Info

Posts tagged Antonin Dvorak

Antonín Dvořák

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่าทางนามธรรม ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวาง แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปาร์ก (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณะเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปาร์ก ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับสองสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ท่านดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของท่าน โยฮันเนส บราห์ม เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สาม-หก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

ห้าซิมโฟนี่ไม่ดังที่ควรฟังก่อนตาย

เผลอไม่หายใจเพียงวินาที หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัดผ่าน ฉบับนี้ผมขอนำเสนอซิมโฟนี่ไม่ดังห้าหมายเลขที่ต้องฟังก่อนตาย นี่คือไฟต์บังคับที่คนฟังเพลงคลาสสิกทั้งขาเก่าขาใหม่ไม่ควรพลาด ทั้งนี้ผมขอละเว้นซิมโฟนี่ของท่านบีโธเฟ่นนะครับ ผมขอละท่านบีโธเฟ่นที่ผมรักเอาไว้บนชั้นชั่วคราว ในฐานะที่เพลงของท่านไม่ว่าแง่ไหนมีคนรู้จักอย่างดียิ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนี่หมายเลข 5 หมายเลข 7 และหมายเลข 9 สามหมายเลขนี้เป็นอมตะนิรันดร์อยู่เหนือกาลเวลาไปแล้ว อีกหลายร้อยปีข้างหน้าทั้งสามซิมโฟนี่ของบีโธเฟ่นก็ยังคงได้รับการเล่นการพูดถึงและการฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย และเราคงได้ยินได้ฟังทั้งสามหมายเลขนี้จากสื่ออื่น ๆ ไม่เฉพาะในฐานะดนตรีคลาสสิก เพื่อไม่เสียเวลาผมขอแนะนำเลยนะครับ



The Planets: Gustav Holst

ซิมโฟนี่บทนี้แปลกต่างจากซิมโฟนี่บทอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะรูปแบบการนำเสนอ อาจจะเรียกซิมโฟนี่แบบนี้ว่า Symphony Fantastic ก็ได้ ถ้ากล่าวว่าบีโธเฟ่นเป็นนักปฏิวัติดนตรีคลาสสิก กุสตาฟ โฮสล์ต ก็เป็นหนึ่งที่ได้รับมรดกของแนวคิดนี้ ซิมโฟนี่ เดอะ แพลนเน็ต เป็นการนำเสนอซิมโฟนี่ผ่านคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่องราวดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล ซิมโฟนี่เพลงนี้มีด้วยกัน 7 มูฟเม้นต์ แต่ละมูฟเม้นต์ตั้งชื่อตามชื่อดาวนพเคราะห์ เริ่มจากมูฟเม้นต์แรก Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม Venus เทพเจ้าแห่งสันติสุข Mercury ผู้ส่งสาร Jupiter เจ้าแห่งความสุข Saturn เทพแห่งยุคโบราณ Uranus ความมหัศจรรย์ และ Neptune ความลึกลับ

กุสตาฟ โฮสล์ต เป็นชาวอังกฤษมีเชื้อสายสวีเดน ช่วงวัยหนุ่มของเขาเติบโตมากับวรรณกรรมอย่างออสการ์ ไวลด์, อาร์เธอ โคนัน ดอยท์, เบอร์นาร์ด ชอร์, โมเนต์ และไชคอฟสกี้ จึงไม่แปลกที่โฮสล์ตจึงมีแนวทางดนตรีในรูปแบบสมัยใหม่ (Modern Age) ต่างจากคีตกวีของอังกฤษทั่วไป

เดอะ แพลนเน็ตแต่งขึ้นในช่วง 1914-1916 ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดำเนินมาถึงช่วงกลางของสงคราม ชะตากรรมของยุโรปยังมองไม่เห็น การเรียกร้องต่อสันติภาพเริ่มคุกรุ่น และสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำ จึงไม่เแปลกที่ซิมโฟนี่บทนี้จึงนำเสนอภาพของสงคราม สันติภาพออกมาได้อย่างลึกซึ้งงดงาม การใช้ดาวเคราะห์เป็นตัวแทนของเนื้องเรื่อง ทำให้โฮสล์ตนำเสนอบทเพลงของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา รูปแบบของซิมโฟนี่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดสมัยใหม่ และเพลงในยุคคลาสสิกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ท่อนที่ผู้ฟังคุ้นหูที่สุดท่อนหนึ่งคือ Jupiter สำหรับแผ่นที่น่าฟังของเพลงนี้บรรเลงโดย New York Philharmonic กำกับวงโดย เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ หรือแผ่นที่เล่นโดย Royal Philharmonic – London Philharmonicกำกับวงโดยอังเดร เพรวิน


Symphony No.7: Antonin Dvorak
คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยเพลงที่ฮิตที่สุดของดโวชาร์คคือ ซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ ซึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะจับใจแสดงตัวตนของดโวชาร์คได้เป็นอย่างดี ทว่านักฟังเพลงบางคนอาจจะไม่ปลื้มกับผลงานดโวชาร์คเท่าไหร่นัก เพราะความโฉ่งฉ่างอลังการของดโวชาร์คนั้นเป็นสไตล์ที่ทำให้งานของเขากลายเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัว เล่นและฟังเมื่อไหร่ก็จะทราบว่าเป็นของคีตกวีชาวเชกได้ไม่ยาก แต่ท่ามกลางความอึกทึกงานของดโวชาร์คมักจะสอดแทรกท่วงทำนองพื้นบ้านลงไปจึงทำให้บทเพลงของเขาผสมผสานความงดงามไพเราะจับใจ

สำหรับซิมโฟนี่หมายเลข 7 เป็นซิมโฟนี่ที่โดดเด่นของคีตกวีท่านนี้ ท่วงทำนองหลักของเพลงติดหูผู้ฟัง บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคิด โหมกระหน่ำ ตั้งคำถาม
ซิมโฟนี่หมายเลขเจ็ดแต่งขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 1884 ดโวชาร์คชื่นชมซิมโฟนี่หมายเลขสามของบราห์มเป็นอย่างมาก จึงได้รับแรงบันดาลใจจากบราห์มอยู่ไม่น้อย ดโวชาร์คใช้เวลาเขียนเพลงนี้หนึ่งปี เปิดแสดงครั้งแรกที่ลอนดอนในวันที่ 22 เมษายน 1885

แผ่นที่น่าสนใจมีหลายเวอร์ชั่นอันได้แก่ Scottish Nation Orchestra กำกับวงโดย Neeme Jarvi สังกัด Chandos, Berliner Philharmonic กำกับวงโดยแฮร์เบิร์ต ฟอน คารายัน และคลีฟแลนด์ ออร์เครสตร้า กำกับวงโดย Christoph von Dohnányi


Symphony: No.7 (8) “Unfinished”: Franz Schubert
ถ้าหากพูดถึงซิมโฟนี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว โดยไม่พูดถึงผลงานของชูเบิร์ต ก็คงจะทำให้การฟังเพลงคลาสสิกหมดซึ่งรสชาติหอมหวาน จะกล่าวว่าชูเบิร์ตเป็นเหมือนเงาของท่านบีโธเฟ่นก็อาจจะพูดได้ บางคนอาจจะนึกถึงชื่อของชูเบิร์ตได้แต่ระลึกไม่ได้ว่าท่านแต่งซิมโฟนี่เอาไว้กี่เพลง และในจำนวนนั้นมีท่อนไหนบ้างที่ทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่แสนสาหัสของท่าน

การจัดอันดับหมายเลขซิมโฟนี่ของชูเบิร์ตค่อนข้างจะมีรายละเอียดพอสมควร เพราะมีการค้นพบซิมโฟนี่อื่น ๆ ของคีตกวีท่านนี้ในภายหลัง ซิมโฟนี่หมายเลข 7 หรือบางสำนักก็เรียกว่าหมายเลข 8 แต่ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ “Unfinished” ซึ่งมีสองมูฟเม้นต์ที่แต่งเป็นออร์เครสตร้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนท่อน Scherzo นั้นใกล้จะสมบูรณ์สำหรับเปียโนสกอร์ และแต่งเป็นออร์เครสตร้าสำเร็จไปเพียงสองหน้าเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าท่านชูเบิร์ตน่าจะแต่งท่อน Finale ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีเพียงสองท่อนเท่านั้นที่สมบูรณ์ เวลาวงออร์เครสตร้านำมาบรรเลงก็จะนำมาบรรเลงเพียงสองท่อนที่แต่งเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

Unfinished เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชูเบิร์ต ลักษณะเพลงที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ดนตรีบรรเลงอย่างนุ่มนวล จังหวะช้าเร็วไม่กระแทกกระทั้น การสอดประสานของเสียงประสานที่อ่อนช้อย แม้เพลงยังแต่งไม่เสร็จ แต่สาระของดนตรีชูเบิร์ตก็ยังไม่เจือจางลงไป การทิ้งให้ฟังเพลงสองท่อนก็มีเสน่ห์น่าติดตามไปอีกแบบ สำหรับแผ่นที่น่าสนใจคือ Columbia Symphony Orchestra กำกับวงโดย Bruno Walter หรือจะเป็นแผ่นที่เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber


Symphony No.1: Gustav Mahler

กุสตาฟ มาเฮอร์เป็นชาวโบฮีเมียร์ เยอรมันเชื้อสายยิว เป็นทั้งคีตกวี เป็นทั้งคอนดักเตอร์ ท่านเกิดมาในช่วงรุ่งโรจน์แห่งยุคโมเดิร์น วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า อุตสาหกรรมเฟื่องฟู และมนุษย์ค้นพบความลับของธรรมชาติมากมายมหาศาล ถึงขั้นเข้าใกล้เข้าใจความเป็นไปของสวรรค์แม้น้อยนิดก็ตาม ดนตรีของมาเฮอร์จึงนำเสนอดนตรีสมัยใหม่ แต่แนวคิดทางด้านดนตรีของท่านก้ยังผูกติดอยู่กับความโรแมนติก แม้จะมองสรรพสิ่งของยุคซึ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ แต่ศิลปินก็ยังต้องทำงานศิลปะภายใต้อารมณ์และความอ่อนไหว

ซิมโฟนี่หมายเลข 1 ของกุสตาฟ มาเฮอร์ เขียนขึ้นและแสดงครั้งแรกในปี 1888 และแสดงในรอบปฐมทัศน์ในปี 1889 ที่บูดาเปรส ในตอนนั้นนำเสนอในฐานะ Symphonic Poem ซึ่งแบ่งออกเป็นสองภาค จากนั้นจึงมาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Titan กระนั้นก็ยังเรียกซิมโฟนี่บทนี้ว่า Symphony in D Major จนกระทั่งปี 1899 จึงได้ชื่อว่า ซิมโฟนี่หมายเลข 1 แค่ชื่อเพลงก็มีความเป็นมายืดยาว เป็นธรรมดาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชื่อผลงาน หรือชื่อเพลงนั้นเกิดขึ้นเสมอ ไม่เฉพาะคีตกวีท่านนี้เท่านั้น

ท่านมาเฮอร์เป็นคีตกวียุคใหม่ไฟแรง ผลงานของท่านอาจจะฟังยากกว่าดนตรีในยุคบาโร้ค การผสมวงออร์เครสตร้าของมาเฮอร์นั้นยิ่งใหญ่อลังการ ซิมโฟนี่ของท่านหลายเพลงยาวเหยียดเกินชั่วโมง คนฟังจึงต้องตั้งสมาธิกันยาวนานหน่อย แต่รับรองว่าความยิ่งใหญ่ของดนตรีไม่เป็นรองใคร แผ่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ Saint Louis Symphony Orchestra กำกับวงโดย Leonard Slatkin สังกัด Terlarc


Symphony No.4: Johannes Brahms
บราห์มเป็นคีตกวีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ผู้คนรู้จักเปียโนคอนแชร์โต้ของคีตกวีท่านนี้อย่างประจักษ์แจ้งว่าไพเราะเสนาะโสตเพียงไร บราห์มแต่งซิมโฟนี่เอาไว้ด้วยกันเพียงสี่ซิมโฟนี่ บางคนอาจจะว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับแฟนของบราห์มแล้วคิดว่าเพียงสี่ซิมโฟนี่เท่านั้นก็บรรลุถึงขั้นโสดาบรรณทางดนตรี ไม่มีอะไรพิสูจน์คำอ้างได้เท่าทดลองฟังเอง

อิทธิพลของบราห์มมิใช่แค่ในยุคของเขา แต่ส่งถึงดนตรีคลาสสิกในยุคหลังด้วย โจอาคิม (นักไวโอลินชื่อก้องในสมัยนั้น) ได้มอบจดหมายแนะนำตัวบราห์มในวัยหนุ่มนำไปให้กับชูมานน์ ชูมานน์นั้นก็ทึ่งกับเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้จนถึงกับเขียนบทความถึงบราห์ม บราห์มหลงรักคาร่าภรรยาของชูมานน์ แม้เขาจะผ่านพบหญิงสาวหลายคนทว่าเขาเก็บเธอไว้ในดวงใจ ไม่เคยแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่เป็นโสดจนสิ้นลม

ซิมโฟนี่หมายเลขสี่ เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของบราห์มชิ้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคำนึง เป็นซิมโฟนี่ที่หนักแน่นของคีตกวีผู้นี้ แผ่นที่น่าสนใจ เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber หรือ เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ สองแผ่นนี้สังกัดดอยท์แกรมมาโฟน

ห้าซิมโฟนี่ที่ผมแนะนำนี้ แม้จะไม่ใช่ห้าซิมโฟนี่ฮิต แต่เป็นห้าซิมโฟนี่ที่ได้รับการยอมรับจากคนฟังมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ทั้งห้าบทเพลงมีสารัตถะของมันแฝงเร้นอยู่ แน่นอนอาจจะฟังยากบ้างง่ายบ้าง แต่ผมเชื่อว่าดนตรีคลาสสิกเป็นงานเพลงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะซิมโฟนี่ซึ่งต้องบรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่ เสียงดนตรีที่เกิดจากวงออร์เครสตร้ามิได้เกิดจากเสียงใดเสียงหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่พร้อมเพรียงกันบรรเลงตัวโน้ต