Info

Posts tagged Beauty is a Rare Thing

สุรัตน์ สุวนิช

หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณสุรัตน์ สุวนิช ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ไม่ได้รู้จักคุณสุรัตน์เป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะของคนที่ชอบถ่ายภาพ ผมเองก็นับถือในความสามารถของคุณสุรัตน์เป็นอย่างมาก มันทำให้ผมนึกถึงอดีตสมัยที่ผมยังใส่ขาสั้นเรียนชั้นมัธยมปลาย เวลานั้นผมเพิ่งหัดถ่ายภาพใหม่ ๆ ตอนนั้นผมรับนิตยสารโฟโตไทยแลนด์ หนังสือเกี่ยวกับกล้องและภาพถ่ายที่ไม่เหมือนเล่มใดในตลาด และในหนังสือภาพถ่ายนั้นมีโฆษณาเล็ก ๆ ของแลปขาวดำแห่งหนึ่ง ผมจำเนื้อหาโฆษณาไม่ได้ แต่อ่านแล้วคนที่พึ่งฝึกหัดถ่ายภาพขาวดำย่างผมอยากไปใช้บริการในทันที เพราะเมื่ออ่านคำโฆษณาแล้วดูว่าร้านนี้เป็นมิตรกับมือใหม่

วันหนึ่งผมก็นำฟิล์มสามสี่ม้วนนั่งรถเมล์ไปแถวสี่พระยา แลปขาวดำของคุณสุรัตน์เป็นห้องแบ่งเช่าอยู่ชั้นบน เวลาขึ้นบันได้ต้องขึ้นทางด้านข้างอาคาร ด้านหน้าไม่มีป้ายร้าน อาศัยอ่านจากแผนที่ ตอนที่ผมเดินขึ้นไปใจก็ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอใกล้ถึงห้อง ผมเริ่มใจชื้นเพราะบริเวณบันไดผมเห็นภาพถ่ายขาวดำใส่กรอบวางโชว์เอาไว้บนพื้น เมื่อเข้าไปถึงสตูดิโอ ซึ่งเป็นห้องขนาดปานกลาง มีโต๊ะสตูดิโอตัวใหญ่วางกลางห้อง สุมด้วยหนังสือ ภาพถ่าย อุปกรณ์ วันที่ผมไปนั้นไม่มีลูกค้า ผมได้ยินเสียงเพลงดังมาจากด้านใน เดาเอาว่าคงเป็นห้องมืด ผมนั่งรอสักพักชายร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราก็เดินออกมาด้วยกิริยาที่น่าทึ่ง เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกไปว่าอยากให้ช่วยล้างฟิล์มแล้วก็อัดรูป แม้เขาจะเห็นผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร รับฟิล์มของผมมาแล้วก็ออกใบเสร็จ

ผมมารับฟิล์มที่ล้างพร้อมกับปรู๊ฟ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ ท่าทางของคุณสุรัตน์นั้นเป็นกันเอง เขามักปรากฏกายจากห้องมืด บางครั้งไม่สวมเสื้อ เสียงเพลงดังลั่น เขาบอกผมว่าเวลาอัดรูปชอบเปิดเพลงฟัง

ผมไปใช้บริการสตูดิโอของคุณสุรัตน์อยู่สามสี่ครั้ง บางครั้งไปก็ไม่เจอตัวเพราะแกเดินทางบ่อย ประกอบกับผมเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะถ่ายภาพหรืออัดภาพได้เยอะ ๆ จึงไม่ได้ไปล้างรูปขาวดำกับคุณสุรัตน์อีก

ภาพขาวดำที่ล้างโดยคนสุรัตน์นั้นน่าทึ่งมาก มันสวยจนบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ผมยังเก็บเอาไว้ ภาพถ่ายนั้นอัดด้วยกระดาษ Ilford แบบด้าน ให้รายละเอียดที่นิ่มนวล คอนทราสต์ที่เด็ดขาด

หลายปีต่อมา ผมนึกพล๊อตเรื่องเกี่ยวกับช่างภาพได้ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ภาพสุดท้าย” เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารช่อการะเกด และจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่น ๆ “

เรืืื่องสั้นเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจตัวละครเอกมาจากคุณสุรัตน์ โดยเฉพาะฉากในห้องพักนั้นเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมได้สัมผัสสตูดิโอของเขาที่สี่พระยานั่นเอง

ภาพถ่ายวงคาราวาน โดย นิวัต พุทธประสาท ล้างฟิล์มและอัดภาพโดย สุรัตน์ สุวนิช

หมายเหตุ:

1.การเขียนถึงนิยายเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของตัวผู้เขียนเองแม้จะดูแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อผู้เขียนชมละครเรื่องนี้จบ กลับมีแง่มุมสะท้อนถึงตัวงานที่เขียน บทความชิ้นนี้จึงเหมือนการเปลือยกายแล้ววิจารณ์ตัวเอง

2.แม้จะหานิยายเล่มนี้อ่านไม่ได้แล้ว หรือหาอ่านยาก ทว่าบทความนี้เปิดเผยบางตอน-ตอนจบ ของนิยาย ท่านที่คิดว่าจะหานิยายมาอ่าน (แม้ว่าจะนานแค่ไหน) ไม่ควรอ่านบทความนี้

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับข้อความแปะอยู่ในบล๊อคของผมจากน้องนิว-สิริกัญญา ชุ่มเย็น ว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นไปทำละครเวที ซึ่งเป็นละครเวทีวิทยานิพนธ์ของเธอ น้องนิวเรียนในคณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาผมจึงรู้ว่าน้องนิวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งคลุกคลีกับงานละครมาอย่างยาวนาน จากนั้นน้องนิวก็ชวนผมมาชมละครของคณะ ซึ่งผมก็ได้รับชมบรรยากาศของละครอีกครั้งหลังจากไม่ได้ชมละครเวทีมานานพอสมควร ต้องบอกว่าบรรยากาศของหอแสดงละครที่อาคารวัชรนาฎยสภา ที่ทับแก้วหรือคนแถวนั้นเรียกว่า เอสี่ มีความขลังไม่น้อย อาคารทรงกลมเป็นโดม ทำให้นึกถึงโรงละครของเช็กสเปียร์ไม่มีผิด การที่อาคารเป็นทรงกลมทำให้อคูสติกของอาคารไม่มีมุมสะท้อนเสียง จึงทำให้การแสดงมีเสียงที่สด ชัดเจน ปราศจากเสียงก้อง ขณะที่เวทีการแสดงนั้นสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย มันจึงเหมาะแก่เล่นละครเล็ก ๆ ที่มีคนดูไม่มาก

ตอนที่น้องนิวบอกว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นมาทำละคร สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดก็คือว่า นิยายเรื่องนี้ของผมมิได้เขียนขึ้นเพื่อนำมาทำละคร และแนวทางนิยายมีลักษณะการเขียนในแบบกระแสสำนึก (stream of conciousness) ซึ่งมีแอคชั่นน้อยมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเหมือนหลั่งไหลออกมาจากสมอง ราวกับเสียงก้องที่ก้องอยู่ในหัว ดังนั้นถ้าจะนำนิยายมาทำละคร จะต้องแปรเปลี่ยนนามธรรมในนิยายให้ออกมาในรูปแบบการแสดง

แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อจำกัดของละครเวทีมีมากกว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ มันจึงยากขึ้นไปอีกหลายเท่าจนผมเองก็จินตนาการไม่ออกว่าละครจะเป็นอย่างไร แล้วระหว่างขั้นตอนการทำละครผมเองก็มิได้ล่วงรู้ว่าละครจะออกมาในแบบไหนจนกระทั่งวันที่ผมเข้าไปนั่งชมในโรงละคร

ละคร “ใบหน้าอื่น” เล่าเรื่องของ เอก เด็กหนุ่มบ้านแตกที่กำลังค้นหาว่าตัวเองจะค้นหาหนทางชีวิตอย่างไร พี่ชายของเขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่สนใจใช้ชีวิตเช่นเด็กทั่วไป พี่ชายของเอกติดยา คิดว่าเขาเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้าน ส่วนพ่อของเอกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นคนขี้เหล้า ขี้โมโห พ่อคิดว่าทุกคนในบ้านล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน คนในครอบครัวต้องการคนดูแล ถ้าไม่มีพ่อครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแม่ของเอกมิได้ต่อต้าน เธอเลี้ยงลูกอย่างที่แม่ควรจะเลี้ยง เธอไม่ได้มีอิทธิพลแปรเปลี่ยนใครได้เลยนอกจากเดินจากไป ส่วนเอกซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัว พ่อตั้งใจให้เอกเรียนดี มีอาชีพดี เพื่อเป็นดังทายาทที่สามารถฝากผีฝากไข้ ทว่าเอกอยากเป็นนักฟุตบอล อยากทำตามใจตัวเอง มีชีวิตที่ตัวเองเลือก (ไม่ว่าเขาจะเลือกในสิ่งที่ร้ายหรือดี) เขาถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เลือกในสิ่งที่พ่อเลือก จนในที่สุดเขาก็เริ่มขบถกับมันทีละน้อย เขาเรียนแย่ลง ๆ ภาพของพี่ชายผู้ปลิดชีพของตนอันเป็นตัวแทนของความล้มเหลวยิ่งกัดกร่อนหัวใจของเขา ภาพครอบครัวทะเลาะกันทุกวี่วันทำให้เขาไม่เข้าใจว่าจะมีชีวิตไปทำไม

วันหนึ่งเอกพบกับแก้ว หญิงสาวสวย มีฐานะ มีการศึกษาที่ดี เธอเดินเข้ามาในชีวิตอย่างบังเอิญ และเอกเชื่อว่าแก้วคือหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะนำเขาออกไปจากโลกใบเดิมของเขา ทว่าการตายของพี่ชาย และการจากไปของแก้ว ทำให้เขาพบว่าเขาควรจะหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของตน นั่นคือดิ่งลึกสู่จุดจบของตนเอง เอกพยายามลืมทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวเขา แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็คือทุ่งดอกไม้ซึ่งเขาเข้าไปซุกตัว

สิ่งที่ละครทำได้ดีมากก็คือรื้อโครงสร้างทั้งหมดของนิยายออกมาเป็นส่วน จากนั้นก็จัดวางมันขึ้นมาใหม่ ด้วยโครงสร้างใหม่ที่เหมาะสมต่อการเล่าเรื่องแบบละคร การรื้อครั้งนี้ทำให้ละครสามารถเล่าเรื่องของนิยายได้ทรงพลัง อย่างน้อยมันทำให้เราสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่เกิดตรงหน้า ขณะเดียวกันละครก็ตีความตัวนิยายใหม่ ด้วยการเปิดเผยต่อผู้ชมว่าผู้ที่มาพบเอกตอนสูญเสียความทรงจำนั่นก็คือแก้ว ซึ่งทำให้ละครสามารถสอดแทรกแนวความคิด บทสนทนาในแบบกระแสสำนึกเข้าไปได้อีก และในบางบทสนทนาผู้เขียนบทก็ได้ตอบโต้ตัวละครอย่างเอกได้อย่างสาสม เพราะเอกนั้นอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่เปิดตัวไปสู่โลกที่กว้างไกลกว่า เขาจึงติดกับดักที่ตัวเองวางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นหนทางที่เอกเลือกก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทำไมเขาจึงยอมดิ่งจมไปสู่โลกของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเก็บความเจ็บช้ำนั้นเพียงลำพังราวกับไม่เคยพบใบหน้าตัวเอง สิ่งนี้แหละครับที่ละครทิ้งเอาไว้ให้ผู้ชมไปขบคิดกันต่อ และดำเนินชีวิตใบหน้าอื่นซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวของผู้ชมต่อไปในแบบที่ผู้ชมจะสร้างมันขึ้นมา…ใบหน้าของตนเองที่แปรผัน

ในฐานะที่เป็นเจ้าของนิยายต้นฉบับ คงมีคนถามว่าพอใจกับละครไหม คงตอบได้โดยไม่เขินว่าชอบครับ ใครจะคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยจะทำละครออกมาดีขนาดนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อผู้เขียนเองก็เคยเขียนอะไรที่บกพร่องออกมาตั้งมากมายเช่นกัน

ส่วนนักแสดงทุกคนนั้นเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่ผ่านเวทีมาไม่มาก แล้วก็มีเวลาซ้อมกันไม่นานนัก แสง สี เสียงของละครทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากละครทำได้ดีไม่แพ้กัน มีมิติลึก ใกล้ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ซึ่งมีแสงหม่น ๆ ฉายลงมา

เหนือสิ่งอื่นใดเพลงประกอบละครช่วยขับเน้นให้เรื่องผ่อนคลายลง และช่วยให้การตัดฉากดูราบลื่น ไม่สะดุด

เมื่อดูละครจบผมค้นพบสิ่งหนึ่งที่ตัวเองตื่นเต้นมากก็คือ ละครเรื่องใบหน้าอื่น ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องใบหน้าอื่นนั้นเป็นนิยายที่ผู้เขียนเองก็แสวงหาตัวตนของตัวเองเช่นกัน หากย้อนไปตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนก็พยายามจะหาคำตอบให้กับชีวิต พยายามที่จะไขปริศนาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ความสด ความไม่กลัว จึงถูกนำเสนอออกไปเป็นนิยาย แล้วเมื่อกลับมาชมละคร มันเหมือนผู้เขียนได้ส่องกระจกหรือย้อนเวลากลับไปดูตัวเองในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้ก็ยังคงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก การแสวงหาคำตอบต่อชีวิต เมื่อค้นพบคำตอบ เราเติบโตขึ้น ใบหน้าของเราก็จะแปรเปลี่ยน เราก้าวไปสู่ใบหน้าใหม่ การแสวงหานี่เองที่ทำให้เรามองเห็นเรา ซึ่งเติบโตขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ทว่าการแสวงหาคำตอบมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราจะเฝ้าแสวงหาสิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆ เว้นแต่เราจะหวนไปสู่ใบหน้าเดิม และลืมความทรงจำในอดีต

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

บอมโรยา ผู้เขียนภาพหน้าปก “หิ่งห้อยในสวน” ได้เขียนบันทึกในบล๊อคของเธอเกี่ยวกับการทำงานหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการติดต่อเพื่อขอให้วาดภาพหน้าปก

ผมรู้จัก “บอมโรยา” ครั้งแรก เมื่อตอนที่ผมเดินทางไปมาเก๊า ในเวลานั้นผมพลัดหลงจากเซ็นนาโดสแคว์ -หน้าโบสต์เซ็นส์ปอล แกลลอรีเล็ก ๆ หลบอยู่หลังอาคารพานิชย์ งานแสดงภาพของ “บอมโรยา” ซุกตัวอยู่ที่นั่น ผมหลีกเร้นกายจากนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล จากจุดนั้นผมได้พบกับภาพที่ติดตรึงตาของเธอประดับบนผนังสองด้านของห้องแสดงแคบ ๆ เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นมุมห้องดังแว่วสร้างบรรยากาศอันประหลาดล้ำ พนักงานที่เฝ้าแกลลอรีบอกว่าเสียงเพลงนั้นเป็นผลงานของศิลปิน

ภาพเขียนของเธอแตกต่างจากศิลปินอื่น ๆ อย่างเด่นชัด แม้จะมีกลิ่นอายของ Frida เป็นแรงบันดาลใจ ผสมผสานกับสไตล์ป๊อปคัลเจอร์แบบเกาหลี ทำให้ผลงานของเธอมีส่วนผสมที่น่าสนใจ สีสันของรูปภาพไม่ถึงกับหม่นมัว ทว่ามีเรื่องราวที่สามารถเข้าถึง มันแฝงด้วยความสดใสซ้อนทับภาพที่หม่นเศร้า ผมเดินไปที่โต๊ะซึ่งวางขายแผ่นซีดีเพลงของเธอ เพลงของเธอทำให้ผมล่องลอย ดนตรีแบบอินดี้ร้องด้วยภาษาเกาหลี แม้ไม่รู้ความหมายสักนิด แต่เธอแนะนนำเอาไว้บนแผ่นพับว่าเรื่องราวในเพลงของเธอนั้นเล่าเรื่องของความรัก ความเหงา ความโดดเดี่ยว และความแปลกแยกต่อผู้คน เธอทำดนตรีได้น่าทึ่งพอ ๆ กับภาพเขียน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักบอมโรยา ผ่านงานของเธอที่มาเก๊า

เมื่อกลับถึงกรุงเทพ ผมก็เข้าไปชมเวบไซต์ของเธอ และพบว่าเธอทำงานหลากหลาย ตั้งแต่เขียนนิยาย วาดภาพประกอบ เธอทำงานด้านศิลปะในเกาหลีอย่างต่อเนื่อง และมีกลุ่มก้อนผู้ชมงานจำนวนหนึ่งที่สนใจศิลปะอิสระโดยไม่อิงกระแสหลัก ผมรู้สึกว่าชาวอินดี้ทั่วโลกน่าจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การทำงานที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่ทำงานด้วยใจบริสุทธิ์ และผมคิดว่อยากจะเชิญเธอมาร่วมงานสักครั้ง

หลายเดือนต่อมา ผมก็เขียนนิยายสั้นเล่มใหม่เสร็จ มันเป็นงานเขียนที่ค้างคาในใจมานานหลายปี แต่ผมไม่เคยเขียนเป็นรูปเป้นร่างเสียที จนสุดท้ายผมใช้เวลาราว ๆ หนึ่งเดือนทำงานอย่างปลดปล่อยตัวเอง เมื่อเขียนนิยายเสร็จ ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะลองชวน “บอมโรยา” มาเขียนภาพปกหนังสือให้ผม การติดต่อเป็นไปอย่างง่าย ๆ ผมเขียนจดหมายถึงเธอ และเธอก็ตอบตกลง เราทำงานผ่านอีเมล์ ส่ง แบบร่าง และ ตัวจริงผ่านอินเทอร์เน็ต

ผมคิดว่าผลงานหนังสือเล่มนี้นอกจากเป็นนิยายสั้นเล่มหนึ่งของตัวเองแล้ว ผมยังมองว่ามันเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ นั่นคือการทำงานร่วมกับศิลปินอิสระจากที่อื่นอย่างไร้ข้อจำกัด และผมเชื่อว่าเราผู้สร้างงานจะทลายกำแพงที่ขวางกั้นจินตนาการออก และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน

목록열기 다양한작업 (49)
태국 비평가 Niwat 과의 책작업 :) 다양한작업작업.

2010/06/29 12:11

복사http://blog.naver.com/titiroya/130088956878

the firefly in universe

text Niwat Puttaprasart

illust Bom, roya

올해 3월 경 태국에서 글을 쓰고 있는 Niwat Puttaprasart와 책 커버 작업을 했었습니다.

그와의 인연은 작년 마카오-홍콩에서의 제 개인전과 공연에서 만났었지요.

제 그림을 인상깊게 본 Niwat이 가깝지만 먼 방콕에서 일을 의뢰 해왔답니다.

책 제목은 the firefly in universe

그와 몇차례에 걸친 이메일 교류를 통해 예쁜 책이 탄생 했어요.

책 내용은, 23살의 남자가 자살을 생각하면서 자신의 어린 시절, 친구들, 죽음, 사랑의 개념이

어떻게 작용되는지 얼마나 중요한지에 대한 내용이에요

Dear Roya

Name my fiction is “The FireFly in Universe” For the concept of this book.  stories of young men aged 23 years planning suicide. The author talks about the record after the age of the children themselves. He is sad isolation without friends his life meaningless without failure, death, love is the only way to desire.

여러 시안과 표지 디자인을 통해, 탄생되었어요.

책의 성격은, 비평가 및 작가들이 보다 철학적인 내용들을 작고 저렴한 책으로

출판해내는 프로젝트랍니다.

Publishing and printing business in Thailand. Must be fairly philosophical. We issued a small book. Sale price not exceeding 3 $ US-per-book. We do this to publish works of literature. Hope you will understand enough of our obstacles.

그래서 완성된 책. 태국어라 읽을 수는 없지만 즐거운 작업이었습니다.

늘 즐겁게 작업을 바라봐 주는 Niwat에게도 감사를,

언젠가 방콕에 놀러가게 되면 만날 수 있겠죠?

http://www.thaiwriter.net
http://niwatblog.com

요기는 Niwat의 블로그, 역시 무슨 말인지 읽을 수가 없지만 마카오 전시때의

제 그림들과 공연에 관한 글도 포스팅 되어 있네요.

illustrator & curator & musician

1:00 am 봄로야

bomroya.com

이 포스트를..

덧글 8개 NEW 엮인글 쓰기 

확인 취소

닫기

หวานแปร่งแห่งเสียงแจ๊สปารีส

ยูโรเปี้ยนแจ๊สกลายเป็นอีกสายธารหนึ่งของดนตรีแจ๊สในปัจจุบัน แม้ยูโรเปี้ยนแจ๊สจะเป็นการเหมารวมดนตรีแนวแจ๊ส ฝั่งยุโรปเข้าด้วยกัน ทว่าในบรรดาประเทศยุโรปต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะแจ๊สฟากฝั่งปารีสแจ๊สดูจะคึกคัก จะกล่าวว่าเป็นเมืองหลวงของแจ๊สก็ไม่ผิด

สารภาพสัจจริงผมไม่รู้จัก Henri Texier มาก่อน ไม่เคยฟังอัลบัมเขามาแต่หนใด แต่เมื่อแรกฟังก็หลงใหลในพลัน ด้วยเสียงดนตรีแจ๊สที่น่าหลงใหล มันจะอนุรักษ์ในแบบแจ๊สก็ไม่ใช่ ซาวด์จะแหวกแปลกก็ไม่เชิง ทว่ามันเป็นการรวมซาวด์ทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้สำคัญมากนักครับ เพราะดนตรีแจ๊สพยายามมองหาซุ่มเสียงใหม่ ๆ มานำเสนอต่อคนฟังในทุกยุค แม้ผมเองจะมีใจโอนเอนไปกับ Contemporary Jazz แต่ถ้าเจอซาวด์ใหม่ที่หวีดเกินระดับก็ต้องใช้เวลาในการฟังเช่นกัน

รักแรกพบระหว่างผมกับ Henri Texier จึงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะชุด Love Songs Reflexions ซึ่งรวบรวมเพลงที่เรารู้จักกันดีมานำเสนอใหม่แล้ว ซาวด์ในอัลบัมก็ช่างแตกต่างกันจนดูเหมือนว่ามันไปกันคนละทางเลย แต่ผมกลับคิดว่านี่แหละครับเพลงหวาน ที่ผสมผสานเพลงแก้เลี่ยนนั้นควรจะอยู่ในอัลบัมเดียวกัน

อองรี เต็กเซียร์ เป็นชาวปารีส เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1945 เขาเป็นมือเบสที่เคยร่วมงานกับดอน เชอร์รี่, โจ ลาวาโน, สตีฟ สวาโลว์, จอห์นี่ กริฟฟิน เป็นต้น เขาออกผลงานในฐานะผู้นำวงพอสมควร และอัลบัม Love Songs Reflexions โดยอัลบัมนี้มีด้วยกัน 12 เพลง จากหลากหลายนักประพันธ์ รวมถึงเพลงที่อองรีแต่ง

เพลงแรก Beautiful Love (V.Young) เริ่มต้นเพลงด้วยการเดินท่วงทำนองหลักโดยเบส โดยมีเสียงฉาบตีคลอเป็นจังหวะ จากนั้นเบสก็เดินลีลาอิมโพรไวส์ กีตาร์เข้ามาร่วมแจมท่วงทำนองโดยการเล่นเสียงประสาน ก่อนที่แซกโซโฟนจะบรรเลงท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง Beautiful Love จึงเป็นเพลงเปิดอัลบัมที่งดงามตามแบบเพลงแจ๊สที่น่าหลงใหล ทั้งเสียงประสานของดนตรีก็ทำออกมาได้ไพเราะจับใจ

เมื่อเข้าสู่เพลงที่สอง Intuition (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง) เสียงฉาบอันไพเราะยังคงเริ่มขึ้น ตามด้วยการเดินเบส และเสียงแซกฯ เดินทำนองนำท่วงทำนองหลัก จากนั้นกีตาร์จึงสอดประสาน จากเพลงแรกถึงเพลงที่สองนี้มีแนวดนตรีที่ต่างกัน ซาวด์ดนตรีไม่หวานเหมือนเพลงแรก โดยวงเริ่มนำเสนอเสียงที่ออกล้ำหน้าเล็กน้อย

เพลงที่สาม I Love You (C.Porter) กีตาร์แผดขึ้นด้วยเสียงกร้าวแหบแหลม แซกโซโฟนบรรเลงรับลูกตอบดต้กันไปมา การอิมโพรไวส์อันเป็นอิสระ ทำให้เพลงหวานของโคล พอร์เตอร์กลายเป้นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันเร่งเร้าอย่างสุดประมาณ ก่อนจะหักมุมในเพลงที่สี่คือ In A Sentimental Mood (Ellington,Mills, Kutz) อันหวานหยดจนตัดรสจัดของเพลงที่สามอย่างชนิดที่ว่าแทบดึงอารมณ์กลับมาไม่ทัน สำหรับเพลงนี้แม้เราจะฟังมากี่ครั้งกี่หนกี่เวอร์ชั่นมันก็ยังคงทำให้เราจับจิตจับใจกับมันไม่เสื่อมคลาย การตีความในช่วงอิมโพไวส์นั้นทั้งโหยหวน ตัดพ้อ รำพึงรำพัน เสียงแซกโซโฟนฝีมือน้องชายของอองรี คือ Sébastien Texier นั้นทำได้อารมณ์ยิ่งนัก ขณะที่กีตาร์ Manu Codjai  ก็ยังคงเน้นเสียงประสานที่สอดรับอย่างงดงาม

เพลงที่ห้ามือกลอง Christophe Marguet ก็มีโอกาสวาดลวดลายอย่างเอกอุในเพลง Dark Song

สำหรับเพลงที่เหลือนั้นก็ยังควเน้นที่ความสัมพันธ์ของวง ซึ่งเป็นเอกภาพ แต่ละเซ้คชั่นทำได้อย่างลงตัว แม้จะไม่ใช่อัลบัมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง แต่ในแง่ที่ว่ามันสร้างซาวด์ดนตรีที่น่าสนใจนั้น โดยเฉพาะเพลงรักหวานที่ทุกคนคุ้นเคย ได้มีแง่มุมใหม่ และเป็นมุมมองที่ไม่หวาน ไม่นำสมัยจนเกินไป

Musicians

Henri Texier: bass
Sébastien Texier: saxophone alto, clarinette, clarinette alto
Manu Codjia: guitare
Christophe Marguet: drums

Song Lists
01.Beautiful Love (V.Young)
02. Intuition (4:36)
03. I Love You (C. Porter) (2:17)
04. In A Sentimental Mood (Ellington / Mills / Kutz) (6:29)
05. Dark Song (2:42) 06. Easy To Love (C. Porter) (3:42)
07. Mistreated (4:08)
08. God Bless The Child (B. Holiday / A. Herzog) (6:42)
09. A Vif (3:26)
10. Nostalgique (4:06)
11. Emouvantes Blues (H. Texier) (4:11)
12. My One And Only Love (R. Mullin / G. Wood) (8:11)

ดาวน์โหลดตัวอย่างเพลง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers