
โดยนิวัต พุทธประสาท
ในอดีตผมเดินทางไปปากน้ำประแส ตำบลเล็กๆ ชายแดนจังหวัดระยองติดจันทบุรีอยู่หลายสิบหน การไปเที่ยวที่ประแสในอดีตเป็นเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่เหนืออื่นใดที่ไม่ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ ปากน้ำประแสเป็น “ชุมชนในอดีต” ที่เป็นชุมชนจริงๆ ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต โดยที่สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไม่พบร้านสะดวกซื้อ เราจะไม่พบมินิมาร์ท แต่เราจะได้ซื้อของจากร้านในชุมชน เรากินข้าวในร้านที่ชุมชนขาย นั่นบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในแบบเมืองใหญ่
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปที่ประแสอีกครั้ง สิ่งที่ผมพบก็คือ บ้านเมือง ตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบปีที่แล้วเสียเท่าไหร่ บ้านไม้ริมคลองยังคงสวยงาม เมื่อเดินทางไปที่ปากน้ำก็พบว่าชาวบ้านได้ถมทะเลออกไปและทางเทศบาลก้ทำเขื่อนกั้นทะเล เพื่อเป็นทางให้เรือประมงได้เข้าสู่ลำคลองได้สะดวกขึ้น ประภาคารที่ผมเคยไปถ่ายภาพเมื่อในอดีต ท่านผู้อ่านที่มีรวมเรื่องสั้น “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของผมอยู่ลองเปิดูภาพประภาคารแห่งนั้นได้ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปอยู่มากทีเดียว
แต่สำหรับไฮไลต์ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ การได้ไปทุ่งโปรงทอง ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ในวันที่ผมไปได้คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศบาลตำบลประแสเป็นผู้นำทางโดยมีน้องอัญ ไกด์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นผู้พาผมไป
สิ่งที่เรานักท่องเที่ยวปรารถนากันก็คือความงามตามแบบธรรมชาติ เราต้องการไปเห็นผืนป่าบริสุทธิ์ เราต้องการให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราอยู่คู่ชุมชน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่พยายามจะทำลายให้น้อยที่สุด รักษามันให้คงความงดงามและเปลี่ยนแปลงให้ต่ำเท่าที่จะทำได้
ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราเดินตามสะพานไม้ ผ่านป่าโกงกางสูง เราก็จะพบกับป่าโกงกางที่มีพันธุ์เตี้ยกว่า ใบออกสีเหลืองทองขึ้นอยู่บริเวณตรงกลางป่า ราวกับเราเดินเข้ามายังมหัศจรรย์ป่าวิเศษ นี่คือความงามที่น่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย เมื่อเดินจนสุดปลายทางสะพานไม้ก็จะเป็นทะเล มีศาลาให้นั่งหย่อนใจ
นอกจากนั้นถ้ามยังทุ่งโปรงทอง สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งซึ่งทำให้รู้ว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่ก็คือ หิ่งห้อย ช่วงหัวค่ำเราจะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมหาศาลบินอยู่ในทุ่ง กินอาณาเขตไปจนถึงวัดตะเคียนงาม สำหรับผมแล้วผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ เมืองอาจจะไม่โตหรือพัฒนา ทว่าคุณภาพชีวิต และธรรมชาติของคนในท้องถิ่นต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางความสุข


























































































