ในปี 1964 เรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่สี่ขวบ ได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัล Herbert Von Karajan Award ในเซาส์บรูก ออสเตรีย รางวัลริชร์ด วากเนอร์ ในเยอรมัน (ในค่ำคืนดังกล่าวหลังพักการแสดง ได้บรรเลงของวาร์กเนอร์ จึงไม่แปลกที่เขาควบคุมวง TPO เล่นเพลงวาร์กเนอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกภาพ) นอกจากนั้น Emilsson ยังคงเดินทางไปเป็นวาทยากรทั่วโลก โดยปักหลักเป็น Chief Conductor ของวง TPO

ตามธรรมเนียมการแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทโหมโรง ทาง TPO เองก็มีธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงโหมโรงจะนำเพลงไทย ทั้งไทยเดิม ไทยสากล มาดัดแปลง เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเล่นกับวงออร์เครสตร้า ซึ่งหลายครั้งการดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเล่นนั้นทางวงเล่นได้ดีเป็นพิเศษ บทโหมโรงในวันนี้คือ Trust (Confident in Thailand) เรียบเรียงโดยประทีบ พันตรีประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นวาทยากรประจำวง เมื่อบีีเลงเพลงโหมโรงจบลง มีการจัดเวทีประมาณห้านาที แกรนด์เปียโนสไตน์เวย์ถูกเคลื่อนมาไว้ตรงกลางเวที เสกข์ปรากฏกายจากด้านหลังเวที คนดูต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น เมื่อเขานั่งประจำที่หน้าเปียโนทั้งหอประชุมกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เมื่อวงพร้อม และตัวเขาพร้อม จึงเริ่มบรรเลงคีย์แรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสองอย่างสุขุมนุ่มลึก

ในช่วงแรกของการแสดงวงดนตรีมีอาการตื่นเล็กน้อย อาจจะเป็นอาการเกร็งทางร่างกาย ผนวกกับคนดูซึ่งให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เมื่อบรรเลงถึงหนึ่งในสามของกระบวนแรกวงดนตรีเริ่มเล่นดีขึ้น เสียงจากกลุ่มเครื่องสายกลุ่มแรกเริ่มสอดประสาน ส่วนการบรรเลงของเสกข์มีความตั้งใจสูง ท่วงท่าการแสดงของเขาเรียบง่าย ไม่แสดงท่าทางจนเกินขอบเขต ขณะเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง ช่วงกระบวนที่สองเป็นท่อนที่ยากมากท่อนหนึ่ง และเป็นท่วงทำนองช้า ทำให้ผู้เล่นต้องควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด จนกระทั่งกระบวนสุดท้าย เสกข์ได้แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างหนักของเขา และวง TPO ซึ่งสลัดอาการงัวเงียจากอาการตื่นเวทีทิ้งจนเกือบหมด ทำให้ท่อนจบนั้นเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงามน่าประทับใจ เมื่อการแสดงจบผู้ชมต่างปรบมือกันไม่หยุดจนเสกข์เองต้องออกมาแสดงเดี่ยวเปียโนเป็นของแถมการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง ของรัคมานินอฟในครั้งนี้นับว่าเป็นของยากที่ท้าทายทั้งผู้เล่นและคนฟัง TPO มีแนวทางการเล่นเพลงนี้เป็นของตัวเองอยู่พอสมควร (ดังนั้นการฟังเปรียบเทียบกับวงระดับโลกย่อมมีความแตกต่าง)

กระนั้นเลยหลังพักการแสดง TPO กลับไปเล่นเพลง Symphony in C major ของริชาร์ด วาร์กเนอร์ ซึ่งบางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าวาร์กเนอร์เคยประพันธ์ซิมโฟนีเอาไว้ด้วย เพราะผลงานเด่นของวาร์กเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอุปรากร วาร์กเนอร์นั้นนับถือผลงานของบีโธเฟ่นเป็นอย่างมาก ซิมโฟนีบทนี้วาร์กเนอร์ประพันธ์ขึ้นตอนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น จึงมีอิทธิพลของบีโธเฟ่นอยู่ไม่น้อย และไม่น่าเชื่อว่า TPO บรรเลงเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก ๆ

กลับมาที่รัคมานินอฟอีกครั้ง อย่างที่ผมกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ของรัคมานินอฟเป็นเพลงฮิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงซึ่งติดหูคนฟังมากที่สุดบทเพลงหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ใครจะเชื่อว่าบทเพลงนี้จะแต่งหลังจากรัคมานินอฟบำบัดจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสะกดจิตนาม นิโคไล ดาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัคมานินอฟไม่กล้าเขียนเพลงอีกเลยเมื่อครั้งโดนวิจารณ์อย่างหนักหลังการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขหนึ่งรอบพรีเมียร์ ความผิดหวังครั้งนั้นหนักหนาจนเขาไม่อาจยอมรับในตัวตนของเขา หรือจะพูดว่าเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตนไปกับคำวิจารณ์ เมื่อเขารักษาด้วยการสะกดจิต เขากลับมาแต่งคอนแชร์โตต่อจนจบ และใครจะเชื่อว่ามันได้กลายเป็นคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

เปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง มีผู้นำไปบันทึกเสียงจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคต แผ่นซีดีที่น่าสนใจหลายแผ่นด้วยกัน แผ่นแรกที่ผมจะแนะนำเป็นแผ่นที่หนังสือ 1001 Classical Recording You Must Here Before You Die จากบรรณาธิการ Matthew Rye แนะนำเอาไว้ก็คือแผ่น Sviatoslav Richter เล่นเปียโน กับวง Warsaw Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Stanislaw Wislocki เป็นวาทยากร แผ่นนี้อัดเสียงในปี 1959 สังกัดดอยท์แกรมโมโฟน (DG447 420-2) นายสตีเวนกล่าวเอาไว้ว่าในมูฟเม้นต์แรกช่วงท้ายเพลง เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าค้นหา เปียโนซึ่งเล่นขัดกับวงออร์เครสตร้านั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมได้แผ่นมาแรก ๆ (ด้วยความใจง่ายของผม) จึงขยับให้เป็นแผ่นที่ผมพึงใจในช่วงเวลาดังกล่าวในทันที (แม้คนใกล้ชิดของผมยังมีข้อสงสัยว่า เขาเล่นแปลกไปก็ตาม) แผ่นที่สองทีนายสตีเวนแนะนำให้เป็นทางเลือกในการฟังคือ Valadimir Ashkenazy บรรเลงวงโดย London Symphony Orchestra กำกับวงโดย André Previn สังกัด Decca 444 839-2-2 เป็นซีดีแผ่นคู่ (ที่ยังหาซื้อได้ไม่ยาก-และบางชุดที่ผลิตใหม่มีด้วยกันสามแผ่น) แผ่นนี้ของท่านวลาดิเมียร์นั้นวงลอนดอนเล่นเพลงได้นุ่มนวลเหลือเกินครับ ฟังแล้วน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนเปียโนของท่านวลาดิเมียร์นั้นค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอารมณ์จนเกินเลย แต่ลูกเล่นของท่านยังเหลือรับประทาน

ส่วนแผ่นอื่น ๆ ที่ผมอยากแนะนำคือ อีกแผ่นคือแผ่นที่ Byron Janis เล่นเปียโน บรรเลงโดยวง Minneapolis Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Antal Dorati สังกัดตราแผ่นเสียง Mercury (MLP470639) ก็เป็นอีกแผ่นที่สแตนดาร์ดมาก หมายถึงเหมาะแก่การเอาไว้ฟังอ้างอิงในแผ่นอื่น ๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ผมคิดว่าง TPO น่าจะมีแนวทางการบรรเลงคล้าย ๆ (ขอกล่าวว่าคล้าย ๆ เท่านั้นนะครับ) คือแผ่นที่ Evegeny Kissin เล่นเปียโน London Symphony Orchestra บรรเลง และควบคุมวงโดย Valery Gergiev ซึ่งท่านผู้อ่านลองฟังเปรียบเทียบดูนะครับเพราะแผ่นทั้งหมดมีความแตกต่าง มีความเด่นด้อย และรสนิยมในการบรรเลงที่หลากหลายมาก

Sviatoslav Richter

 

Antonín Dvořák

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่าทางนามธรรม ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวาง แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปาร์ก (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณะเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปาร์ก ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับสองสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ท่านดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของท่าน โยฮันเนส บราห์ม เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สาม-หก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

ห้าซิมโฟนี่ไม่ดังที่ควรฟังก่อนตาย

เผลอไม่หายใจเพียงวินาที หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัดผ่าน ฉบับนี้ผมขอนำเสนอซิมโฟนี่ไม่ดังห้าหมายเลขที่ต้องฟังก่อนตาย นี่คือไฟต์บังคับที่คนฟังเพลงคลาสสิกทั้งขาเก่าขาใหม่ไม่ควรพลาด ทั้งนี้ผมขอละเว้นซิมโฟนี่ของท่านบีโธเฟ่นนะครับ ผมขอละท่านบีโธเฟ่นที่ผมรักเอาไว้บนชั้นชั่วคราว ในฐานะที่เพลงของท่านไม่ว่าแง่ไหนมีคนรู้จักอย่างดียิ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนี่หมายเลข 5 หมายเลข 7 และหมายเลข 9 สามหมายเลขนี้เป็นอมตะนิรันดร์อยู่เหนือกาลเวลาไปแล้ว อีกหลายร้อยปีข้างหน้าทั้งสามซิมโฟนี่ของบีโธเฟ่นก็ยังคงได้รับการเล่นการพูดถึงและการฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย และเราคงได้ยินได้ฟังทั้งสามหมายเลขนี้จากสื่ออื่น ๆ ไม่เฉพาะในฐานะดนตรีคลาสสิก เพื่อไม่เสียเวลาผมขอแนะนำเลยนะครับ



The Planets: Gustav Holst

ซิมโฟนี่บทนี้แปลกต่างจากซิมโฟนี่บทอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะรูปแบบการนำเสนอ อาจจะเรียกซิมโฟนี่แบบนี้ว่า Symphony Fantastic ก็ได้ ถ้ากล่าวว่าบีโธเฟ่นเป็นนักปฏิวัติดนตรีคลาสสิก กุสตาฟ โฮสล์ต ก็เป็นหนึ่งที่ได้รับมรดกของแนวคิดนี้ ซิมโฟนี่ เดอะ แพลนเน็ต เป็นการนำเสนอซิมโฟนี่ผ่านคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่องราวดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล ซิมโฟนี่เพลงนี้มีด้วยกัน 7 มูฟเม้นต์ แต่ละมูฟเม้นต์ตั้งชื่อตามชื่อดาวนพเคราะห์ เริ่มจากมูฟเม้นต์แรก Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม Venus เทพเจ้าแห่งสันติสุข Mercury ผู้ส่งสาร Jupiter เจ้าแห่งความสุข Saturn เทพแห่งยุคโบราณ Uranus ความมหัศจรรย์ และ Neptune ความลึกลับ

กุสตาฟ โฮสล์ต เป็นชาวอังกฤษมีเชื้อสายสวีเดน ช่วงวัยหนุ่มของเขาเติบโตมากับวรรณกรรมอย่างออสการ์ ไวลด์, อาร์เธอ โคนัน ดอยท์, เบอร์นาร์ด ชอร์, โมเนต์ และไชคอฟสกี้ จึงไม่แปลกที่โฮสล์ตจึงมีแนวทางดนตรีในรูปแบบสมัยใหม่ (Modern Age) ต่างจากคีตกวีของอังกฤษทั่วไป

เดอะ แพลนเน็ตแต่งขึ้นในช่วง 1914-1916 ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดำเนินมาถึงช่วงกลางของสงคราม ชะตากรรมของยุโรปยังมองไม่เห็น การเรียกร้องต่อสันติภาพเริ่มคุกรุ่น และสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำ จึงไม่เแปลกที่ซิมโฟนี่บทนี้จึงนำเสนอภาพของสงคราม สันติภาพออกมาได้อย่างลึกซึ้งงดงาม การใช้ดาวเคราะห์เป็นตัวแทนของเนื้องเรื่อง ทำให้โฮสล์ตนำเสนอบทเพลงของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา รูปแบบของซิมโฟนี่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดสมัยใหม่ และเพลงในยุคคลาสสิกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ท่อนที่ผู้ฟังคุ้นหูที่สุดท่อนหนึ่งคือ Jupiter สำหรับแผ่นที่น่าฟังของเพลงนี้บรรเลงโดย New York Philharmonic กำกับวงโดย เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ หรือแผ่นที่เล่นโดย Royal Philharmonic – London Philharmonicกำกับวงโดยอังเดร เพรวิน


Symphony No.7: Antonin Dvorak
คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยเพลงที่ฮิตที่สุดของดโวชาร์คคือ ซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ ซึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะจับใจแสดงตัวตนของดโวชาร์คได้เป็นอย่างดี ทว่านักฟังเพลงบางคนอาจจะไม่ปลื้มกับผลงานดโวชาร์คเท่าไหร่นัก เพราะความโฉ่งฉ่างอลังการของดโวชาร์คนั้นเป็นสไตล์ที่ทำให้งานของเขากลายเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัว เล่นและฟังเมื่อไหร่ก็จะทราบว่าเป็นของคีตกวีชาวเชกได้ไม่ยาก แต่ท่ามกลางความอึกทึกงานของดโวชาร์คมักจะสอดแทรกท่วงทำนองพื้นบ้านลงไปจึงทำให้บทเพลงของเขาผสมผสานความงดงามไพเราะจับใจ

สำหรับซิมโฟนี่หมายเลข 7 เป็นซิมโฟนี่ที่โดดเด่นของคีตกวีท่านนี้ ท่วงทำนองหลักของเพลงติดหูผู้ฟัง บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคิด โหมกระหน่ำ ตั้งคำถาม
ซิมโฟนี่หมายเลขเจ็ดแต่งขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 1884 ดโวชาร์คชื่นชมซิมโฟนี่หมายเลขสามของบราห์มเป็นอย่างมาก จึงได้รับแรงบันดาลใจจากบราห์มอยู่ไม่น้อย ดโวชาร์คใช้เวลาเขียนเพลงนี้หนึ่งปี เปิดแสดงครั้งแรกที่ลอนดอนในวันที่ 22 เมษายน 1885

แผ่นที่น่าสนใจมีหลายเวอร์ชั่นอันได้แก่ Scottish Nation Orchestra กำกับวงโดย Neeme Jarvi สังกัด Chandos, Berliner Philharmonic กำกับวงโดยแฮร์เบิร์ต ฟอน คารายัน และคลีฟแลนด์ ออร์เครสตร้า กำกับวงโดย Christoph von Dohnányi


Symphony: No.7 (8) “Unfinished”: Franz Schubert
ถ้าหากพูดถึงซิมโฟนี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว โดยไม่พูดถึงผลงานของชูเบิร์ต ก็คงจะทำให้การฟังเพลงคลาสสิกหมดซึ่งรสชาติหอมหวาน จะกล่าวว่าชูเบิร์ตเป็นเหมือนเงาของท่านบีโธเฟ่นก็อาจจะพูดได้ บางคนอาจจะนึกถึงชื่อของชูเบิร์ตได้แต่ระลึกไม่ได้ว่าท่านแต่งซิมโฟนี่เอาไว้กี่เพลง และในจำนวนนั้นมีท่อนไหนบ้างที่ทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่แสนสาหัสของท่าน

การจัดอันดับหมายเลขซิมโฟนี่ของชูเบิร์ตค่อนข้างจะมีรายละเอียดพอสมควร เพราะมีการค้นพบซิมโฟนี่อื่น ๆ ของคีตกวีท่านนี้ในภายหลัง ซิมโฟนี่หมายเลข 7 หรือบางสำนักก็เรียกว่าหมายเลข 8 แต่ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ “Unfinished” ซึ่งมีสองมูฟเม้นต์ที่แต่งเป็นออร์เครสตร้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนท่อน Scherzo นั้นใกล้จะสมบูรณ์สำหรับเปียโนสกอร์ และแต่งเป็นออร์เครสตร้าสำเร็จไปเพียงสองหน้าเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าท่านชูเบิร์ตน่าจะแต่งท่อน Finale ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีเพียงสองท่อนเท่านั้นที่สมบูรณ์ เวลาวงออร์เครสตร้านำมาบรรเลงก็จะนำมาบรรเลงเพียงสองท่อนที่แต่งเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

Unfinished เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชูเบิร์ต ลักษณะเพลงที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ดนตรีบรรเลงอย่างนุ่มนวล จังหวะช้าเร็วไม่กระแทกกระทั้น การสอดประสานของเสียงประสานที่อ่อนช้อย แม้เพลงยังแต่งไม่เสร็จ แต่สาระของดนตรีชูเบิร์ตก็ยังไม่เจือจางลงไป การทิ้งให้ฟังเพลงสองท่อนก็มีเสน่ห์น่าติดตามไปอีกแบบ สำหรับแผ่นที่น่าสนใจคือ Columbia Symphony Orchestra กำกับวงโดย Bruno Walter หรือจะเป็นแผ่นที่เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber


Symphony No.1: Gustav Mahler

กุสตาฟ มาเฮอร์เป็นชาวโบฮีเมียร์ เยอรมันเชื้อสายยิว เป็นทั้งคีตกวี เป็นทั้งคอนดักเตอร์ ท่านเกิดมาในช่วงรุ่งโรจน์แห่งยุคโมเดิร์น วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า อุตสาหกรรมเฟื่องฟู และมนุษย์ค้นพบความลับของธรรมชาติมากมายมหาศาล ถึงขั้นเข้าใกล้เข้าใจความเป็นไปของสวรรค์แม้น้อยนิดก็ตาม ดนตรีของมาเฮอร์จึงนำเสนอดนตรีสมัยใหม่ แต่แนวคิดทางด้านดนตรีของท่านก้ยังผูกติดอยู่กับความโรแมนติก แม้จะมองสรรพสิ่งของยุคซึ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ แต่ศิลปินก็ยังต้องทำงานศิลปะภายใต้อารมณ์และความอ่อนไหว

ซิมโฟนี่หมายเลข 1 ของกุสตาฟ มาเฮอร์ เขียนขึ้นและแสดงครั้งแรกในปี 1888 และแสดงในรอบปฐมทัศน์ในปี 1889 ที่บูดาเปรส ในตอนนั้นนำเสนอในฐานะ Symphonic Poem ซึ่งแบ่งออกเป็นสองภาค จากนั้นจึงมาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Titan กระนั้นก็ยังเรียกซิมโฟนี่บทนี้ว่า Symphony in D Major จนกระทั่งปี 1899 จึงได้ชื่อว่า ซิมโฟนี่หมายเลข 1 แค่ชื่อเพลงก็มีความเป็นมายืดยาว เป็นธรรมดาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชื่อผลงาน หรือชื่อเพลงนั้นเกิดขึ้นเสมอ ไม่เฉพาะคีตกวีท่านนี้เท่านั้น

ท่านมาเฮอร์เป็นคีตกวียุคใหม่ไฟแรง ผลงานของท่านอาจจะฟังยากกว่าดนตรีในยุคบาโร้ค การผสมวงออร์เครสตร้าของมาเฮอร์นั้นยิ่งใหญ่อลังการ ซิมโฟนี่ของท่านหลายเพลงยาวเหยียดเกินชั่วโมง คนฟังจึงต้องตั้งสมาธิกันยาวนานหน่อย แต่รับรองว่าความยิ่งใหญ่ของดนตรีไม่เป็นรองใคร แผ่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ Saint Louis Symphony Orchestra กำกับวงโดย Leonard Slatkin สังกัด Terlarc


Symphony No.4: Johannes Brahms
บราห์มเป็นคีตกวีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ผู้คนรู้จักเปียโนคอนแชร์โต้ของคีตกวีท่านนี้อย่างประจักษ์แจ้งว่าไพเราะเสนาะโสตเพียงไร บราห์มแต่งซิมโฟนี่เอาไว้ด้วยกันเพียงสี่ซิมโฟนี่ บางคนอาจจะว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับแฟนของบราห์มแล้วคิดว่าเพียงสี่ซิมโฟนี่เท่านั้นก็บรรลุถึงขั้นโสดาบรรณทางดนตรี ไม่มีอะไรพิสูจน์คำอ้างได้เท่าทดลองฟังเอง

อิทธิพลของบราห์มมิใช่แค่ในยุคของเขา แต่ส่งถึงดนตรีคลาสสิกในยุคหลังด้วย โจอาคิม (นักไวโอลินชื่อก้องในสมัยนั้น) ได้มอบจดหมายแนะนำตัวบราห์มในวัยหนุ่มนำไปให้กับชูมานน์ ชูมานน์นั้นก็ทึ่งกับเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้จนถึงกับเขียนบทความถึงบราห์ม บราห์มหลงรักคาร่าภรรยาของชูมานน์ แม้เขาจะผ่านพบหญิงสาวหลายคนทว่าเขาเก็บเธอไว้ในดวงใจ ไม่เคยแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่เป็นโสดจนสิ้นลม

ซิมโฟนี่หมายเลขสี่ เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของบราห์มชิ้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคำนึง เป็นซิมโฟนี่ที่หนักแน่นของคีตกวีผู้นี้ แผ่นที่น่าสนใจ เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber หรือ เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ สองแผ่นนี้สังกัดดอยท์แกรมมาโฟน

ห้าซิมโฟนี่ที่ผมแนะนำนี้ แม้จะไม่ใช่ห้าซิมโฟนี่ฮิต แต่เป็นห้าซิมโฟนี่ที่ได้รับการยอมรับจากคนฟังมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ทั้งห้าบทเพลงมีสารัตถะของมันแฝงเร้นอยู่ แน่นอนอาจจะฟังยากบ้างง่ายบ้าง แต่ผมเชื่อว่าดนตรีคลาสสิกเป็นงานเพลงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะซิมโฟนี่ซึ่งต้องบรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่ เสียงดนตรีที่เกิดจากวงออร์เครสตร้ามิได้เกิดจากเสียงใดเสียงหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่พร้อมเพรียงกันบรรเลงตัวโน้ต

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนแรก


บรรยากาศการแสดงเทศกาลแจ๊สมหิดล

หลังจากชมวันแรกจบลงแล้ว ผมกลับถึงบ้านแบบลากสังขารครับ ขากลับแวะกินโจ๊กบางกอกริมถนนเพชรเกษม เกือบเที่ยงคืนจึงถึงบ้าน อาบน้ำเสร็จก็สลบเลยครับ ตอนเช้าต้องตื่นเช้าทำภารกิจอีกต่างหาก ตอนแรกผมกะจะไปร่วมกิจกรรมในงานตอนกลางวัน แต่พอช่วงบ่ายหมดแรงเสียก่อนตามประสาคนเริ่มมีอายุ จึงงีบหลับช่วงเย็นแล้วกว่าจะออกมาชมคอนเสิร์ตได้ก็ทุ่มครึ่ง ยังดีที่ออฟฟิศของผมอยู่ที่สามพรานจึงเดินทางไปยังมหิดลศาลายาไม่ยากเย็นนัก

ผมไปถึงคอนเสิร์ตตอนที่โก้แซกแมนเล่นจะจบอยู่แล้ว แม้ว่าจะไปดูในช่วงท้าย แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือโก้นั้นมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากครับ นี่เป็นข้อดีที่เชิญนักดนตรีอาชีพมาเล่นในงาน เพราะการแสดงในเวทีกลางแจ้งแบบนี้ การเอนเตอร์เทนคนดูมีส่วนสำคัญมาก การเอาคนดูให้อยู่ไม่ใช่เฉพาะฝีมือ แต่มันต้องผสมการแสดงลงไปด้วย แล้วนักดนตรีอาชีพที่ผ่านเวทีการเล่นมาโชกโชนเท่านั้นที่จะทำได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศวันนี้ยังคงคึกคัก แฟนเพลงของโก้มาชมอุ่นหนาฝาคั่ง อาจจะเป็นเพราะรายการแรก ซึ่งต่อมาจากช่วงกลางวัน คอนเสิร์ตจบก็ยังไม่ดึกมากนัก

โก้ มิสเตอร์แซกแมน

วันนี้สนามหญ้าที่เป็นจุดนั่งฟังแห้งสนิททำให้การเดินสำรวจรอบบริเวณทำได้อย่างดี พอโก้แสดงเสร็จผมก็เดินสำรวจ วันนี้ผู้ชมเตรียมตัวมาชมพอสมควร ด้วยการเตรียมเครื่องดื่มมาดื่มไปดูไป ซึ่งผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ การดูคอนเสิร์ตแจ๊สกลางแจ้งมันต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์บ้างครับ เพราะมันเข้ากันอย่างดีกับบรรยากาศ การดื่มแอลกอฮอร์ไม่ใช่อาชญากรรมเหมือนพวกมือถือสากปากถือศีลพูดกล่อมกันเช้าเย็น การดื่มอย่างพอเหมาะนั้นเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ดังที่ผู้มีรสนิยมดีปฏิบัติกัน แม้เทศกาลแจ๊สจะจัดกันในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นโอกาสแบบนี้ผมก็คิดว่าไม่น่าเกลียดหรอกครับ คนที่คิดน่ะอกุศลต่างหาก กฎทั้งหลายมนุษย์ล้วนตั้งขึ้น และคนที่จะเอามันลงมาพักบ้างก็คือมนุษย์นั่นเอง (ใครจะเถียงเรื่องนี้กับผมได้เลยนะครับ)

วงแม้นศรี

วงที่สองของค่ำคืนนี้คือวงแม้นศรี วงแม้นศรีเป็นวงที่ก่อตั้งขึ้นจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวงที่ตั้งวงกันมานานพอสมควร เคยบันทึกเสียงหลายครั้ง วงแม้นศรีเล่นดนตรีค่อนข้างละเมียด ไม่เน้นจังหวะรวดเร็ว เล่นกันละเอียดละออ

ส่วนวงสุดท้ายของค่ำคืน Rich Perry Quartet เป็นวงปิดท้าย ระหว่างรอการตั้งเครื่องวันนี้ผมก็เดินสำรวจตามเคยครับ ขี้เกียจนั่งอยู่กับที่ เทศกาลแจ๊สคราวนี้นอกจากมีดนตรีบรรเลงแล้วยังมีร้านมาออกร้านขายของด้วย แต่ละร้านชวนให้เสียเงินจริง ๆ ตั้งแต่ค่ายเพลงแจ๊สอย่างฮิตแมน มีหลายอัลบัมน่าสนใจครับ (ส่วนใหญ่ผมมีแล้ว) ผมไม่แน่ใจว่าเวบไซต์ของฮิตแมนแจ๊สมันจะเจ๊งอีกนานหรือเปล่าเพราะเข้าไม่ได้มาเป็นเดือน ๆ แล้ว นอกจากนั้นยังมีร้านของวิทยาลัยดนตรี ขายอัลบัมน่าสนใจคือ The Pomelo Town และเสื้อยืดของเทศกาล ที่น่าสนใจอีกร้านคือร้านใบชาซอง ที่คุณบรรณ และภรรยามาออกร้านขายกันเอง นอกจากอัลบัมที่ทางคุณบรรณผลิตเองแล้ว ยังมีอัลบัมเพลงอื่น ๆ อีก ส่วนร้านของคุณสมนึกมีอัลบัมน่าสนใจเยอะ แต่ไม่ค่อยกล้าแตะเท่าไหร่ ก่อนซื้อควรถามราคาก่อนเพราะมันขึ้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากร้านต่าง ๆ แล้วยังมีร้านมาขายอาหาร ซึ่งก็มีพอสมควรช่วยรองท้องผู้ชมได้อย่างดี ร้านที่ฮิตที่สุดและกลิ่นอบอวนชวนท้องร้องก็คือข้าวไข่เจียว

Rich Perry Quartet

ระหว่างที่ผมเดินเล่นรอบสนามช่วงรอตั้งเครื่องก็บังเอิญพบกับคอลัมนิสต์ดนตรีผู้คว่ำหวอดในวงการมานานอย่าง ปรารถนา รัตนะ ซึ่งปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ประจำในหนังสือมติชนสุุดสัปดาห์ ก็เลยคุยกันอย่างสนุกสนาน เธอตั้งใจมาชมคุณริช เพอร์รี่แสดงโดยเฉพาะ

การแสดงของวงริชเพอร์รี่ควอตเต็ต เป็นไปดังที่คาดครับ เล่นได้ดีสมมาตรฐาน แม้คุณริชแกจะออกตัวว่าไม่ได้ซ้อมมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว (ตอนที่เวิร์คช็อป) แต่ผมดูแล้ววงฝรั่งอาชีพมันเขี้ยวลากดินดีแท้ เล่นกันอย่างไหลลื่นทุกเม็ด เรื่องทีมเวิร์คไม่ต้องสงสัย รวมกันเป้นหนึ่ง เล่นเข้าขากันอย่างไม่ต้องมองด้วยสายตา ทว่าสัมผัสด้วยเสียงดนตรี ผมชอบรสนิยมการบรรเลงแซกโซโฟนของคุณริชเป็นอย่างมาก ยิ่งเขาแสดงความคิดเห็นในเรื่องสไตล์ของเขาในวันเวิร์คช็อป แล้วเขาก็แสดงสิ่งที่เขาคิดให้เราชมในคอนเสิร์ต มันตอกย้ำว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด การเล่นจึงสมบูรณ์แบบแม้ว่าสถานที่การแสดงนั้นจะอยู่ที่ไหน เล่นที่ใด มีใครเป็นผู้ชม หรือผู้ชมมีจำนวนเท่าไร

เสียงแซกฯของคุณริชทำให้ผมคิดถึงเสียงแซกฯของเด็กซ์เตอร์ กอร์ดอนไม่น้อย เป็นเพียงการระลึกถึงเท่านั้นนะครับ เพราะแนวทางมันคล้าย ๆ กัน

การแสดงจบลงราว ๆ ห้าทุ่มครึ่ง เป็นอีกคืนที่อิ่มสุข แต่ก็เพลียเอาเรื่องเหมือนกัน

ส่วนการแสดงในวันที่สาม ผมพลาดตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนครับ น่าเสียดายครับ แต่ก็พลาดไปแล้ว

มีข้อน่าติติงนิดหนึ่งขอติเพื่อก่อนะครับ ผมคิดว่างานคอนเสิร์ตครั้งนี้โปรแกรมที่จัดเหมาะสำหรับคนที่จะมาเพียงวันเดียว คือโปรแกรมเช้ากับเย็น ไม่ใช่มาสามวันในช่วงใดช่วงหนึ่ง (ใจจริงผมอยากมาร่วมทั้งสามวันสามคืน ถ้ามีสถานที่พักให้งีบหลับได้สักแป๊ปหนึ่งในช่วงบ่ายแก่ ๆ) เทศกาลนี้ผมมีเวลาเฉพาะช่วงไนท์ไทม์เท่านั้น จึงพลาดกิจกรรมตอนกลางวันทั้งหมด ทั้งที่โปรแกรมกลางวันบางอันน่าสนใจมาก อีกประการหนึ่งก็คือ การบรรเลงเพลงแจ๊สในเวทีกลางแจ้ง เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะดึงอารมณ์ร่วมของคนดูให้เป็นหนึ่ง ดังนั้นเวที Main Stage ในคราวนี้มีวงที่เพอร์ฟรอมเม้นต์เก่ง ๆ ไม่กี่วงที่เหมาะแก่การแสดงกลางแจ้ง ผมคิดว่าวงที่เล่นด้วยฝีมือควรจัดให้เล่นในหอการแสดงมากกว่า เพราะจะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า อย่างเช่นวงแม้นศรีเล่นเพลงที่ละเอียดมาก คนดูต้องตั้งใจฟัง การเล่นกลางแจ้งเป็นการทำลายการแสดงโดยไม่ต้ังใจ รวมถึงวงอย่างริชเพอร์รี่ควอตเต็ตก็ควรค่าแก่การแสดงในหอการแสดงมากกว่ากลางแจ้งที่ต้องเสี่ยงต่อสภาพอากาศและคนดูที่ไม่มีสมาธิ

กระนั้นในปีหน้าผมก็ยังคงมาชมอยู่ดี (และยังสมัครใจเป็นแฟนวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทยอย่างไม่ครามครัน)

ขอบคุณการแสดงดี รายการดี ๆ ที่ผู้จัดที่ทุ่มเทแรงกายและใจจัดขึ้น ขอปรบมือดัง ๆ และคารวะงาม ๆ

อ่านตอนแรก

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers