เทศกาลเพลงแจ๊สมหิดล 2010
โดย นิวัต พุทธประสาท
นี่เป็นเทศกาลเพลงแจ๊สที่ผมรอคอย หลังจากปีที่แล้วพลาดมาแล้ว ก่อนที่จะไปชมเทศกาลนี้ผมบอกตัวเองอยู่สองสามประการคือ ประการแรกผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศกว่าเทศกาลอื่น ประการที่สองผมไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเทศกาลของต่างประเทศหรือไทยที่เคยจัดขึ้นรวมถึงคอนเสิร์ตแจ๊สอื่น ๆ ประการสุดท้ายผมไม่อยากสรุปผลลัพธ์ที่เราจะได้ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดของเทศกาลนี้คือ การจัดอย่างต่อเนื่องจากปีนี้สู่ปีหน้า และจากปีหน้าดำเนินต่อไปให้ได้ เพราะถ้าต้องการงานที่สมบูรณ์แบบผมมองว่าเราต้องจัดอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป แต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แบบนี้จะเพิ่มคุณภาพไปได้เอง
วันแรกผมไปถึงบริเวณงานซึ่งใช้พื้นที่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา กล่าวว่าที่นี่มีความพร้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่หอแสดงดนตรี (Auditorium) ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีขนาดกลางจุผู้ชมได้ประมาณห้าร้อยคน เวทีแสดงกลางแจ้งขนาดเล็ก (Oval Stage) และเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ (Main Stage) ซึ่งตั้งเวทีเอาไว้ที่สนามหญ้าซึ่งรายล้อมด้วยหลากหลายพันธุ์ไม้ซึ่งนำมาทำเครื่องดนตรีได้
งานในครั้งนี้มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ช่วงเช้า เริ่มต้นที่เวิร์คช็อป แสดงดนตรี ประกวดดนตรีรอบสุดท้าย (วันที่ 30 และ 31) ตลอดวันถ้าใครมาร่วมงานก็จะทราบว่างานที่หลากหลายแบบนี้มันน่าสนุกไม่น้อย
ผมไปถึงงานวันแรกตอนสี่โมงเย็น ไปทันช่วงเวลาที่คุณริช เพอร์รี (Rich Perry) เวิร์คช็อปในเรื่องการฝึกซ้อมแซกโซโฟน โดยมี ดร.เด่น อยู่ประเสิร์ฐ เป็นผู้แปลความ ผมเข้าไปชมในแบบไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแซกฯไม่เป็นก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย หลังจากจบเวิร์คช็อปผมก็ออกไปหากาแฟดื่มค่าเวลาก่อนการแสดงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้น ระหว่างดื่มกาแฟอ่านหนังสือคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์เข้ามาทักทาย ได้คุยกันเล็กน้อยเพราะคุณอนันต์ต้องไปเขียนต้นฉบับต่อ ผมนั่งสักพักไฟก็ดับครับ (ก่อนหน้านั้นฝนตกลงมาพอสมควร) แต่ผมดูนาฬิกาแล้วก็เริ่มได้เวลาแสดงดนตรีในช่วงเย็น จึงเดินไปยังเวทีกลางแจ้ง ผมคงไม่ต้องบรรยายภาพของสถานที่แห่งนี้นะครับ เพราะผมเขียนถึงหลายคราวแล้วว่าบรรยากาศดีมาก
เมื่อถึงเวทีกลางแจ้ง ซึ่งเวทีมีขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งผมคิดว่าดีมากครับ สนามหญ้าสีเขียว โดนฝนถล่มเฉอะแฉะนิดหน่อย เวลาการแสดงเลตไปครึ่งชั่วโมง เพราะไฟยังดับอยู่ ดีที่มีการเตรียมเครื่องปั่นไฟเอาไว้ วงแรกที่จะประเดิมเทศกาลในช่วงค่ำก็คือ Mahidol University Jazz Orchestra (MUJO) เมื่อ MUJO ขึ้นเวที ทำให้เวทีการแสดงเล็กลงไปในทันที การแสดงของ MUJO คั่นรายการด้วยพิธีกร ซึ่งเป็นทั้งส่วนดีส่วนไม่ดีครับ เป็นว่า ผมเห็นว่าระหว่างแสดง ควรจะให้พิธีกรของวงแนะนำเพลงมากกว่าให้พิธีกรเชื่อมรายการ เพราะมันทำให้การเล่นไม่ต่อเนื่อง อารมณ์มันไม่บิวท์เท่าที่ควร MUJO เล่นได้ตามมาตรฐานของตนครับ สองเพลงแรกเล่นใกล้เคียงแนวสวิง ใส่กันสนุกทุกเซคชั่น ที่ผมรู้สึกเสียดายคือน่าจะมีเพลงร้องเข้ามาด้วย จะทำให้บรรยากาศคึกคักมากกว่านี้ ตอนกลางแสดงความมืดค่อย ๆ โรยตัวลง ประกอบกับไฟฟ้ายังไม่มาทำให้รอบบริเวณมืดมิด น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ตอนแรกผมกลัวว่ายุงจะเยอะ ยุงก็เยอะนะครับในช่วงหัวค่ำ แต่จำนวนผู้มาชมช่วยกันแบ่งปันการโดนกัดไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ไม่รำคาญเรื่องยุงมากนัก
วงที่สอง โปรด ธนภัทร แจ๊ส กรุ๊ป (PTJG) ตอนนี้ไฟมาแล้วครับ ทำให้รอบบริเวณเริ่มมีแสงเรื่อเรืองของหลอดไฟ อาจารย์โปรดเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกันครับทีมเวิร์คของวงไม่ต้องพูดถึง มีบ้างที่เสียงสะดุดซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่เป็นช่วงสั้น ๆ วงของอาจารย์โปรดเล่นอิมโพไวส์ได้ดีมากโดยเฉพาะคุณอีกอร์ซึ่งเล่นเปียโน แกเหมือนไม่ได้โชว์อะไรมากแต่แน่นเหลือเกิน อาจารย์โปรดนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกเม็ดไม่มีพลาดเลย มีช่วงเพลงที่สอง ซึ่งแกยังกังวนใจกับแอมป์กีตาร์พอสมควรแต่เสียงก็เนียนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งจบการแสดงอย่างสมบูรณ์
วงที่สามของค่ำคืน Danny&Friend ที่มีอาจารย์เด่นเป็นหัวหน้าวง โดยผู้ร่วมเล่นเป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งโดดเด่นเรื่องดนตรีแจ๊สเช่นกัน วงนี้ประสมวงมีกีตาร์สองตัว แต่ชมแล้วก็ไม่ขัด ผมกลับชอบเสียอีก เพราะกีตาร์สองตัวประสานงานกันได้ดี และเล่นโซโลต่างแนวทางค่อนข้างมาก วงของอาจารย์เด่นแต่ละคนเชี่ยว ๆ ทั้งนั้น แม้จะดูว่าร่วมซ้อมกันไม่มาก อาศัยจังหวะฝีมือกันอย่างชนิดที่ว่ามองหน้ากันบนเวทีก็รู้ใจ ที่ผมชอบก็คือวงเล่นดนตรีที่ประพันธ์กันเอง อย่างเพลงก่อนสุดท้ายคล้าย ๆ เพลงของญาณ การ์เบค ซึ่งผมชอบมาก ๆ ถ้าพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ผมอยากเห็นแนวแจ๊สแบบ ECM เกิดขึ้นในเมืองไทย ต่อยอดให้เป็นอีกแนวทางที่ชัดเจน
วงสุดท้ายของงานคือ Baptiste Herbin Quartet วงจากประเทศฝรั่งเศส ต้องกล่าวว่าแจ๊สจายุโรปนั้นก้าวหน้าพัฒนามาไกลมาก ๆ จนบางครั้งมีรากฐานสแตนดาร์ดแจ๊สแน่นกว่าต้นกำเนิดเสียอีก แถมยังพัฒนาต่อยอดรากฐานแจ๊สได้อย่างถึงพริกถึงขิง จนบางครั้งผมฟังแจ๊สจากยุโรปแล้วได้อะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น ทีมเวิร์คของ BHQ เป็นจุดเด่นที่ชัดเจน แต่ละตำแหน่งเล่นกันได้อย่างลงตัว
พอถึงห้าทุ่มกว่า ๆ ผมก็อ่อนแรงแล้วครับ ยอมรับว่าทั้งสนุก สุข และเหนื่อย เพราะอากาศร้อนอบอ้าวได้ใจจริง ๆ ที่น่ายกย่องคือคนดูนั้นปักหลักชมกันไม่ลดละเลยทีเดียว ปรบมือให้ดัง ๆ ครับ
สิ่งที่ต้องเขียนถึงอีกประเด็นหนึ่งก็คือเวทีกลางแจ้งเป็นอะไรที่ควบคุมยากมาก แม้เป็นเวทีขนาดกลางก็ตาม แต่ที่สุดแล้วทาง TIJC ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรถ้าคะแนนในวันนี้เจ็มสิบผมให้คะแนน 7 โดยเฉพาะระบบเสียงนั้นไม่ค่อยไม่ดังจนเกินไป เสียงเครื่องดนตรีอยู่ในเกนที่ฟังรายละเอียดได้ ผมยังไม่ได้เดินไปฟังในแต่ละจุดว่าเป็นอย่างไร ผมนั่งอยู่ตรงด้านหน้าที่เดียว เพราะสนามหญ่าแฉะด้วยน้ำจึงไม่อยากเดินร่อนไปร่อนมา เอาไว้วันที่สองค่อยพูดถึงเรื่องเสียงนะครับ




















