Info

Posts tagged แสงกระทบฟิล์ม

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมเมื่อเราเดินไปข้างหน้า จนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามักจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำมันได้ดีกว่าเมื่อก่อน

ช่วงสองสามเดือนนี้ผมนำกล้อง Nikon FM2 ของผมออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โชคยังดีที่ที่ชุมชนกล้องโลโม่ยังทำให้ฟิล์มยังผลิคอยู่ ฟิล์มที่ผมชื่นชอบมีฟิล์มสีฟูจิ ปัจจุบันฐานผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนโกดักซึ่งพึ่งประกาศล้มละลาย ยังมีฟิล์มผลิตออกมาอยู่ และทำจากที่อเมริกา ฟิล์มยี่ห้อสุดท้ายที่ผมใช้คือ Illford ส่วนฟิล์มจากประเทศจีนผมยังไม่เคยลองนำมาถ่าย ถาได้ลองแล้วจะนำมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ

กล้องนิคอน FM2 ของผมผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ลุยทั้งน้ำตกและทะเล ภูเขาและแม่น้ำ ความเย็นและความร้อน มันทนทานมาก และบางตัวก็พังคามือผม ตัวที่เหลืออยู่นี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรับใช้ผมไปได้อีกนานเพียงใด แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่าถ้าเมื่อไหร่มันเสีย ผมจะหาตัวสำรองมาใช้อีก กล้องฟิล์มมือสองยังมีอีกมากมาย เพราะมันถูกโละออกจากผู้ใช้ที่เก็บมันเอาไว้ กล้องดิจิตอลพัฒนาจนมาถึงขีดสุด และผลักให้ฟิล์มกลายเป็นความหลังฝังใจของช่างภาพผู้ที่มีจินตนาการล้นเหลือ

ทุกครั้งที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพที่เราถ่าย เราต้องจบทริป เดินทางกลับ เมื่อมาถึงบ้านเราต้องรอส่งฟิล์มเข้าแลป ล้างฟิล์ม ล้างรูป วินาทีนั้นจึงจะทำให้เราเห้นภาพที่เราไปถ่ายมา ดังนั้นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจึงท้าทายช่างภาพเสมอ และจุดนี้เองที่ยังเป็นเสน่ห์ไม่เจอจาง

ภาพถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายโดยกล้อง Nikon FM2 Films Fuji Pro 400 Lens Voigtländer 40 mm. F2

Trailers: ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท เปิดตัวในวันที่ 10 มีนาคม 2555 ณ ArtGorllias ArtGallery ชั้นสองโรงหนังลิโด และโปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่นาน

Dan Chung เป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์การ์เดียนใน UK เมื่อปีที่ผ่านมา ในเวลานี้เขาได้เปลี่ยนโฟกัสของเขาออกไปจากการถ่ายภาพภาพนิ่งมาสู่ภาพวิดีโอ ต่อไปนี้คือทัศนะของช่างภาพมืออาชีพ ที่ต้องเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณเป็นช่างภาพภาพนิ่งที่มีผลงานยอดเยี่ยม แต่ตอนนี้คุณถ่ายวิดีโอเป็นส่วนใหญ่ มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปหรือไม่

ช่างภาพข่าวเป็นอาชีพที่เกาะกินในหัวใจของผมมาโดยเฉพาะปีที่ผ่านมา แม้ผมจะมีงานอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่ในอนาคตดูจะไม่สดใสนัก โดยถ้าเรานึกถึงชีวิต ดังนั้นการถ่ายภาพเป็นวีดีโอจึงเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ประสบความสำเร็จพอสมควร

คุณเรียงลำดับการทำงานของคุณอย่างไร

ตอนนี้ผมถ่ายวีดีโอข่าวให้กับ The Guardian และพยายามถ่ายภาพยนตร์สารคดีให้กับรายการทีวี แต่ยังไม่ทำหนังสารคดีให้กับฮอลลีวู๊ด ในอนาคตผมมองไม่เห็นแนวโน้มว่าช่างภาพนิ่งจะสามารถเลี้ยงชีพได้ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ถ่ายทำเป็นวีดีโอที่มีความสร้างสรรค์ซึ่งผมแปลกใจต่อความเปลี่ยนแปลงนี้

ทำไมคุณคิดแบบนั้น

ผมทำงานระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศจีน สำหรับผมในยูเค มีการทำภาพวีดีโอมาใช้ช้ามากในขณะที่ประเทศจีน และสหรัฐฯ มีมากขึ้น

ผมประทับใจกับบรรณาธิการภาพ เขาจะถามช่างภาพถึงความถนัด โดยพื้นฐานแล้วที่สหรัฐกับเอเชียจะใช้ภาพจากวีดีโอมากกว่าที่ยูเค แต่ตอนนี้เริ่มมีการเวิร์คช็อป DSLR video กันในปีนี้ และคิดว่าในอีกไม่นานเราจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น

การที่ต้องเปลี่ยนไปใช้วีดีโอเป็นเรื่องยากสำหรับคุณบ้างหรือเปล่า

มันไม่มีทางเลือก คุณจะเปลี่ยนแปลงหรือคุณจะตาย มันเป็นการเรียนรู้ที่แหลมคม เมื่อคุณย่างก้าวเข้ามาก็ยากที่จะไม่เดินไปตามเส้นทางนั้น ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นช่างภาพสมัครเล่นต้องเปลี่ยนวธีการทำงาน ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากมากกว่ามืออาชีพ

คุณลองไปดูที่  Vimeo.com มีช่างภาพวีดีโอสมัครเล่นำนวนมากเกิดขึ้น แน่นอนว่าพื้นฐานของพวกเขามาจากการถ่ายภาพ พวกเขาอาจจะไม่เคยถ่ายวีดีโอมาก่อน แต่เมื่อต้องถ่ายเป็นวีดีโอมันจะไม่หยุดนิ่ง มันเป้นเรื่องที่ดีสำหรับการถ่ายทำเป็นวีดีโอ

จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

การเกิดขึ้นของ วีดีโอ ดีเอสแอลอาร์ คือการปฎิวัติทางความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ในระยะยาวผมคิดว่ามือสมัครเล่นได้รับผลประโยชน์ บางทีเครื่องมือที่พวกเขาต้องการอาจจะไม่พร้อม ต่อการรองรับศักยภาพของวิดีโอ โหมดภาพรวมของ Nikon ภาพเคลื่อนไหวของกล้องรุ่น V1 และ J1 อาจดูแปลกประหลาดในขณะนี้ ในไม่กี่ปีที่ทำงานของสิ่งเหล่านี้จะสมบูรณ์แบบขึ้น

เมื่อการทำงานของอุปกรณ์เริ่มดีขึ้น ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากมีโอกาสเริ่มต้นทำบางอย่างเกี่ยวกับการถ่ายภาพมัลติมีเดียสร้างสรรค์จริงๆ ผสมกับภาพนิ่ง และวิดีโอ

เรากำลังมองหาปลายของภูเขาน้ำแข็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบได้คิดแล้วว่า จะทำอย่างไรกับเทคโนโลยีและใช้มันในการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ กล้องสำหรับมืออาชีพที่มุ่งเน้นถ่ายภาพอย่างเฉพาะเจาะจง สำหรับส่วนที่เหลือของเราเพิ่มขึ้นในด้านคุณภาพในวิดีโอ DSLR รุ่นใหม่ของกล้องเช่นกล้อง Nikon D4 และ Canon EOS 1-DX คือคุณไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกและการใช้จ่ายหลายหมื่นดอลลาร์ในการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น

สำหรับช่างภาพวีดีโอกึ่งอาชีพที่กระตือรือร้น จะรู้ว่าคุณภาพวีดีโอดีเอสแอลอาร์ หรือเทคโนดลยีไม่สำคัญ ไม่เป้นอุปสรรค เท่ากับการขยายโลกของจินตนาการ

เกี่ยวกับ แดน ชุง

Dan chung เป็นช่างภาพที่ได้รับรางวัล videomaker เขาทำงานเป็นช่างภาพให้กับ  The Guardian และสำนักข่าวรอยเตอร์ เป็นผู้บุกเบิกในการใช้ DSLRs ในการสร้างภาพยนตร์ข่าวโดยเฉพาะ

รางวัลมากมายที่เขาได้รับ รวมถึงช่างภาพสมาคมบรรณาธิการรูปภาพ ปี 2004, ช่างภาพ Nikon ในปี 2002 และรางวัลประเภทภาพยนตร์ดิจิตอลในปี 2011

ในขณะนี้แดนอาศัยและทำงานในประเทศจีน แต่ยังคงเดินทางไปทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว นอกจากนี้เขายังเขียนบล็อกของตัวเอง