Info

Posts tagged Classic

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

ดนตรีไร้พรมแดน: บ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย

ผมห่างหายการชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกมานานพอสมควร จำแทบไม่ได้ว่าครั้งหลังสุดตอนไหน ปัจจัยแรกคือ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ช่วงหลังผมย้ายห่างจากธนบุรีไกลมาถึงบางบอน-เอกชัย พูดง่าย ๆ เป็นเขตชายแดนติดสมุทรสาคร-มหาชัย อีกด้านติดจังหวัดนครปฐม-สามพราน เมื่อปีที่แล้วออฟฟิศย้ายมาปักหลักที่สามพรานอย่างถาวร ทำให้ผมกลายเปลี่ยนเป็นคนชนบทไปโดยปริยาย แน่นอนครับจากสามพรานเข้ากรุงเทพไม่ไกลนัก แต่คิดถึงจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้วขอบอกว่าสาหัสครับ ถ้านั่งรถสาธารณะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือสยามสแคว์ผมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง สาหัสที่สุด เรื่องไปชมดนตรีอันเพริดแพร้วนั้นลืมได้เลย ต้องฝ่าจราจรคับคั่งไปถึงก็หมดอารมณ์สุนทรีย์เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมประเทศไทย ยิ่งอยู่ไกลห่างจินตนาการ

หน้าทางเข้าหอการแสดงดนตรี

เมื่อหลายปีก่อนการก่อตั้งสาขาภาคดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เกิด “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และในเวลาต่อมามีการจัดตั้ง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) โดยมีอาจารย์สุกรี เจริญสุขก็เข้ามาเป็นผู้อำนวยการดนตรี และปลุกปล้ำให้เกิดวงดนตรีคลาสสิกอาชีพขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินครึ่งหนึ่งและทางวิทยาลัยออกครึ่งหนึ่ง TPO นั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างเป็นระบบ ช่วงปีแรก ๆ ชื่อเสียงของวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผมไม่มีเวลาไปชมคอนเสิร์ตตของเขาเสียทีจนย้ายออฟฟิศมาอยู่สามพราน และจัดการชีวิตได้ลงตัวขึ้น ประกอบกับโปรแกรมดนตรีของ TPO ในปีนี้ (Season 5th) ออกมาแบบทั้งซีซัน ทำให้ผู้ชมอย่างผมไม่ต้องคอยเดาว่าเมื่อไหร่วงจะมีการแสดง และจะแสดงวันไหน เวลาใด โปรแกรมมีให้ดูได้ที่เวบไซต์ของเขา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของช่องทางสื่อสารกับผู้ชมเลยทีเดียว

ในคอนเสิร์ตแรกที่ผมได้ไปชม TPO ก็คือคอนเสิร์ต Celebrate Beethoven & Brahms ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นโปรแกรมแรกเริ่มด้วย Overture “Cosi fan tutte” ของ Mozart ตามด้วย Violin Concerto in D major ของ Beethoven หลังพักการแสดง เริ่มด้วยเพลงไทยเดิมซึ่งนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในเพลง Yuan Khlao และปิดท้ายด้วย Symphony หมายเลข 2 ของบราห์ม

ด้านนอกหอแสดงดนตรี

สำหรับวาทยากรรับเชิญในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Claude Villart ส่วนผู้เล่นเดี่ยวไวโอลินคือ Gernot Winischhofer

เพลงไวโอลินคอนแชร์โตของบีโธเฟ่นเป็นเพลงที่ผู้ฟังทราบกันดีว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ไพเราะ และเชื่อว่าท่านผู้ฟังเพลงคลาสสิกคงได้เคยฟังเพลงนี้ของบีโธเฟ่นมาจากที่ใดที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย การนำเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาบรรเลงนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือผู้ชมได้สัมผัสเพลงที่คุ้นเคยทำให้มีความสุขต่อการฟัง ข้อเสียคือมันทำให้การเล่นนั้นยากขึ้นเพราะต้องเล่นให้ได้ดีเพราะมีการเปรียบเทียบกับวงอื่น ๆ แต่กระนั้นวง TPO กลับเล่นได้เป็นอย่างดี แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือเพลง Yuan Khlao เหมือนกับนักดนตรีมั่นใจเล่น (เพราะทำนองเพลงไทยเดิมที่คุ้นเคย) ทำให้เสียงของวงก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเพลงซิมโฟนีหมายเลขสองของบราห์มก็ไพเราะจับใจผู้ฟัง ผมชอบการควบคุมวงของ Claude Villart เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนแกชี้ไปที่จุดใดเสียงของกลุ่มนั้นก็จะตอบสนองแกได้เป็นอย่างดี

หลังจบคอนเสิร์ตผมอิ่มเอมเป็นอย่างมากครับ และตั้งตารอโปรแกรมถัดมาในเดือนมกราคม

หลังปีใหม่เพียงไม่กี่วัน TPO ก็มีคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ ในชื่อชุดว่า Classical Magic

ทางเดินอันร่มรื่นในบริเวณวิทยาลัย

ในวันที่ผมไปชมผมมีโอกาสไปถึงก่อนเวลาแสดงชั่วโมงครึ่ง ผมจึงมีเวลาเดินชมรอบ ๆ หอการแสดงดนตรี ซึ่งรอบบริเวณเป็นอาคารเรียน แต่อย่าคิดจินตนาการว่ามันเป็นอาคารเรียนในแบบที่เราคุ้นเคยนะครับ ผมทึ่งในการจัดการของมหิดลอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีลูก แล้วลูกผมได้เข้าเรียนที่นี่ผมก็จะสนับสนุนอย่างดี เพราะรอบบริเวณนั้นจัดการได้อย่างงามตา แม้อาคารจะเป็นสถาปัตยกรรมในแบบโพสต์โมเดิล ไม่เน้นรายละเอียดหรือความอลังการยิ่งใหญ่ พื้นที่ถูจัดสรรค์เป็นสัดส่วน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ให้นักศึกษา มีต้นไม้ ร่มเงาไม้ ทางเดินริมคลองซึ่งใช้ไม้ตีเป็นทางเดิน มีร้านอาหารของคณะซึ่งจัดสร้างได้สวยงาม เรียบง่าย ผมไปเดินเล่นที่ริมน้ำ ห้อยขาอ่านสูจิบัตรซึ่งจัดทำได้ดีมาก จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหาร เพื่อลองชิมอาหารของเขา ผมดูเมนูแล้วมีทั้งอาหารไทยและอาหารยุโรป สนนราคาไม่แพงเลยครับ ราคามาตรฐานทั่วไป บรรยากาศของร้านถือว่าดีมากเช่นกัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวหรือคนรักมานั่งทานอาหารแบบเงียบ ๆ ในบรรยากาศร่มรื่น กินอาหาร ดื่มกาแฟเสร็จผมก็เดินกลับไปที่หอแสดงดนตรี

อาคารเรียน

ที่ต้องเตือนหน่อยหนึ่งนะครับคือว่า ทางผู้จัดงานค่อนข้างจะตรงเวลาพอสมควร ท่านที่ไปชมคอนเสิร์ตควรจะไปล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างช้าสุดครึ่งชั่วโมง หากกลัวว่าไปก่อนแล้วจะไม่มีอะไรทำ ไม่เป็นเช่นนั้นครับ ออกไปเดินเล่นในบริเวณนั้นสูดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วละครับ

ทางเดินริมคลอง

รายการ Classical Magic เริ่มบรรเลงด้วยดนตรีไทย และตามด้วย Overture “The Magic Flute” ของท่านโมสาร์ท จากนั้นก็เข้าสู่การบรรเลง Concerto for Viola and Orchestra ของ Béla Bartók

แสดงเดี่ยววิโอลาโดย Peter Langgartner ต้องบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงปราบเวียนเหลือเกิน เป็นเพลงยากที่หาฟังได้ไม่ง่ายนัก ดนตรีมีทั้งเล่นเบา เบามาก และช่วงที่เอื่อยไหลของดนตรีก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าการสลับเล่นเพลงคลาสสิกยุคใหม่ ๆ แบบนี้ ทำให้วงดนตรีสามารถพัฒนาขึ้นและเป็นการลดความซ้ำซากของการเล่น ข้อนี้ดีทั้งผู้เล่นผู้ฟังซึ่งจะเติบโตไปสู่การฟังที่สร้างสรรค์ไม่ย่ำอยู่กับที่

โถงด้านในหอแสดงดนตรี

ส่วนเพลงที่สอง Symphony หมายเลข 4 ของบราห์ม ซึ่งเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราห์มอีกเพลงหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลขสี่เป็นเพลงที่เข้าสู่ความสูงสุดของบราห์มเลยที่เดียว

ผู้ควบคุมวงในคอนเสิร์ตนี้คือ Dariusz Mikulski วาทยากรหนุ่มท่านนี้แม้จะยังขาดซึ่งความเก๋าแต่มีลักษณะของอาร์ติส สิ่งที่ผมแปลกใจคือเสียงของวงเดียวกัน แต่เปลี่ยนวาทยากรก็ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าที่มีคุณมิคูสกี้อำนวยการเพลง เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองมีสีสันเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเด่นชัด ส่วนลีลาการควบคุมวงของเขาก็หลากหลาย ทั้งใช้ไม้บาตองและไม่ใช้ ที่สำคัญในเพลงที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ต้องใช้โน๊ตเพื่อเป็นแนวทาง เสียงของ TPO ในคอนเสิร์ตนี้จึงน่าทึ่งที่มันมีสีสันแปลกต่าง หากเทียบกับคุณ​ Claude Villart อำนวยการเพลงจะออกมาในลักษณะเป็นระเบียบมากกว่า ซึ่งใครชอบแบบไหนมากกว่ากันคงต้องฟังกันเอาเอง ส่วนตัวผมรับได้ทั้งสองแบบ แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของผู้ควบคุมวงน่าจะทำให้วง TPO พัฒนาได้มากกว่า แม้วงจะต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่เหมาะที่สุด

ภายในหอแสดงดนตรี

รายละเอียดของคอนเสิร์ต

Thailand Philharmonic Orchestra จัดโปรแกรมคอนเสิร์ตในแบบ Season ซึ่งฤดูกาลนี้ 2552-53 จะแสดงไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของวง เวบไซต์ของ TPO

ในแต่ละโปรแกรมจะจัดคอนเสิร์ตสองรอบ รอบแรกคือวันศุกร์ ดนตรีจะบรรเลงในเวลา 19.00 น. รอบที่สองแสดงวันเสาร์เริ่มแสดงเวลา 16.00 น. ควรจะไปก่อนการแสดงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าตั๋วมีสองราคาคือ 300 บาท และ 500 บาท นักเรียนนักศึกษา 100 บาท

ร้าน Music Square ร้านอาหารในวิทยาลัย เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ และปิดบริการเวลา 20.00 น.

ร้าน Music Square

ด้านนอกร้านอาหาร

การตกแต่งร้านทำได้อย่างเรียบง่าย

รีซอสโต้กุ้ง

จากท้องทะเลถึงหัวค่ำ ศิลปะเฉียบพลันสำแดง

Debussy-La Mer-Nocturnes
The Cleveland Orchestra
Pierre Boulez

ภาพปกซีดี

ลมหนาวเดือนมกราคมยังคงพัดลงมาอย่างต่อเนื่องจากประเทศจีน เช้าในฤดูหนาวแสงอาทิตย์จะค่อย ๆ ส่องแสงผ่านชั้นบรรยากาศอันจางเบา เต็มไปด้วยหมอกมัว ในเวลาเย็นแสงของวันหลุบต่ำลงเร็วกว่าปกติ ภาพจาง ๆ ของบรรยากาศบ้านล้อมสวนที่สามพรานจึงแลเห็นดวงอาทิตย์ซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง เคลื่อนตัวลงอย่างเชื่องช้าตรงเส้นขอบฟ้า ชั่วกะพริบตาดวงอาทิตย์ก็หายไปจากจักษุ แสงของวันยังไม่หมดเสียทีเดียว ทว่าก็อ่อนแรงลง…ความมืดค่อย ๆ คืบคลาน ครอบคลุมทั่วบริเวณ

ที่เกริ่นมาทั้งหมดเพื่อที่จะนำเข้าสู่บทเพลงในช่วงยุคโรแมนติกสุดท้าย ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งดำรงค์แนวทางดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism) ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสในราวปี ค.ศ. 1860 ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมคือศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งใจ ศิลปินในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดก็คือ โคลด โมเน่, เอ็ดการ์ เดกาส์, คามิลล์ พิซาโร เป็นต้น ศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ ศิลปินใช้วิธีแต้มสีเป็นจุด หากผู้ชมยืนมองในระยะที่ใกล้เกินไปก็อาจจะไม่เห็นความงาม แต่เมื่อถอยหลังออกมาชมภาพจะแลเห็นภาพมีรายละเอียดที่สวยงาม แสงสีที่เห็นในภาพเต็มไปด้วยความนุ่มนวลชวนฝัน ศิลปะยุคนี้กลุ่มศิลปินภาพวาดนั้นมีความโดดเด่นชัดเจน ส่วนกลุ่มนักดนตรีที่เป็นหัวหอกของแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมก็คือ โคลด เดอบุชชี และ เมอร์ริค ราเวล นั่นเอง

ดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนั้น แม้จะอยู่ในช่วงยุคโรแมนติก ทว่าก็เป็นโรแมนติกยุคสุดท้ายที่เฝ้าตั้งคำถาม และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบดนตรีสู่ยุคสมัยใหม่ กล่าวคือความงามของดนตรีอาจจะมีรูปแบบที่เต็มไปด้วยวลีความงามที่สั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง โดยในแตะละวลีเพลงจะมีเสียงประสานที่ไพเราะงดงาม รูปแบบดนตรีในแนวนี้เลียนแบบรูปแบบความงามของภาพเขียน กระนั้นการฟังกับการดูมีความแตกต่างกันพอสมควร ผู้ฟังดนตรีในแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมอาจจะต้องใช้ทักษะในการฟังมากกว่าการชมภาพ เพราะความงามในแบบนามธรรมของเสียงนั้น มีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่กว่า

โคลด เดอบุชชี เกิดในปี 1862ที่เมืองแซงเยเมน-เอน-ลีย์ ซึ่งห่างจากปารีสประมาณสิบเก้ากิโลเมตร บิดาเป็นเจ้าของร้านชำแบบชาวจีน เขาเรียนเปียโนตอนอายุเจ็ดขวบ เดอบุชชีฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เส้นทางชีวิตจึงมุ่งเรียนทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง ช่วงปี 1880-82 เขาไปอยู่ที่รัสเซียเป็นครูสอนดนตรีที่สถาบันดนตรี ผลงานการประพันธ์ดนตรีในช่วงแรก ๆ เป็นเพียงผลงานชิ้นเล็ก ๆ เขาได้รางวัลปรีซ์เดอโรมจากบทประพันธ์ L’Enfant prodigue ทว่าบทประพันธ์ที่ทำให้เดอบุชชีมีชื่อเสียงเป็นงานในช่วงกลางชีวิตของเขา ซึ่งเราจะมาฟังกันในแผ่นซีดีชุดนี้ได้รวบรวมเเพลงเด็ดเอาไว้

เริ่มที่เพลง Nocturnes สามมูฟเม้นต์ อันประกอบด้วย I. Nuages (Clouds) II. Fetes (Festival) III. Sirenes (Sirent) เพลงน็อคเทิร์นเป็นเพลงที่นิยมบรรเลงในช่วงยามเย็นหรือยามค่ำ ถ้าท่านผู้ฟังฟังเพลงน๊อคเทิร์นของศิลปินยุคคลาสสิกมาบ้าง จะพบว่าความไพเราะของเพลงน๊อคเทิร์นนั้นไม่แพ้ดนตรีรูปแบบอื่นของดนตรีคลาสสิก

Debussy

มูฟเม้นต์แรก Nuages เริ่มด้วยท่วงทำนองช้า เสียงเครื่องลมไม้เป่าพร้อมเพรียงเล่นโน้ตขนานกัน ก่อนที่กลุ่มเครื่องสายจะรับท่วงทำนองไปเล่นต่อ และสลับกันเล่นพร้อมสอดผสานเป็นหนึ่ง ขณะที่เครื่องเป่าบรรเลงเดี่ยวช่วงสั้น ๆ

มูฟเม้นต์ที่สอง Festes ท่วงทำนองสนุกสนาน รวดเร็ว กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองมีบทบาทอย่างเด่นชัด ขณะที่เครื่องสายล้อเลียน-หยอกล้อเสียงประสาน

มูฟเม้นต์ที่สาม Sirenes ดนตรีเล่นด้วยเสียงที่เบาบาง โดยมีกลุ่มนักร้องเสียงประสานคลอไปกับเสียงดนตรี ทำให้มูฟเม้นต์นี้เต็มไปด้วยความลึกลับ ฉงน เย็นเยียบ เสียงคลอรัสราวกับสายลมแห่งฤดูที่แฝงมาด้วยห้วงคำนึง

เพียงเพลงแรกที่ได้ฟังงานของเดอบุชชีท่านคงพอมีไอเดียของเพลงในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนะครับ ท่านผู้ฟังอาจจะไม่เคยคุ้นกับท่วงทำนองเหมือนแบ่งออกเป็นห้วงสั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง ขณะที่ท่วงทำนองหลักลื่นไหลไม่คงที่ แต่ก็มีความงามเมื่อฟังทั้งเพลงจบลง ความซาบซึ้งใจของดนตรีจึงจะค่อยเผยรูปโฉมสวยงามออกมา

เพลงถัดมาคือ Prmiere Rhapsodie For Clarinette ดนตรียังคงรูปแบบที่เชื่องช้า เสียงคริเน็ตเสนอภาความสวยงามของชนบท แสงสีที่อ่อนนุ่มของฤดูใบไม้ผลิ ความงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกเอ่อท้นความสุข มิใช่ความสุขที่ประกายฉาดฉาน แต่เป็นความสุขที่ค่อย ๆ คลายออกมาทีละน้อย

แทรคที่ 5 Jeux (Games) แรกเริ่มเพลงนี้ร่างเอาไว้เป็น Dance Poem ทว่าเป้าหมายหลักคือเป็นเพลงเล่นประกอบกับการเต้นบัลเล่ต์ ท่วงทำนองของดนตรีจึงมีจังหวะที่ขึ้นลง ช้า-เร็ว สลับกันตลอดทั้งเพลง รวมถึงเสียงประสานระหว่างเครื่องสายและเครื่องเป่าก็เป็นไปในแบบคู่ขนาน

และมาถึงเพลงเอกของอัลบัม อันเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับเดอบุชชีมากที่สุดคือ La Mer (The Sea: Three Symphonic Sketches For Orchestra) La Mer เริ่มประพันธ์ขึ้นในปี 1903 โดยเสร็จสมบูรณ์และเปิดแสดงครั้งแรกที่ปารีสในเดือนตุลาคม1905 ทว่าการแปิดการแสดงครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จเสียเท่าไหร่บางที่บอกว่าเป็นเพราะการฝึกซ้อมของวงไม่ดีนัก บางส่วนก็บอกว่าบทประพันธ์ไม่เอาไหน และบางส่วนก็บอกว่าชาวปารีสรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเดอบุชชีที่กระทำรุนแรงกับภรรยาคนแรกซึ่งเป็นศิลปินนักร้อง แต่อย่างไรก็ดีต่อมาภายหลัง La Mer ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีชทางดนตรีของศตวรรษที่ 20 นี่แหละครับของดีต้องรอบ่มสักหน่อยกว่าคนฟังจะมองเห็นคุณค่า

เพลงนี้แบ่งเป็นสามมูฟเม้นต์ มูฟเม้นต์แรก (ผมขอแปลเป็นภาษาไทยตามแบบของผมนะครับ) “จากอรุโณทัยสู่ระติกาลของทะเล” มูฟเม้นต์นี้เล่นด้วยความช้ามาก ๆ บรรยายภาพทะเลทุกเวลาจากราบเรียบ คลื่นลมแรง จนเกิดพายุ

มูฟเม้นต์ที่สอง “พรายฟองคลื่น” จังหวะสั้นและเร็ว บรรยายภาพคลื่นในอารมณ์ต่าง ๆ

มูฟเม้นต์ที่สาม “บทสนทนาระหว่างสายลมกับทะเล” ท่อนนี้เต็มไปด้วยจินตภาพเคลื่อนไหว โกลาหล อึกทึก

เพลงของเดอบุชชี อาจจะฟังยากสักนิด ถ้าเทียบกับดนตรียุคคลาสสิก-โรแมนติกในตอนต้น แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงเวลานี้โลกกำลังเดินทางสู่ยุคโมเดิร์นอย่างเชื่องช้า ดังนั้นคีตกวีจึงมองหาท่วงทำนอง ความงาม รวมถึงเทคนิคใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจากดนตรีในรูปแบบเดิม พวกเขาไม่ต้องการย่ำรอยเท้าไฮเดิล บาค โมสาร์ท บีโธเฟ่น ดังนั้นสไตล์ดนตรีจึงมุ่งมั่นไปสุ่การเปิดโลกใหม่

ผมอยากแนะนำว่าการฟังเพลงในอัลบัมนี้อาจจะต้องใช้สมาธิมากพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาฟังบ่อยครั้ง จากนั้นก็ฟังในแบบยืนออกห่าง ลบภาพท่วงทำนองไพเราะติดหู แต่มองไปถึงแก่นของเสียงดนตรี

นี่แหละครับความงามในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม

Music: 8
Sound: 7

Brahms Sonatas for violin and piano

Viktoria Mullova: Violin

Piotr Anderszewski: Piano

Words : Niwat Puttaprasart
 

 

 

 

Johannes Brahms ประพันธ์ไวโอลินกับเปียโนโซนาต้าเอาไว้สามเพลงด้วยกัน แม้จะประพันธ์เอาไว้ไม่มากแต่ก็ถือเป็นไวโอลินกับเปียโนโซนาต้าชิ้นเอกของบราห์ม และของโลก บราห์มเป็นคนฮัมบูร์ก เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม ปี 1833 เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่เจ็ดขวบ แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณะชนตอนอายุ 15 ในวัยเด็กฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีโดยเฉพาะเปียโน ปี 1853 ได้พบกับนักไวโอลินยอดฝีมือของยุคอย่างเรเมนยี, โจเซฟ โจอาคิม รวมถึงฟราน ลิซต์, คาร่า ชูมานน์ และโรเบิร์ท ชูมานน์ (โจอาคิมเขียนจดหมายแนะนำตัวให้กับบราห์มแก่ชูมานน์ และชูมานน์ก็เขียนถึงบราห์มในหนังสือเกี่ยวกับดนตรี)
 

บราห์มมีนิสัยคล้ายบีโธเฟ่นอยู่อย่างหนึ่งคือชอบเดินเล่นในป่าสวนของกรุงเวียนนา นอกจากนั้นเขายังชอบซื้อลูกกวาดแจกเด็ก ๆ ตอนหนุ่มแม้จะเป็นคนไม่พูดมากแต่บราห์มชอบพูดเสียดสี จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะคบด้วย จึงต้องแยกตัวออกมาอยู่โดดเดี่ยว เพื่อนที่คบกับบราห์มได้นานที่สุดเห็นจะเป็นเป็นโจฮันน์ สเตาท์ ที่สอง ซึ่งมีสไตล์ในการแต่งเพลงไปคนละแบบ แต่ตามธรรมดาของศิลปินเอก มักจะมีอะไรแปลก ๆ ให้คนธรรมดาอย่างเราไม่เข้าใจเสมอ 
 

ไวโอลินกับเปียโนโซนาต้า สามเพลงที่ผมจะแนะนำนี้ ทั้งสามเพลงบรรจุอยู่ในแผ่นซีดีแผ่นเดียว ซึ่งถือว่าซื้อแผ่นเดียวก็ได้ครบทุกเพลงแบบนี้คุ้มค่ายิ่ง ซีดีชุดนี้ผลิตโดยฟิลิปส์ ฟิลิปส์ผลิตแผ่นดนตรีคลาสสิกที่น่าสนใจออกมาจำนวนหนึ่ง ว่าไปแล้วแผ่นซีดีหลายแผ่นของฟิลิปส์มีคุณภาพระดับสูง หลาย ๆ ชุดที่ผมมีซุ่มเสียงใช้ได้ดีทีเดียว เสียงที่อัดไม่แห้งและหยาบกร้าน แผ่นนี้ก็เช่นกันบันทึกเสียงได้มิติเสียงดีมาก

 


 

เพลงแรก ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขหนึ่ง ในบันไดเสียง จีเมเจอร์ โอปุสที่ 78 โซนาต้าเพลงนี้แต่งขึ้นที่ Postschach ในช่วงฤดูร้อนระหว่างปี 1878-79 สไตล์เพลงรุ่มรวยไปด้วยความรู้สึกด้านใน บางครั้งขอบเขตของเพลงเข้าถึงอารมณ์ของสภาพแวดล้อมที่บราห์มได้อาศัยอยู่ในขณะนั้น เสียงไวโอลินที่อบอุ่นนุ่มนวล ฟังสบาย 
 

เพลงที่สอง ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสอง ในบันไดเสียง เอเมเจอร์ โอปุส ที่ 100 โซนาต้าเพลงนี้ประพันธ์ขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี 1886 ที่ทะเลสาป Thun ช่วงดังกล่าวบราห์มยังประพันธ์เพลงเชลโลโซนาต้า โอปุสที่ 99 และเปียโนทริโอ โอปุสที่ 101 อยู่ ทั้งสามเพลงจึงมีลักษณ์ดนตรีที่ใกล้เคียงกันคือเต็มไปด้วยเสียงสำเนียงอันอบอุ่น (เหมือนช่วงอากาศในเวลานั้น) ขณะที่ท่วงทำนองก็ปรับเปลี่ยนอย่างฉับพลันในแบบไวโอลินโซนาต้าเพลงแรก โดยเฉพาะช่วงกลางเพลงของมูฟเม้นต์ที่สอง (แทรคที่5) นั้นเต็มไปด้วยการบรรยายความรู้สึกทางอารมณ์ มูฟเม้นต์สุดท้ายของเพลง บราห์มยังคงบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของตนผ่านตัวโน้ตได้อย่างสละสลวย บราห์มเป็นคีตกวีที่ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของตนออกมาได้ดี เขาไม่เพียงบรรยายภาพท้องทุ่งหรือสถานที่ แต่เขาบรรยายความรู้สึกของตนผ่านเสียงเพลง
 

ดูเหมือนบราห์มจะไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์อันพุ่งพล่านผ่านออกไปในดนตรี เขาจะครุ่นคำนึง เรียบเรื่อย เหมือนสายน้ำที่ค่อย ๆ ไหล ในยามฤดูร้อน ทำให้เพลงของบราห์มไม่ถั่งโถมอย่างรุนแรง
 

เพลงที่สาม ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสามในบันไดเสียง ดีไมเนอร์ โอปุสที่ 108 เพลงนี้ยังคงแต่งที่ทะเลสาป Thun ในช่วงฤดูร้อนปี 1888 หลังจากไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสองเป็นเวลาสองปี 
 

ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสามแม้จะยังคงสไตล์ในแบบของบราห์ม ทว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือมีแนวทางคล้ายบีโธเฟ่น เปิดเพลงในมูฟเม้นต์แรกเหมือนเปิดประตูที่เดินเข้าไปสู่ชิ้นงานเล็ก ๆ มากมายของบราห์ม ว่าไปแล้วผมชอบโซนาต้าเพลงนี้มากที่สุด เพราะการเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักหลาย ๆ รอบทำให้ท่วงทำนองติดหูง่าย ส่วนมูฟเม้นต์ที่สองนั้นไพราะเหลือเกิน เริ่มด้วยเสียงไวโอลินที่เอื่อยไหลเชื่องช้า เล่นท่วงทำนองหลักงดงาม เสียงเปียโนคลอประสานเป็นห้วง เสียงหนัก-ค่อย-เบา ไล่เรียงเป็นขั้นบันได 
 

มูฟเม้นต์ที่สามเปียโนขึ้นต้นด้วยน้ำเสียงสดใสเริ่งร่า ไวโอลินคลอเสียงประสาน เล่นไล่เสียงกัน จากค่อยไปสู่ดัง และเล่นซ้ำท่วงทำนองเดิม ด้วยลักษรณะหยอกล้อกันก่อนที่จะต่อเข้าสู่มูฟเม้นต์ที่สี่ในทันที 
 

บราห์มนั้นเป็นคนช่างบรรยาย เขาค่อย ๆ เล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนที่จะสรุปรวบยอดแนวความคิดของตนอย่างตรงไปตรงมา ทว่ามีโวหารที่อ้อยสร้อย บราห์มเป็นคีตกวีที่เข้าจยากคนหนึ่ง มีลักษณะนิสัยที่แปลก ๆ เก็บความรู้สึก ครองตนเป็นโสด บางคนวิเคราะห์ว่าเขาอาจจะเป็นเกย์ แต่เขาเคยหลงรักคาร่า ชูมานน์ 

ฟังเพลงไวโอลินโซนาต้าของบราห์มทั้งสามเพลงแล้วชุ่มชื่นหัวใจครับ สามารถเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมาได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ เหมาะแก่การฟังไปทำงานไป หรือฟังในยามพักผ่อน แถมยังได้อรรถรสที่ต่างจากเพลงประเพลงซอร์ฟมิวสิกเป็นไหน ๆ
 

สำหรับอัลบัมนี้ไวโอลินเล่นโดย Viktoria Mullova เธอเป็นชาวรัสเซีย เรียนดนตรีที่มอสโคว์ รางวัลแรกที่เธอได้รับคือรางวัล Sibelius Competition ที่เฮลซิงกิในปี 1980 แต่รางวัลที่ส่งให้เธอมีชื่อเสียงคือรางวัลเหรียญทองไชยคอฟสกี้ คอมเพติชั่น ในปี 1982 จากนั้นเธอก็ได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตต่าง ๆ ทั่วโลก และมีผลงานอัดแผ่นกับค่ายฟิลิปส์ ผลงานที่เธออัดแผ่นส่วนใหญ่จะเป็นคีตกวีเยอรมัน รัสเซีย ซึ่งเธอน่าจะถนัดในการตีความคีตกวีสายบาโร๊คนี้มากกว่าสายอื่น เสียงไวโอลินของมัลโลวาค่อนข้างละเอียด อ่อนช้อย การตีความของเธออยู่ในขนบที่เรียบร้อยไม่หวือหวา ราวกับเธอปลุกยุคบาโร๊คกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง
 

ส่วนนักเปียโนที่เล่นคู่กับมัลโลวาคือ Piotr Anderszewski เป็นนักเปียโนเชื้อสายโปล-ฮังกาเรียน เกิดที่กรุงวอร์ซอ เรียนเปียโนตั้งแต่อายุหกขวบ ก่อนจะย้ายไปเรียนที่ลียอง สตาร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในอัลบัมชุดนี้เขาเล่นเปียโนแบ๊คอัพไวโอลินได้อย่างไม่มีที่ติ การผสานงานเป็นทีมเวิร์คกับมัลโลวาเป็นไปอย่างราบรื่น การเล่นไวโอลินโซนาต้า หัวใจสำคัญอยู่ที่ทีมเวิร์ค นักดนตรีทั้งสองคนจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อถ่ายทอดห้วงอารมณ์ศิลปินออกมาให้ได้ตามที่คีตกวีปรารถนา
 

ฟังเพลงในอัลบัมนี้แล้วเต็มอิ่ม และท่านที่กำลังเริ่มต้นฟังเพลงของบราห์ม ไวโอลินและเปียโนโซนาต้าชุดนี้สมบูรณ์ยิ่ง
 

 

Music: 9

Sound: 8


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers