Info

Posts tagged Beethoven

San Francisco Symphony

Herbert Blomstedt

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร The Wave

ประวัติของฟรานซ์ ชูเบิร์ต ไม่ต่างจากศิลปินหลาย ๆ คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน นั่นก็คือต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความยากจนข้นแค้นตลอดในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไร้หลักประกันเรื่องการงานที่มั่นคง อดมื้อกินมื้อ ถูกเอาเปรียบจากคนที่เหนือกว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้ รวมถึงไม่ค่อยมีดวงในเรื่องความรัก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรถ้าบังเอิญชูเบิร์ตเป็นผู้มีอันจะกิน เขาอาจจะไม่ก้าวมาสู่คีตกวีอมตะของโลกก็เป็นได้ ดังนั้นประวัติของท่านจึงเป็นเครื่องเตือนใจศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ให้มองดูเส้นทางของศิลปินดังในอดีต เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือถูกประเคนมาตั้งแต่เดินก้าวแรก ทว่ากว่าจะมีชื่อเสียงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานับประการ บางครั้งไม่อาจจะมองเห็นผลสำเร็จในขณะที่มีชีวิตอยู่ ทว่าผลงานอาจจะได้รับการยอมรับก็หลายปีต่อมาหลังจากเสียชีวิต และชีวิตของชูเบิร์ตก็เป็นเช่นนั้น…ความตายในวัยหนุ่ม ก่อนแลเห็นแสงรุ่งโรจน์ ผลงานจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ กาลเวลาเป็นยานพาหนะ

ฟรานซ์ ชูเบิร์ตเกิดในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1797 (พ.ศ. 2340) ที่หมู่บ้านลิคเทนธัล นอกกรุงเวียนนา บิดาของเขาเป็นชาวโมราเวียน (Moravian) และ ออสเตรีย-ซีเลเชียน (Austrian-Silesian) โดยมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียน แม้บิดาของชูเบิร์ตจะมีรายได้น้อย แต่เขาก็เป็นคนปลูกฝังการเล่นดนตรีให้กับชูเบิร์ต ชูเบิร์ตเรียนเปียโนมาจากพี่ชายของเขา โดยพี่ชายสอนให้เขาเล่นเพียงไม่กี่เดือนก็หมดภูมิความรู้ที่จะสอนต่อ เพราะชูเบิร์ตหัวไวในเรื่องดนตรี แถมยังมีเสียงร้องที่ไพเราะจับใจ จนกระทั่งบิดาของเขาส่งให้ชูเบิร์ตไปเรียนร้องเพลงที่โบสถ์ พร้อมกับฝึกเปียโนและออร์แกนไปด้วย ต่อมาโบสถ์อิมพีเรียลประกาศรับสมัครนักร้องเยาวชน บิดาของชูเบิร์ตเห็นว่าถ้าเขาไปสมัครเป็นนักร้องประจำโบสถ์คงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของเขาให้ก้าวหน้า แถมไปอยู่กินที่โบสถ์ยังช่วยประหยัดค่าอาหารและรายจ่ายของครอบครัว ทว่าตลอดระยะเวลาสี่ปีที่โบสถ์อิมพีเรียล ชูเบิร์ตได้รับความทรมานพอสมควรเพราะว่าไปแล้วอาหารที่โบสถ์ก็มิได้เพียงพอต่อเขา เขาต้องทนอดทนหิวในหลาย ๆ มื้อ กระทั่งทนไม่ไหวเขียนจดหมายไปขอเงินจากพี่ชาย แต่ข้อดีก็มีไม่น้อย เพราะที่โบสถ์แห่งนี้มีเครื่องดนตรีหลายชนิดทำให้ชูเบิร์ตได้ฝึกเล่น เพียงอายุ 14 ชูเบิร์ตก็เริ่มแต่งเพลงได้แล้ว รวมถึงเพลงงานศพของผู้เป็นมารดาซึ่งเขียนด้วยลายมือของเขาเอง

เมื่อออกจากโบสถ์ชูเบิร์ตก็มิได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่งนอกจากแต่งเพลงขาย เขาย้ายมาอยู่กับบิดาของเขาซึ่งแต่งงานใหม่กับภรรยาอายุคราวลูก แต่ทั้งสองก็ไปด้วยกันได้ดี ช่วงชีวิตของชูเบิร์ตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตลอดเวลา หลงรักหญิงสาวก็ไม่มีเงินไปสู่ขอจนสาวเจ้าทนไม่ไหวไม่รอแต่งงานกับเขา ไปแต่งกับพ่อค้าขายขนมแทน ชูเบิร์ตเขียนเพลงได้อย่างรวดเร็ว-จำนวนมาก บางวันเขาเขียนเพลงได้ถึงหกเจ็ดเพลงต่อวัน กระนั้นกระดาษที่จะเขียนโน้ตก็หาไม่ได้ต้องฉวยเอากระดาษเช็ดมือมาเขียนเอาไว้ก่อนก็มี แม้เขาจะมีอาชีพสอนหนังสือสอนเปียโนเข้ามาบ้าง แต่ชูเบิร์ตไม่เคยชอบอาชีพครู เขารักการเขียนเพลงมากกว่าสิ่งอื่นใด

แผ่นซีดีอัลบัมนี้เริ่มต้นด้วยบทโหมโรง Overture ในบันไดเสียง C major ‘In the Italian style’ วงออร์เครสตร้าโหมบรรเลงพร้อมเพรียง เสียงโอโบสอดแทรก ท่วงทำนองเอื่อยไหลงดงามดุจสายน้ำ บทโหมโรงเป็นเพลงสำหรับเปิดการแสดงดนตรี ซึ่งคีตกวีมักจะเลือกสร้างบรรยากาศ ราวชักชวนให้ผู้ฟังเดินเข้าสู่ทิศทางที่คีตกวีกำหนดเอาไว้สำหรับการแสดงหลัก บทโหมโรงนั้นมีทั้งดังอึกทึกเพื่อเรียกแขก จนถึงนุ่มนวลชวนฟัง ส่วนบทโหมโรงของชูเบิร์ตเพลงนี้เป็นในแบบหลัง แม้จะมีช่วงอึกทึกในช่วงกลางเพลงจนกระทั่งจบบทโหมโรง ทว่าท่วงทำนองหลักไพเราะเพราะพริ้งน่าฟัง

มาถึงเพลงเอกของอัลบัม Symphony No.9 ในบันไดเสียง C major ‘Great’, D944 (D849) ก่อนอื่นต้องเกริ่นนิดหนึ่งว่าในจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตเป็นผู้ประพันธ์นั้นค่อนข้างสับสนในเรื่องข้อมูลพอสมควร เพราะจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตได้แต่งไว้มีกี่หมายเลขกันแน่ ในบุ๊คเล็ตของอัลบัมแนะนำว่าท้ายที่สุดแล้วให้ยึดตามหลักของเซอร์ จอร์จ โกรฟ โดยเรียกซิมโฟนีบทนี้ว่า ‘Great’ ในบันไดเสียง C major เป็นอันเข้าใจร่วมกัน ส่วนตัวอักษร Dและตัวเลข ที่กำกับท้ายเพลงคือ Deutsch’s catalogue คือลิสต์รายชื่อเพลงของชูเบิร์ตที่ Otto Erich Deutsch เป็นผู้เก็บข้อมูลรวบรวม โดยรายชื่อเพลงลำดับตามวันเวลาในการประพันธ์

Great Symphony นี้แต่งขึ้นในช่วงท้ายชีวิตของชูเบิร์ต แม้จะได้รับชื่อเสียงเกียรติยศแต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังต้องดิ้นรนเหมือนเดิม เขาเริ่มร่างซิมโฟนีบทนี้ตั้งแต่ปี 1825 จนกระทั่งแต่งสำเร็จลงวันที่ในสกอร์เพลงนี้ วันที่ 28 มีนาคม 1828 กระนั้นเรื่องราวอันสับสนของวันเวลาในการประพันธ์ของชูเบิร์ตจึงเป็นเหมือนเกร็ดเล็ก ๆ ที่เล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังให้มากขึ้น ส่วนข้อสรุปจะเป็นอย่างไร ในอนาคต…เมื่อพบหลักฐานใหม่ ๆ ที่หน้าเชื่อถือ ประวัติิสาสตร์ก็จะชัดเจนขึ้น

มูฟเม้นต์แรก เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองค่อนข้างช้างดงามจากเสียงเครื่องเป่าลมไม้ ตามด้วยกลุ่มเครื่องสายสอดรับท่วงทำนอง เมโลดี้ที่ไพเราะเพราะพริ้งของ Great Symphony นี่เองที่ทำให้บทเพลงบทนี้เป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่บทเพลงหนึ่งของโลก ช่วงกลางมูฟเม้นต์บทเพลงได้พัฒนาท่วงทำนองให้เล่นเร็วขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ายังคงมีบทบาทในการดำเนินเรื่องราว ขณะที่เครื่องสายสอดประสานเสียง โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลัก

มูฟเม้นต์ที่สอง ยังคงท่วงทำนองเนิบช้า เสียงจากลุ่มเครื่องสายเริ่มต้น ตามด้วยเครื่องเป่าเล่นท่วงทำนองร่าเริง ขณะที่เสียงทิมพานี่สร้างความฮึกเหิม-โอ่อ่า โดยท่วงทำนองช้าและร่าเริงโออ่าสลับกัน

มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร่าเริง ราวกับอยู่ในงานเต้นรำ ขบวนแห่มรหรสพ ผู้คนมากมาย พร้อมกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มแห่งความสุข ห้องบอลลูน โคมไฟระย้า พรั่งพรูออกมาจากจินตนาการ กลุ่มเครื่องสายเล่นได้อย่างรวดเร็ว ท้ังสอดประสานกับกลุ่มเครื่องเป่าและเล่นทำนองหลัก ท้ายมูฟเม้นต์ท่วงทำนองแปรผันช้าลง เพื่อบรรยายภาพเล่าเรื่อง ก่อนจะกลับเข้าสู่ท่วงทำนองร่าเริงอีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ ซึ่งเป็นมูฟเม้นต์สุดท้ายขึ้นต้นด้วยท่วงทำนองเร็ว เสียงทิมพานี่ทำให้ดนตรีเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเครื่องสายโหมกระหน่ำ เครื่องเปล่าสอดประสานเสียง ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนามาแนวทางดนตรีและเสียงประสานมาสุ่ท่วงทำนองหลักของเพลง กลุ่มเครื่องสายใช้เทคนิคการดีดสาย

Great Symphony มีท่วงทำนองลีลาคล้ายคลึงกับงานของบีโธเฟ่น ซึ่งไม่แปลกเพราะชูเบิร์ตนั้นมีความนับถือในตัวบีโธเฟ่นรวมถึงชื่นชอบผลงานอย่างไม่ปิดบัง ในวันฝังศพของบีโธเฟ่น ชูเบิร์ตได้ไปร่วมถือคบเพลิงในขบวนแห่ศพ เรื่องเล่าว่าความตายของบีโธเฟ่นนำพามาซึ่งความเศร้าของชูเบิร์ตเป็นอย่างมาก เขาเข้าไปในร้านเหล้าชูแก้วขึ้นดื่มให้แก่บีโธเฟ่น และดื่มอีกครั้งสำหรับผู้ที่จากไป ในปีรุ่งขึ้นชูเบิร์ตป่วยด้วยไข้รากสาดใหญ่ นอนซมพิษไข้ด้วยอาการป่วยหนัก จบชีวิตอันสั้นด้วยวัยเพียง 31 ปี ทว่าผลงานของชูเบิร์ตมีมากมายกว่า 500 เพลง ยังดำรงค์อยู่บนโลกใบนี้ ต่อมาศพของเขาได้ถูกนำมาฝังเคียงข้างหลุมสพของบีโธเฟ่นดังใจที่เขาปรารถนา

Great Symphony เพลงนี้คือหนึ่งในซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยลีลาท่วงทำนองที่ไพเราะงดงาม วิญญาณของเขาหลอมรวมทั้งร่างกายและจิตใจออกมาเป็นเสียงดนตรี เขาฝ่าฟันเอาชนะความทุกข์ยากของชีวิตมาได้เพราะเชื่อในสิ่งที่เขาคิด และทำในสิ่งที่เขาเชื่อ

Music: 9

Sound: 8

Beethoven: Violin Sonata

No.5 “Spring” No.9 “Kreutzer” No.10

บีโธเฟ่นได้แต่งไวโอลินโซนาต้าเอาไว้ด้วยกันถึงสิบหมายเลข ซึ่งถือว่าเป็นงานผลงานที่มีกลุ่มก้อนใหญ่น่าศึกษา และสามารถมองเห็นพัฒนาการอันยอดเยี่ยมของบีโธเฟ่น ไวโอลินโซนาต้าสามเพลงแรก บีโธเฟ่นได้อุทิศให้แก่ Antonio Salieri ซึ่งเป็นคีตกวีและคอนดัคเตอร์ชาวอิตาเลียน จนกระทั่งไวโอลินโซนาต้าหมายเลข 4 และ หมายเลข 5 ได้อุทิศให้แก่เคาท์ มอริส ฟอน ฟราย ส่วนหมายเลข 6, 7 และ8 อุทิศให้แก่ซีซาร์อเล็กซานเดอร์ที่หนึ่งแห่งรัสเซีย ทำไมเราต้องสนใจว่าบีโธเฟ่นอุทิศเพลงนั้น ๆ ให้ใครบ้าง เป็นเพราะว่าเราสามารถสืบค้นแรงบันดาลใจของศิลปินในด้านที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง การอุทิศผลงานเพลงของบีโธเฟ่นนั้นมีนัยยะสำคัญทางการเมือง สังคม ความรัก ความผูกพันธ์ต่อผู้ที่อุทิศให้ หากมองในแง่ประวัติศาสตร์มันเป็นการเชื่อมร้อยต่ออารมณ์ของยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

แผ่นซีดีชุดนี้ถือเป็นแผ่นไวโอลินโซนาต้า “แผ่นครู” ของผมก็ว่าได้ มันเริ่มจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมได้ซื้อหนังสือเรื่อง “เพลงสังหาร” แต่งโดย “ลีโอ ตอลสตอย” และแปลโดยสิทธิชัย แสงกระจ่าง มาอ่าน หนังสือแปลเล่มนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Kreutzer Sonata ในหน้าคำนำบรรยายเอาไว้ว่าตอลสตอยได้รับแรงบัลดาลใจในการแต่งนิยายเรื่องนี้จากการที่เขาได้ฟังการบรรเลงไวโลโอลินโซนาต้าของบีโธเฟ่น ซึ่งเล่นโดยลูกสาวของตอลสตอย เมื่อเพลงมาถึงช่วงกลางของมูฟเม้นต์ที่หนึ่ง ขณะที่ไวโอลินและเปียโนเล่นหยอกกันด้วยความเร็ว ตอลสตอยก็ไม่สามารถอดกลั้นความสะเทือนใจนั้นได้ เขาได้ออกมาจากห้องที่ลูกสาวกำลังบรรเลงเพลง และกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นิยายเรื่องเพลงสังหารเป็นนิยายท้าทายศีลธรรมเรื่องหนึ่งของตอลสตอย (สมัยนั้นการคบชู้สู่ชายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้ ยิ่งนำเสนอในรูปแบบที่แสดงให้เห็นความรู้สึกของฝ่ายหญิงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ชนชั้นสูงมองเป็นเรื่องน่ารังเกียจ) เมื่อนิยายเรื่องนี้เขียนเสร็จมันโดนแบนไม่ให้จำหน่ายในรัสเซีย คนอ่านจะต้องลอกนิยายด้วยลายมือ จากอีกทอดหนึ่งไปสู่คนอ่านอีกคนหนึ่งจึงจะได้อ่าน

เมื่อผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบผมก็ไปตามหาซื้อเทปเพลงนี้มาฟังด้วยความยากลำบาก ซึ่งสมัยนั้นมีร้านขายเทปไม่กี่ร้านที่มีเพลงคลาสสิกขาย ผมไปได้เทปชุดนี้มาจากร้านโดเรมีสยาม จนกระทั่งซีดีเริ่มเข้ามาสู่ตลาด ผมจึงได้แผ่นซีดีชุดนี้มาเป็นเจ้าของ ที่ผมต้องหาซีดีมาฟังเพิ่มเป็นเพราะว่าผมฟังเวอร์ชั่นนี้จนคุ้นเคย จนกลายเป็นมาตรฐานของเพลงชุดนี้ไปเสียแล้ว ฟังจากศิลปินท่านอื่นที่เล่นก็หาได้ลื่นไหลเท่ากับแผ่นซีดีชุดนี้

Kreutzer Sonata เป็น Violin Sonata หมายเลข 9 ในบันไดเสียง A major (รู้สึกว่าบีโธเฟ่นจะถูกโฉลกกับเลขเก้าเอามาก ๆ ) แต่งขึ้นในปี 1802 ตอนนั้นบีโธเฟ่นได้อุทิศเพลงนี้ให้กับ Gorge Bridgetower ซึ่งเป็นนักไวโอลินที่เล่นคู่กับบีโธเฟ่นในรอบพรีเมียร์ หลังการแสดง ทั้งสองได้ไปดื่มฉลองกัน แต่จอร์จซึ่งกำลังเมาได้ที่เริ่มพูดจาดูถูกเหยียดหยามเพื่อนสาวของบีโธเฟ่นจนเธอหนีหายไม่ยอมกลับมา ทำให้บีโธเฟ่นซึ่งเจ้าอารมณ์อยู่แล้วได้ขีดฆ่าชื่อจอร์จออกจากการคำอุทิศ โดยเปลี่ยนมาอุทิให้แก่ Rodolphe Kreutzer ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักไวโอลินที่กำลังเป็นที่สนใจของคนฟัง แต่กระนั้นครอยท์เซอร์ก็ไม่เคยเล่นเพลงไวโอลินโซนาต้า หมายเลข 9 ชองบีโธเฟ่นเลย ต่อมาคนฟังก็นิยมเรียกเพลงนี้ว่าครอยท์เซอร์โซนาต้าจนติดปาก

มูฟเม้นต์แรก ไวโอลินเริ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า เปียโนตามมาด้วยความเงื่องหงอย ก่อนจะเริ่มบรรเลงเร็วขึ้น เปียโนพรมนิ้วรวดเร็ว ไวโอลินชักคันชักอย่างปราดเปรียว เครื่องดนตรีทั้งสองหยอกล้อท่วงทำนองกันและกันอย่างสอดประสาน โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักไปมา จุดเด่นของมูฟเม้นต์อยู่ที่เสียงไวโลลินสามารถเล่นได้เข้าขากับเปียโนได้ขนาดไหน

มูฟเม้นต์ที่สองเปียโนบรรเลงด้วยท่วงทำนองช้า ไวโลลินล้อกับท่วงทำนองเปียโน ท่อนนี้ค่อนข้างเศร้า เปียโนเริ่มเร็วขึ้น ไวโอลินประสานเสียงเพื่อเสริมให้เปียโนได้แสดงความสามารถเต็มเปี่ยม กลางเพลงไวโอลินเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักของเปียโนด้วยความเร็วปานกลาง ช่วงใกล้จบเพลงยิ่งเต็มไปด้วยความเศร้า บรรยากาศหนืดเนือย เหมือนพลังชีวิตเหือดหาย

มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร็ว มูฟเม้นต์นี้ดูเหมือนความคลี่คลายยังคงแฝงเร้นอยู่ ท่วงทำนองที่เล่นอย่างระมัดระวัง เต็มไปด้วยความคิดคำนึง ตั้งคำถาม ก่อนจบลงด้วยความฉงน

Kreutzer Sonata คือเพลงที่มีความโดดเด่นในเรื่องท่วงทำนอง โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกนั้นฟังแล้วติดหู ความเร้าใจของเพลงราวกับแหวกหัวใจคนฟัง เมื่อฟังแล้วมองเห็นภาพความสยดสยองของชีวิตที่มีรูปแบบนามธรรมได้อย่างแจ่มชัด

ส่วนเพลงอื่นในอัลบัมนี้คือ ไวโอลินโซนาต้า หมายเลขห้า มีชื่อเล่นว่า Spring Sonata เพลงนี้มีความไพเราะจับใจ บรรยายบรรยากาศท้องทุ่ง วิถีชีวิตที่งดงาม สปริงโซนาต้ามีท่วงทำนองที่คุ้นหู เป็นเพลงในแนวโรแมนติคหวานฉ่ำ เพลงนี้แต่งขึ้นในช่วงปี 1802 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่บีโธเฟ่นกำลังแต่งซิมโฟนี่หมายเลขหนึ่งอยู่ ผลงานในช่วงดังกล่าวยังคงมีกลิ่นของงานบูชาครู กล่าวคือยังคงยึดหลักเกณฑ์หรือขนบของการแต่งเพลงเอาไว้อย่างครบถ้วน

เพลงสุดท้ายของอัลบัมคือโซนาต้าสำหรับเปียโนและไวโอลินเพลงสุดท้ายของบีโธเฟ่น แต่งขึ้นในปี 1812 กว่าจะได้แสดงก็ปี 1816 หมายเลขสิบมีท่วงทำนองที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและครุ่นคิด ขณะเดียวกันก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดเผย ดูเหมือนมันสามารถคลี่คลายความเป็นดนตรีของบีโธเฟ่นได้อีกระดับหนึ่ง ช่วงเวลานี้บีโธเฟ่นได้ค้นพบสไตล์ของตัวเอง ผ่านห้วงเวลาวัยหนุ่ม ผ่านความสำเร็จและกำลังท้าทายศักยภาพของตัวเองที่กำลังเริ่มป่วย หูหนวก รวมถึงอารมณ์ที่ผันเปลี่ยนขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวเอง ดังนั้นเสียงที่บีโะเฟ่นกำลังลรรยายจึงเป็นอีกเสียงหนึ่งที่เขาได้ยินในความเงียบ

อัลบัมนี้บรรเลงไวโอลินโดย Zino Francescatti และ เปียโนโดย Robert Casadesus โดยเฉพาะโรเบิร์ต คาซาเดซุสนั้น เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือมากคนหนึ่ง ครอบครัวของเขาก็เป็นนักดนตรีทั้งตระกูล เมื่อใดที่ได้ฟังเพลงจากอัลบัมนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าการตีความเพลงของอัลบัมนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก การสอดประสานระหว่างเปียโนและไวโอลินทำได้อย่างเข้าขากัน ทำงานเป็นทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง ลองเอาครอยท์เซอร์โซนาต้าอัลบัมนี้ไปเทียบกับศิลปินท่านอื่นดูเถิดครับ ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าแผ่นนี้กลมกล่อมที่สุดแผ่นหนึ่ง และหาคนเทียบเทียมยากเหลือเกิน

Sound: 7

Music: 9

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

ห้าซิมโฟนี่ไม่ดังที่ควรฟังก่อนตาย

เผลอไม่หายใจเพียงวินาที หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัดผ่าน ฉบับนี้ผมขอนำเสนอซิมโฟนี่ไม่ดังห้าหมายเลขที่ต้องฟังก่อนตาย นี่คือไฟต์บังคับที่คนฟังเพลงคลาสสิกทั้งขาเก่าขาใหม่ไม่ควรพลาด ทั้งนี้ผมขอละเว้นซิมโฟนี่ของท่านบีโธเฟ่นนะครับ ผมขอละท่านบีโธเฟ่นที่ผมรักเอาไว้บนชั้นชั่วคราว ในฐานะที่เพลงของท่านไม่ว่าแง่ไหนมีคนรู้จักอย่างดียิ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนี่หมายเลข 5 หมายเลข 7 และหมายเลข 9 สามหมายเลขนี้เป็นอมตะนิรันดร์อยู่เหนือกาลเวลาไปแล้ว อีกหลายร้อยปีข้างหน้าทั้งสามซิมโฟนี่ของบีโธเฟ่นก็ยังคงได้รับการเล่นการพูดถึงและการฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย และเราคงได้ยินได้ฟังทั้งสามหมายเลขนี้จากสื่ออื่น ๆ ไม่เฉพาะในฐานะดนตรีคลาสสิก เพื่อไม่เสียเวลาผมขอแนะนำเลยนะครับ



The Planets: Gustav Holst

ซิมโฟนี่บทนี้แปลกต่างจากซิมโฟนี่บทอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะรูปแบบการนำเสนอ อาจจะเรียกซิมโฟนี่แบบนี้ว่า Symphony Fantastic ก็ได้ ถ้ากล่าวว่าบีโธเฟ่นเป็นนักปฏิวัติดนตรีคลาสสิก กุสตาฟ โฮสล์ต ก็เป็นหนึ่งที่ได้รับมรดกของแนวคิดนี้ ซิมโฟนี่ เดอะ แพลนเน็ต เป็นการนำเสนอซิมโฟนี่ผ่านคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่องราวดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล ซิมโฟนี่เพลงนี้มีด้วยกัน 7 มูฟเม้นต์ แต่ละมูฟเม้นต์ตั้งชื่อตามชื่อดาวนพเคราะห์ เริ่มจากมูฟเม้นต์แรก Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม Venus เทพเจ้าแห่งสันติสุข Mercury ผู้ส่งสาร Jupiter เจ้าแห่งความสุข Saturn เทพแห่งยุคโบราณ Uranus ความมหัศจรรย์ และ Neptune ความลึกลับ

กุสตาฟ โฮสล์ต เป็นชาวอังกฤษมีเชื้อสายสวีเดน ช่วงวัยหนุ่มของเขาเติบโตมากับวรรณกรรมอย่างออสการ์ ไวลด์, อาร์เธอ โคนัน ดอยท์, เบอร์นาร์ด ชอร์, โมเนต์ และไชคอฟสกี้ จึงไม่แปลกที่โฮสล์ตจึงมีแนวทางดนตรีในรูปแบบสมัยใหม่ (Modern Age) ต่างจากคีตกวีของอังกฤษทั่วไป

เดอะ แพลนเน็ตแต่งขึ้นในช่วง 1914-1916 ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดำเนินมาถึงช่วงกลางของสงคราม ชะตากรรมของยุโรปยังมองไม่เห็น การเรียกร้องต่อสันติภาพเริ่มคุกรุ่น และสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำ จึงไม่เแปลกที่ซิมโฟนี่บทนี้จึงนำเสนอภาพของสงคราม สันติภาพออกมาได้อย่างลึกซึ้งงดงาม การใช้ดาวเคราะห์เป็นตัวแทนของเนื้องเรื่อง ทำให้โฮสล์ตนำเสนอบทเพลงของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา รูปแบบของซิมโฟนี่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดสมัยใหม่ และเพลงในยุคคลาสสิกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ท่อนที่ผู้ฟังคุ้นหูที่สุดท่อนหนึ่งคือ Jupiter สำหรับแผ่นที่น่าฟังของเพลงนี้บรรเลงโดย New York Philharmonic กำกับวงโดย เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ หรือแผ่นที่เล่นโดย Royal Philharmonic – London Philharmonicกำกับวงโดยอังเดร เพรวิน


Symphony No.7: Antonin Dvorak
คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยเพลงที่ฮิตที่สุดของดโวชาร์คคือ ซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ ซึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะจับใจแสดงตัวตนของดโวชาร์คได้เป็นอย่างดี ทว่านักฟังเพลงบางคนอาจจะไม่ปลื้มกับผลงานดโวชาร์คเท่าไหร่นัก เพราะความโฉ่งฉ่างอลังการของดโวชาร์คนั้นเป็นสไตล์ที่ทำให้งานของเขากลายเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัว เล่นและฟังเมื่อไหร่ก็จะทราบว่าเป็นของคีตกวีชาวเชกได้ไม่ยาก แต่ท่ามกลางความอึกทึกงานของดโวชาร์คมักจะสอดแทรกท่วงทำนองพื้นบ้านลงไปจึงทำให้บทเพลงของเขาผสมผสานความงดงามไพเราะจับใจ

สำหรับซิมโฟนี่หมายเลข 7 เป็นซิมโฟนี่ที่โดดเด่นของคีตกวีท่านนี้ ท่วงทำนองหลักของเพลงติดหูผู้ฟัง บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคิด โหมกระหน่ำ ตั้งคำถาม
ซิมโฟนี่หมายเลขเจ็ดแต่งขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 1884 ดโวชาร์คชื่นชมซิมโฟนี่หมายเลขสามของบราห์มเป็นอย่างมาก จึงได้รับแรงบันดาลใจจากบราห์มอยู่ไม่น้อย ดโวชาร์คใช้เวลาเขียนเพลงนี้หนึ่งปี เปิดแสดงครั้งแรกที่ลอนดอนในวันที่ 22 เมษายน 1885

แผ่นที่น่าสนใจมีหลายเวอร์ชั่นอันได้แก่ Scottish Nation Orchestra กำกับวงโดย Neeme Jarvi สังกัด Chandos, Berliner Philharmonic กำกับวงโดยแฮร์เบิร์ต ฟอน คารายัน และคลีฟแลนด์ ออร์เครสตร้า กำกับวงโดย Christoph von Dohnányi


Symphony: No.7 (8) “Unfinished”: Franz Schubert
ถ้าหากพูดถึงซิมโฟนี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว โดยไม่พูดถึงผลงานของชูเบิร์ต ก็คงจะทำให้การฟังเพลงคลาสสิกหมดซึ่งรสชาติหอมหวาน จะกล่าวว่าชูเบิร์ตเป็นเหมือนเงาของท่านบีโธเฟ่นก็อาจจะพูดได้ บางคนอาจจะนึกถึงชื่อของชูเบิร์ตได้แต่ระลึกไม่ได้ว่าท่านแต่งซิมโฟนี่เอาไว้กี่เพลง และในจำนวนนั้นมีท่อนไหนบ้างที่ทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่แสนสาหัสของท่าน

การจัดอันดับหมายเลขซิมโฟนี่ของชูเบิร์ตค่อนข้างจะมีรายละเอียดพอสมควร เพราะมีการค้นพบซิมโฟนี่อื่น ๆ ของคีตกวีท่านนี้ในภายหลัง ซิมโฟนี่หมายเลข 7 หรือบางสำนักก็เรียกว่าหมายเลข 8 แต่ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ “Unfinished” ซึ่งมีสองมูฟเม้นต์ที่แต่งเป็นออร์เครสตร้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนท่อน Scherzo นั้นใกล้จะสมบูรณ์สำหรับเปียโนสกอร์ และแต่งเป็นออร์เครสตร้าสำเร็จไปเพียงสองหน้าเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าท่านชูเบิร์ตน่าจะแต่งท่อน Finale ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีเพียงสองท่อนเท่านั้นที่สมบูรณ์ เวลาวงออร์เครสตร้านำมาบรรเลงก็จะนำมาบรรเลงเพียงสองท่อนที่แต่งเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

Unfinished เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชูเบิร์ต ลักษณะเพลงที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ดนตรีบรรเลงอย่างนุ่มนวล จังหวะช้าเร็วไม่กระแทกกระทั้น การสอดประสานของเสียงประสานที่อ่อนช้อย แม้เพลงยังแต่งไม่เสร็จ แต่สาระของดนตรีชูเบิร์ตก็ยังไม่เจือจางลงไป การทิ้งให้ฟังเพลงสองท่อนก็มีเสน่ห์น่าติดตามไปอีกแบบ สำหรับแผ่นที่น่าสนใจคือ Columbia Symphony Orchestra กำกับวงโดย Bruno Walter หรือจะเป็นแผ่นที่เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber


Symphony No.1: Gustav Mahler

กุสตาฟ มาเฮอร์เป็นชาวโบฮีเมียร์ เยอรมันเชื้อสายยิว เป็นทั้งคีตกวี เป็นทั้งคอนดักเตอร์ ท่านเกิดมาในช่วงรุ่งโรจน์แห่งยุคโมเดิร์น วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า อุตสาหกรรมเฟื่องฟู และมนุษย์ค้นพบความลับของธรรมชาติมากมายมหาศาล ถึงขั้นเข้าใกล้เข้าใจความเป็นไปของสวรรค์แม้น้อยนิดก็ตาม ดนตรีของมาเฮอร์จึงนำเสนอดนตรีสมัยใหม่ แต่แนวคิดทางด้านดนตรีของท่านก้ยังผูกติดอยู่กับความโรแมนติก แม้จะมองสรรพสิ่งของยุคซึ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ แต่ศิลปินก็ยังต้องทำงานศิลปะภายใต้อารมณ์และความอ่อนไหว

ซิมโฟนี่หมายเลข 1 ของกุสตาฟ มาเฮอร์ เขียนขึ้นและแสดงครั้งแรกในปี 1888 และแสดงในรอบปฐมทัศน์ในปี 1889 ที่บูดาเปรส ในตอนนั้นนำเสนอในฐานะ Symphonic Poem ซึ่งแบ่งออกเป็นสองภาค จากนั้นจึงมาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Titan กระนั้นก็ยังเรียกซิมโฟนี่บทนี้ว่า Symphony in D Major จนกระทั่งปี 1899 จึงได้ชื่อว่า ซิมโฟนี่หมายเลข 1 แค่ชื่อเพลงก็มีความเป็นมายืดยาว เป็นธรรมดาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชื่อผลงาน หรือชื่อเพลงนั้นเกิดขึ้นเสมอ ไม่เฉพาะคีตกวีท่านนี้เท่านั้น

ท่านมาเฮอร์เป็นคีตกวียุคใหม่ไฟแรง ผลงานของท่านอาจจะฟังยากกว่าดนตรีในยุคบาโร้ค การผสมวงออร์เครสตร้าของมาเฮอร์นั้นยิ่งใหญ่อลังการ ซิมโฟนี่ของท่านหลายเพลงยาวเหยียดเกินชั่วโมง คนฟังจึงต้องตั้งสมาธิกันยาวนานหน่อย แต่รับรองว่าความยิ่งใหญ่ของดนตรีไม่เป็นรองใคร แผ่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ Saint Louis Symphony Orchestra กำกับวงโดย Leonard Slatkin สังกัด Terlarc


Symphony No.4: Johannes Brahms
บราห์มเป็นคีตกวีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ผู้คนรู้จักเปียโนคอนแชร์โต้ของคีตกวีท่านนี้อย่างประจักษ์แจ้งว่าไพเราะเสนาะโสตเพียงไร บราห์มแต่งซิมโฟนี่เอาไว้ด้วยกันเพียงสี่ซิมโฟนี่ บางคนอาจจะว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับแฟนของบราห์มแล้วคิดว่าเพียงสี่ซิมโฟนี่เท่านั้นก็บรรลุถึงขั้นโสดาบรรณทางดนตรี ไม่มีอะไรพิสูจน์คำอ้างได้เท่าทดลองฟังเอง

อิทธิพลของบราห์มมิใช่แค่ในยุคของเขา แต่ส่งถึงดนตรีคลาสสิกในยุคหลังด้วย โจอาคิม (นักไวโอลินชื่อก้องในสมัยนั้น) ได้มอบจดหมายแนะนำตัวบราห์มในวัยหนุ่มนำไปให้กับชูมานน์ ชูมานน์นั้นก็ทึ่งกับเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้จนถึงกับเขียนบทความถึงบราห์ม บราห์มหลงรักคาร่าภรรยาของชูมานน์ แม้เขาจะผ่านพบหญิงสาวหลายคนทว่าเขาเก็บเธอไว้ในดวงใจ ไม่เคยแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่เป็นโสดจนสิ้นลม

ซิมโฟนี่หมายเลขสี่ เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของบราห์มชิ้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคำนึง เป็นซิมโฟนี่ที่หนักแน่นของคีตกวีผู้นี้ แผ่นที่น่าสนใจ เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber หรือ เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ สองแผ่นนี้สังกัดดอยท์แกรมมาโฟน

ห้าซิมโฟนี่ที่ผมแนะนำนี้ แม้จะไม่ใช่ห้าซิมโฟนี่ฮิต แต่เป็นห้าซิมโฟนี่ที่ได้รับการยอมรับจากคนฟังมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ทั้งห้าบทเพลงมีสารัตถะของมันแฝงเร้นอยู่ แน่นอนอาจจะฟังยากบ้างง่ายบ้าง แต่ผมเชื่อว่าดนตรีคลาสสิกเป็นงานเพลงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะซิมโฟนี่ซึ่งต้องบรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่ เสียงดนตรีที่เกิดจากวงออร์เครสตร้ามิได้เกิดจากเสียงใดเสียงหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่พร้อมเพรียงกันบรรเลงตัวโน้ต

Chopin’s 200 th Anniversary: ระลึกถึงโชแปง

โดย นิวัต พุทธประสาท

Thailand Philharmonic Orchestra

ในการแสดงคอนเสิร์ตของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทยคำ่คืนวันที่ 15 มกราคม 2553 ที่หอแสดงดนตรีของวิทยาลัยเริ่มต้นด้วยบทเพลงไทยเดิม “ขอมทรงเครื่อง” เรียบเรียงเสียงประสานโดยร้อยเอกประทีป สุพรรณโจน์

ร้อยเอกประทีปเป็นวาทยากรประจำวง TPO เขาเข้ารับการศึกษาดนตรีที่โรงเรียนทหาร ในหลักสูตร Band Master Course จากนั้นก็ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลับคิงส์ตันประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นเขายังประสบความสำเร็จได้รับรางวัลต่าง ๆ ในฐานะคอนดัคเตอร์ โดยเฉพาะการกำกับเพลงมาร์ช

มิต้องสงสัยเมื่อเขานำวง TPO บรรเลงเพลง “ขอมทรงเครื่อง” การสอดแทรกดนตรีมาร์ชเข้าไปในท่วงทำนอง ทำให้การบรรเลงมีความฮึกเหิม ผสมแนวดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ และนักดนตรีมีความคุ้นเคยกับท่วงทำนองเพลงไทย จึงทำให้เสียงของวงมีความหนักแน่น รายละเอียดของดนตรีเต็มเปี่ยมด้วยการพรรณาทางอารมณ์ และจบเพลงด้วยการกลับสู่ท่วงทำนองเริ่มต้น ทำให้เพลง “ขอมทรงเครื่อง” กลายเป็นเพลงโอเวอร์เจอร์ที่สมบูรณ์แบบก่อนก้าวสู่โปรแกรมการแสดงเอกของค่ำคืน

โปรแกรมเอกของค่ำคืนนี้คงอยู่ที่การบรรเลงเพลง Piano Concerto No.2 in F minor, op.20 ของโชแปง

Chopin

Frédéric François Chopin เกิดในวันที่ 1 มีนาคม 1810 ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ นอกกรุงวอร์ซอประเทศโปแลนด์ ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นกลางที่มักคุ้นกับสังคมชนชั้นสูง ตระกูลขุนนาง ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำให้โชแปงเริ่มต้นชีวิตการทำงานดนตรีได้เป็นอย่างดี โชแปงฉายแววอัจฉริยภาพตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้รับการต้อนรับอย่างดีที่กรุงปารีส ในวัยเพียงยี่สิบเขาก็แต่งเปียโนคอนแชร์โต้สำเร็จ เขาผสมผสานอารมณ์แนวคีตกวีเข้ากับฝีมือการเล่นเปียโนได้อย่างลงตัว จึงทำให้บทเพลงชองโชแปงสร้างสรรค์เสน่ห์ที่ยากจะมีใครเหมือน

คอนเสิร์ตครั้งนี้ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนคือ Jerzy Stercznski เกิดในปี 1957 ที่ Beilsko-Biała ประเทศโปแลนด์ เขาเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุหกขวบ ที่สถาบันดนตรี Katowice และศึกษาต่อที่ลอนดอน กับ John Bingham ช่วงปี 1989 Jerzy Stercznski เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Frédéric Chopin

การบรรเลง Piano Concerto No.2 ร่วมกับวง TPO ในคืนนี้จึงเป็นโอกาสพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองสองร้อยปีโชแปง หากเดินสำรวจผู้ชมดนตรีครั้งนี้ก่อนเข้างาน เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่สนใจดนตรี และผู้ที่ชื่นชอบดนตรีคลาสสิกต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง ทำให้ผู้จัดต้องเพิ่มเก้าอี้เสริมและเยาวชนบางคนไม่มีที่นั่งจำต้องใช้บันไดเป็นที่นั่งฟัง บรรยากาศเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในการแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิก จะบอกว่าหอแสดงของวิทยาลัยนั้นมีขนาดเล็กก็อาจจะถูก แต่หาไม่ที่จะกลบเกลื่อนความกระตือรือร้นของผู้ชมไปมิได้ น่าเสียดายที่มีเก้าอี้ของสปอนเซอร์ว่างเว้นไว้หลายที่ อันทำให้ผู้ที่พลาดโอกาสไม่สามารถเข้าไปนั่งชมได้

ที่น่าติติงอีกประการคือ หากทางผู้จัดคะเนจำนวนผู้มาร่วมงานแล้วว่าค่ำคืนไหนผู้คนมากล้นเป็นพิเศษ ควรจะเรียกให้ผู้ชมเข้าหอการแสดงก่อนเวลาเรียกปกติสัก 5-10 นาที เพราะทางวง TPO เล่นคอนเสิร์ตค่อนข้างตรงเวลา และไม่มีพิธีรีตรองมากมายจนล่าช้า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ชมที่มาทีหลังรบกวนสมาธิผู้ชมที่เข้ามานั่งก่อนหน้านี้และรบกวนสมาธิผู้แสดงดนตรีพอสมควร (และเกิดเสียงดังหลายครั้งในช่วงแสดง)  แม้จะเป็นความผิดพลาดที่ไม่คาดคิด แต่ผมเชื่อว่าทางผู้จัดจะพัฒนาโดยจัดการให้ดีขึ้นในอนาคต

Jerzy Stercznski

มาถึงการแสดงอันน่าตื่นเต้นในค่ำคืนนี้ เปียโน Stienway ได้รับการเข็นออกมาตั้งบนกลางเวที คุณเจอร์ซีประจำตำแหน่ง วงดนตรีเริ่มบรรเลงโน้ตแรกของลีลาแรกอย่างพร้อมเพรียง ลีลาการแสดงของคุณเจอร์ซีถือได้ว่ายอดเยี่ยม เรียบร้อย การแสดงออกเต็มเปี่ยมด้วยความนิ่มนวล ตัวโน๊ตหลั่งไหลราวสายน้ำ ผมค่อนชื่นชอบอารมณ์การเล่นของคุณเจอร์ซีแม้ในอดีตผมเชื่อว่าเขาคงบรรเลงบทเพลงนี้ของโชแปงมานับไม่ถ้วน แต่กระนั้นการสอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกของเขาก็ยังคงสด กระจ่าง กระฉับกระเฉง การสนองตอบต่อการบรรเลงของวงก็ทำได้อย่างดี เป็นทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยม สไตล์การเล่นของคุณเจอร์ซีไม่เน้นตัวโน๊ตที่ชัดถ้อยคำ แต่โน๊ตของเขามีลักษณะที่อ่อนไหว ไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำในฤดูแล้ง ความนุ่มนวลยิ่งสะท้อนให้เห็นแง่มถมการตีความลึกซึ้ง ท่อนเบาช้าเสียงของเปียโนนั้นน่าฟังสุดพรรณา ลีลาสองที่เป็นท่วงทำนองช้ายิ่งแสดงให้เห็นคุณภาพของดนตรี และในลีลาสุดท้ายการประสานทีมเวิร์คของ TPO กับผู้แสดงเดี่ยวผสานเป็นหนึ่งเดียว วงดนตรีเล่นได้เป็นระเบียบเรียบร้อย โอบอุ้มเสียงเปียโนที่หลั่งไหลอย่างนิ่มนวล เมื่อจบเพลงผู้คนปรบมืออย่างยาวนานต่อเนื่อง จนคุณเจอร์ซีต้องบรรเลงอังกอร์ถึงสองรอบ

tchaikovsky

กล่าวได้ว่าวง TPO แสดงเปียโนคอนแชร์โตบทนี้ของโชแปงได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ผมเชื่อว่าคุณเจอร์ซีนั้นมีความสามารถหลับตาเล่นเพลงนี้ได้อย่างถูกต้อง ทว่าการปฏิสัมพันธ์กับวงก็ทำให้เขานำเสนอผลงานได้ละเมียดละไม ไม่โชว์การเล่นที่เป็นการแสดงกายกรรมในแบบที่นักดนตรีอื่น ๆ ชอบกระทำ ซึ่งถือเป็นรสนิยมอันดีของนักดนตรี

หลังการพักแสดง TPO กลับมาบรรเลงเพลง Swan Lake Ballet Suite, op.20 ของ Tchaikovsky

ต้องบอกว่าการฟังเพลงนี้ของ TPO ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่สิ่งที่ผมคิดผิดคาดไปมาก ถึงมากที่สุด ต้องบอกว่าร้อยเอกประทีปนั้นชุบชีวิตของ TPO ให้ออกมาเล่นเพลงที่หลากหลายแนวทาง เพลงจาก Swan Lake นั้นมีลีลาหลายรูปแบบ และเพลงก็เน้นจังหวะเพื่อให้เต้นรำแบบบัลเล่ต์ โดยเฉพาะจังหวะเพลงวอลซ์ เพลงมาร์ช ร้อยเอกประทีปทำให้วงเล่นได้อย่างฮึกเหิม ดุดัน เต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง ทุกครั้งที่เครื่องดนตรีโหมกระหน่ำ รายละเอียดของดนตรีทำได้อย่างดียิ่ง เสียงเครื่องเคาะสร้างความโดดเด่นให้กับบทเพลง ไม่แพ้กลุ่มเครื่องดนตรีอื่น

การแสดงในคืนนี้จบลงด้วยความอิ่มเอมของผู้ฟัง ทั้งโชแปงและไชยคอฟสกี้ แล้วทำให้ผมนึกไปไกลว่า TPO น่าจะก้าวขึ้นไปไกลได้กว่านี้อีกหลายเท่า หรือให้ดีที่สุดรักษามาตรฐานนี้ให้ดำรงอยู่นานเท่านาน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers