Info

Posts tagged Classical Music

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

San Francisco Symphony

Herbert Blomstedt

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร The Wave

ประวัติของฟรานซ์ ชูเบิร์ต ไม่ต่างจากศิลปินหลาย ๆ คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน นั่นก็คือต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความยากจนข้นแค้นตลอดในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไร้หลักประกันเรื่องการงานที่มั่นคง อดมื้อกินมื้อ ถูกเอาเปรียบจากคนที่เหนือกว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้ รวมถึงไม่ค่อยมีดวงในเรื่องความรัก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรถ้าบังเอิญชูเบิร์ตเป็นผู้มีอันจะกิน เขาอาจจะไม่ก้าวมาสู่คีตกวีอมตะของโลกก็เป็นได้ ดังนั้นประวัติของท่านจึงเป็นเครื่องเตือนใจศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ให้มองดูเส้นทางของศิลปินดังในอดีต เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือถูกประเคนมาตั้งแต่เดินก้าวแรก ทว่ากว่าจะมีชื่อเสียงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานับประการ บางครั้งไม่อาจจะมองเห็นผลสำเร็จในขณะที่มีชีวิตอยู่ ทว่าผลงานอาจจะได้รับการยอมรับก็หลายปีต่อมาหลังจากเสียชีวิต และชีวิตของชูเบิร์ตก็เป็นเช่นนั้น…ความตายในวัยหนุ่ม ก่อนแลเห็นแสงรุ่งโรจน์ ผลงานจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ กาลเวลาเป็นยานพาหนะ

ฟรานซ์ ชูเบิร์ตเกิดในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1797 (พ.ศ. 2340) ที่หมู่บ้านลิคเทนธัล นอกกรุงเวียนนา บิดาของเขาเป็นชาวโมราเวียน (Moravian) และ ออสเตรีย-ซีเลเชียน (Austrian-Silesian) โดยมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียน แม้บิดาของชูเบิร์ตจะมีรายได้น้อย แต่เขาก็เป็นคนปลูกฝังการเล่นดนตรีให้กับชูเบิร์ต ชูเบิร์ตเรียนเปียโนมาจากพี่ชายของเขา โดยพี่ชายสอนให้เขาเล่นเพียงไม่กี่เดือนก็หมดภูมิความรู้ที่จะสอนต่อ เพราะชูเบิร์ตหัวไวในเรื่องดนตรี แถมยังมีเสียงร้องที่ไพเราะจับใจ จนกระทั่งบิดาของเขาส่งให้ชูเบิร์ตไปเรียนร้องเพลงที่โบสถ์ พร้อมกับฝึกเปียโนและออร์แกนไปด้วย ต่อมาโบสถ์อิมพีเรียลประกาศรับสมัครนักร้องเยาวชน บิดาของชูเบิร์ตเห็นว่าถ้าเขาไปสมัครเป็นนักร้องประจำโบสถ์คงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของเขาให้ก้าวหน้า แถมไปอยู่กินที่โบสถ์ยังช่วยประหยัดค่าอาหารและรายจ่ายของครอบครัว ทว่าตลอดระยะเวลาสี่ปีที่โบสถ์อิมพีเรียล ชูเบิร์ตได้รับความทรมานพอสมควรเพราะว่าไปแล้วอาหารที่โบสถ์ก็มิได้เพียงพอต่อเขา เขาต้องทนอดทนหิวในหลาย ๆ มื้อ กระทั่งทนไม่ไหวเขียนจดหมายไปขอเงินจากพี่ชาย แต่ข้อดีก็มีไม่น้อย เพราะที่โบสถ์แห่งนี้มีเครื่องดนตรีหลายชนิดทำให้ชูเบิร์ตได้ฝึกเล่น เพียงอายุ 14 ชูเบิร์ตก็เริ่มแต่งเพลงได้แล้ว รวมถึงเพลงงานศพของผู้เป็นมารดาซึ่งเขียนด้วยลายมือของเขาเอง

เมื่อออกจากโบสถ์ชูเบิร์ตก็มิได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่งนอกจากแต่งเพลงขาย เขาย้ายมาอยู่กับบิดาของเขาซึ่งแต่งงานใหม่กับภรรยาอายุคราวลูก แต่ทั้งสองก็ไปด้วยกันได้ดี ช่วงชีวิตของชูเบิร์ตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตลอดเวลา หลงรักหญิงสาวก็ไม่มีเงินไปสู่ขอจนสาวเจ้าทนไม่ไหวไม่รอแต่งงานกับเขา ไปแต่งกับพ่อค้าขายขนมแทน ชูเบิร์ตเขียนเพลงได้อย่างรวดเร็ว-จำนวนมาก บางวันเขาเขียนเพลงได้ถึงหกเจ็ดเพลงต่อวัน กระนั้นกระดาษที่จะเขียนโน้ตก็หาไม่ได้ต้องฉวยเอากระดาษเช็ดมือมาเขียนเอาไว้ก่อนก็มี แม้เขาจะมีอาชีพสอนหนังสือสอนเปียโนเข้ามาบ้าง แต่ชูเบิร์ตไม่เคยชอบอาชีพครู เขารักการเขียนเพลงมากกว่าสิ่งอื่นใด

แผ่นซีดีอัลบัมนี้เริ่มต้นด้วยบทโหมโรง Overture ในบันไดเสียง C major ‘In the Italian style’ วงออร์เครสตร้าโหมบรรเลงพร้อมเพรียง เสียงโอโบสอดแทรก ท่วงทำนองเอื่อยไหลงดงามดุจสายน้ำ บทโหมโรงเป็นเพลงสำหรับเปิดการแสดงดนตรี ซึ่งคีตกวีมักจะเลือกสร้างบรรยากาศ ราวชักชวนให้ผู้ฟังเดินเข้าสู่ทิศทางที่คีตกวีกำหนดเอาไว้สำหรับการแสดงหลัก บทโหมโรงนั้นมีทั้งดังอึกทึกเพื่อเรียกแขก จนถึงนุ่มนวลชวนฟัง ส่วนบทโหมโรงของชูเบิร์ตเพลงนี้เป็นในแบบหลัง แม้จะมีช่วงอึกทึกในช่วงกลางเพลงจนกระทั่งจบบทโหมโรง ทว่าท่วงทำนองหลักไพเราะเพราะพริ้งน่าฟัง

มาถึงเพลงเอกของอัลบัม Symphony No.9 ในบันไดเสียง C major ‘Great’, D944 (D849) ก่อนอื่นต้องเกริ่นนิดหนึ่งว่าในจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตเป็นผู้ประพันธ์นั้นค่อนข้างสับสนในเรื่องข้อมูลพอสมควร เพราะจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตได้แต่งไว้มีกี่หมายเลขกันแน่ ในบุ๊คเล็ตของอัลบัมแนะนำว่าท้ายที่สุดแล้วให้ยึดตามหลักของเซอร์ จอร์จ โกรฟ โดยเรียกซิมโฟนีบทนี้ว่า ‘Great’ ในบันไดเสียง C major เป็นอันเข้าใจร่วมกัน ส่วนตัวอักษร Dและตัวเลข ที่กำกับท้ายเพลงคือ Deutsch’s catalogue คือลิสต์รายชื่อเพลงของชูเบิร์ตที่ Otto Erich Deutsch เป็นผู้เก็บข้อมูลรวบรวม โดยรายชื่อเพลงลำดับตามวันเวลาในการประพันธ์

Great Symphony นี้แต่งขึ้นในช่วงท้ายชีวิตของชูเบิร์ต แม้จะได้รับชื่อเสียงเกียรติยศแต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังต้องดิ้นรนเหมือนเดิม เขาเริ่มร่างซิมโฟนีบทนี้ตั้งแต่ปี 1825 จนกระทั่งแต่งสำเร็จลงวันที่ในสกอร์เพลงนี้ วันที่ 28 มีนาคม 1828 กระนั้นเรื่องราวอันสับสนของวันเวลาในการประพันธ์ของชูเบิร์ตจึงเป็นเหมือนเกร็ดเล็ก ๆ ที่เล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังให้มากขึ้น ส่วนข้อสรุปจะเป็นอย่างไร ในอนาคต…เมื่อพบหลักฐานใหม่ ๆ ที่หน้าเชื่อถือ ประวัติิสาสตร์ก็จะชัดเจนขึ้น

มูฟเม้นต์แรก เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองค่อนข้างช้างดงามจากเสียงเครื่องเป่าลมไม้ ตามด้วยกลุ่มเครื่องสายสอดรับท่วงทำนอง เมโลดี้ที่ไพเราะเพราะพริ้งของ Great Symphony นี่เองที่ทำให้บทเพลงบทนี้เป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่บทเพลงหนึ่งของโลก ช่วงกลางมูฟเม้นต์บทเพลงได้พัฒนาท่วงทำนองให้เล่นเร็วขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ายังคงมีบทบาทในการดำเนินเรื่องราว ขณะที่เครื่องสายสอดประสานเสียง โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลัก

มูฟเม้นต์ที่สอง ยังคงท่วงทำนองเนิบช้า เสียงจากลุ่มเครื่องสายเริ่มต้น ตามด้วยเครื่องเป่าเล่นท่วงทำนองร่าเริง ขณะที่เสียงทิมพานี่สร้างความฮึกเหิม-โอ่อ่า โดยท่วงทำนองช้าและร่าเริงโออ่าสลับกัน

มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร่าเริง ราวกับอยู่ในงานเต้นรำ ขบวนแห่มรหรสพ ผู้คนมากมาย พร้อมกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มแห่งความสุข ห้องบอลลูน โคมไฟระย้า พรั่งพรูออกมาจากจินตนาการ กลุ่มเครื่องสายเล่นได้อย่างรวดเร็ว ท้ังสอดประสานกับกลุ่มเครื่องเป่าและเล่นทำนองหลัก ท้ายมูฟเม้นต์ท่วงทำนองแปรผันช้าลง เพื่อบรรยายภาพเล่าเรื่อง ก่อนจะกลับเข้าสู่ท่วงทำนองร่าเริงอีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ ซึ่งเป็นมูฟเม้นต์สุดท้ายขึ้นต้นด้วยท่วงทำนองเร็ว เสียงทิมพานี่ทำให้ดนตรีเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเครื่องสายโหมกระหน่ำ เครื่องเปล่าสอดประสานเสียง ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนามาแนวทางดนตรีและเสียงประสานมาสุ่ท่วงทำนองหลักของเพลง กลุ่มเครื่องสายใช้เทคนิคการดีดสาย

Great Symphony มีท่วงทำนองลีลาคล้ายคลึงกับงานของบีโธเฟ่น ซึ่งไม่แปลกเพราะชูเบิร์ตนั้นมีความนับถือในตัวบีโธเฟ่นรวมถึงชื่นชอบผลงานอย่างไม่ปิดบัง ในวันฝังศพของบีโธเฟ่น ชูเบิร์ตได้ไปร่วมถือคบเพลิงในขบวนแห่ศพ เรื่องเล่าว่าความตายของบีโธเฟ่นนำพามาซึ่งความเศร้าของชูเบิร์ตเป็นอย่างมาก เขาเข้าไปในร้านเหล้าชูแก้วขึ้นดื่มให้แก่บีโธเฟ่น และดื่มอีกครั้งสำหรับผู้ที่จากไป ในปีรุ่งขึ้นชูเบิร์ตป่วยด้วยไข้รากสาดใหญ่ นอนซมพิษไข้ด้วยอาการป่วยหนัก จบชีวิตอันสั้นด้วยวัยเพียง 31 ปี ทว่าผลงานของชูเบิร์ตมีมากมายกว่า 500 เพลง ยังดำรงค์อยู่บนโลกใบนี้ ต่อมาศพของเขาได้ถูกนำมาฝังเคียงข้างหลุมสพของบีโธเฟ่นดังใจที่เขาปรารถนา

Great Symphony เพลงนี้คือหนึ่งในซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยลีลาท่วงทำนองที่ไพเราะงดงาม วิญญาณของเขาหลอมรวมทั้งร่างกายและจิตใจออกมาเป็นเสียงดนตรี เขาฝ่าฟันเอาชนะความทุกข์ยากของชีวิตมาได้เพราะเชื่อในสิ่งที่เขาคิด และทำในสิ่งที่เขาเชื่อ

Music: 9

Sound: 8

หัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Phono Cartridges)
โดย นิวัต พุทธประสาท

ท่านผู้อ่านเคยแปลกใจไหมครับว่าแผ่นเสียงกับหัวเข็มทำงานเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรถึงได้กำเนิดเสียงขึ้นมาได้ มันยิ่งน่าสนใจเมื่อท่านลองเงี่ยหูลงไปฟังเสียงขณะที่หัวเข็มวิ่งบนร่องแผ่นเสียง ท่านจะได้ยินเสียงดนตรีดังแว่ว ๆ มาจากร่องแผ่นเสียง นี่แหละครับคือความมหัศจรรย์ของแผ่นเสียง-เครื่องเล่นแผ่นเสียง-ต้นกำเนิดเสียงในแบบอนาล็อค หูของมนุษย์ไม่สามารถแปรไฟล์เพลงดิจิตอลออกมาเป็นเสียงเพลงได้ เพราะไฟล์เพลงดิจิตอลเก็บข้อมูลด้วยฐานข้อมูลในแบบ 0-1-0-1 (ลองนึกถึงเสียงในการส่งแฟกซ์ทางโทรศัพท์) ถ้าจะฟังเพลงจากระบบดิติจอล ยังไงก็ต้องมีตัวแปลงรหัสข้อมูลเพื่อทำให้เป็นสัญญาณอนาล็อค ดังนั้นเสียงที่ได้ยินจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่มีวันที่จะเหมือนกับเสียงจากเครื่องเล่นซีดีอย่างแน่นอน แม้ทุกวันนี้ระบบดิจิตอลพัฒนาไปไกลมาก และสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงธรรมชาติ ทว่าก็ทำได้เพียงใกล้เคียงเท่านั้น

แผ่นเสียงมีเสียงได้อย่างไร

ในการบันทึกเสียงในแบบ Direct Record วงดนตรีเล่นเพลงในห้องบันทึกเสียง ไมโครโฟนมีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงของวงดนตรีเป็นคลื่นไฟฟ้า จากนั้นคลื่นไฟฟ้าถูกนำไปขยายกลายเป็นความถี่ ความถี่นี้จะทำให้ปลายเข็มของเครื่องตัดแผ่นเสียงสั่นตามความถี่ ปลายเข็มนี้ก็จะเซาะแม่พิมพ์ให้กลายเป็นร่อง จากนั้นนำแม่พิมพ์ที่ได้ไปปั๊มเป็นแผ่นเสียง การกัดร่องแม่พิมพ์แผ่นเสียงอาจจะไม่ต้องใช้วิธี Direct Record ก็ได้ แต่สามารถใช้เทปรีลที่บันทึกเสียงไปทำต้นฉบับ หรือในปัจจุบันนำไฟล์ดิจิตอลไปทำแม่พิมพ์แผ่นเสียงได้เช่นกัน

หลักการทำงานหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง

1.หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet)

หัวเข็มแบบ MM หัวเข็มจะมีแท่งแม่เหล็กขนาดเล็กติดอยู่ที่ก้านปลายเข็ม (Contilever) ซึ่งจะเคลื่อนที่อยู่ระหว่างขดลวดสองชุด เมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียงจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า หัวเข็มแบบ MMเป็นหัวเข็มที่นิยมเล่นกันมาก เพราะมีอยู่ในหลายระดับราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนถึงระดับหลายพันบาท เหตุที่หัวเข็มแบบ MM เป็นที่นิยมก็เพราะว่าหัวเข็มแบบนี้สามารถสร้างสัญญาณเสียงขาออก (Output) ซึ่งแรงพอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ (Phono Preamp) ส่วนใหญ่ระดับ Output ของหัวเข็ม MM จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 mV และจากโฟโนปรีแอมป์เข้าไปยังแอมป์ก็จะได้สัญญาณที่มีความใกล้เคียงกับแหล่งสัญญาณฟร้อนต์เอ็นด์ (Front End) อื่น ๆ จึงไม่ก่อปัญหาในภาคขยายหัวเข็มเมื่อนำมาเล่นกับแอมป์ทั่วไป

ผู้ผลิตบางรายได้พัฒนาหัวเข็มโดยใช้ของเหลวประเภท Permalloy ที่มีความลื่นไหลสูงเคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก วิธีนี้ทำให้แก้ปัญหาในเรื่องการลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี

แสดงกายภาพหัวเข็มยี่ห้อ Audio-Technica ในแบบ Dual Magnet ซึ่งเป็นหัวเข็มแบบ MM


2.
หัวเข็มแบบ MC (Moving Coil)

หัวเข็มแบบ MC หลักการออกแบบ ตรงกันข้ามกับหัวเข็มแบบMM หัวเข็มแบบ MC จะใช้ขดลวด (Coil) ติดกับก้านปลายเข็ม (Cantilever) ก้านปลายเข็มนี้จะทำงานอยู่ระหว่างแท่งแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นเมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียง การออกแบบจะต้องไม่ทำให้ขดลวดมีมวลมากเกินไปจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การพันขดลวดจึงจำกัดจำนวนรอบ เมื่อจำกัดจำนวนรอบก็ทำให้แรง Output ที่ได้ค่อนข้างต่ำ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวเข็มแบบ MC กำเนิดกระแสได้น้อยมากเมื่อเทียบกับหัวเข็มแบบ MM ขณะเดียวกันหัวเข็มแบบ MC มีค่าความต้านทาน (Resistance) ที่ต่ำเพียง 40 โอห์ม หรือต่ำกว่านั้น แต่ข้อดีของหัวเข็ม MCในด้านเสียงดีกว่ากว่าหัวเข็ม MM เกือบทุกทาง ตั้งแต่รายละเอียดของดนตรี ซึ่งมีความไหลลื่นต่อเนื่องมากกว่า แจกแจงรายละเอียดของแผ่นเสียงได้ดีกว่า

มีนักเล่นแผ่นเสียงเคยตั้งคำถามว่าทำไมคนออกแบบหัวเข็มไม่ออกแบบให้หัวเข็มแบบ MC มีเอาท์พุตที่สูงขึ้น (แต่กระนั้นหัวเข็มแบบ MC Low Output นิยมในหมู่นักเล่นประเภทไฮเอ็นด์อยู่ดี) เป็นเพราะว่า ผู้ออกแบบหัวเข็มมีความเชื่อกันว่า ไม่ควรจะให้มีการขยายสัญญาณในระดับแรกสุด (First Stage) มากเกินไป เพราะถ้าออกแบบหัวเข็มออกมาไม่ดีพอ จะทำให้เกิดการเพี้ยนของสัญญาณ ความเพี้ยนที่เกิดจากสัญญาณที่มีระดับการขยายสัญญาณมาก ๆ เมื่อสัญญาณจากหัวเข็มถูกส่งผ่านไปยังภาคขยายหัวเข็ม หรือโฟโนสเตต จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเพี้ยนที่เกิดขึ้นได้เลย เป็นเพราะว่าความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนกาารขยายหัวเข็มก็เป็นเหมือนดีเอ็นเอที่ติดไปกับสัญญาณอย่างถาวร

โดยปกติหัวเข็มแบบ MC จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าหัวเข็ม MM หากจะเล่นหัวเข็มแบบ MC โทนอาร์ม ควรจะเป็นโทนอาร์มแบบ Medium Mass หรือ High Mass (โทนอาร์มที่มีมวลหนัก) เพราะจะช่วยให้หัวเข็มเกาะร่องแผ่นเสียงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงค่าต้านทานขาเข้า จะต้อง Match กับ โฟโนปรีแอมป์ (ค่าต้านทานขาเข้าควรจะมากกว่าค่าความต้านทานของหัวเข็มอย่างน้อยสองเท่าครึ่ง)

ปัจจุบันมีผู้ผลิตหัวเข็ม MC High Output และได้รับความนิยมกันมากในหมู่นักเล่น แม้ว่าสัญญาณขาออกจะไม่สูงเท่าหัวเข็ม MM แต่ก็พอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ได้

แสดงวิธีการทำงานของหัวเข็มแบบ MC

 

3.หัวเข็มแบบ MI (Moving Iron)

หัวเข็มแบบ MI ปัจจุบันมีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้ออันได้แก่ Grado, B&O เป็นต้น หัวเข็มแบบ MI ออกแบบมาให้แม่เหล็กและขดลวดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว แต่แท่งเหล็กที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งเสียบอยู่กับปลายเข็มเป็นตัวเคลื่อนที่แทน ข้อดีของหัวเข็มแบบMI ก็คือทำให้กลไกภายในมีการเคลื่อนไหวที่น้อยมาก กระนั้นหัวเข็มแบบ MIยังสามารถให้กระแสสัญญาณขาออกสูงกว่าหัวเข็มแบบอื่น เพราะสามารถออกแบบแม่เหล็กและขดลวดที่มีขนาดใหญ่ได้ ที่สำคัญปลายเข็มมีความยืดหยุ่นสูง เกาะร่องแผ่นเสียงได้ดี ขณะเดียวกันหัวเข็มต้องการน้ำหนักกดน้อย

เมื่อเราทราบว่าหัวเข็มทั้งสามชนิดมีวิธีการสร้างความถี่และไฟฟ้าอย่างไรแล้ว เรามากลไกของหัวเข็มกันว่ามันทำงานกันอย่างไร ปลายเข็ม (Stylus) จะทำหน้าที่คล้ายกับไมโครโฟน ซึ่งเคลื่อนผ่านไปตามร่องแผ่นเสียงที่มีความตื้นลึกอันแตกต่างกัน ร่องเหล่านั้นทำให้ก่อเกิดคลื่นความถี่ที่ปลายเข็ม จนได้สัญญาณที่เบาบางมาก หัวเข็มทำหน้าที่แปรคลื่นความถี่เบาบางให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยขดลวดทองแดงที่ติดอยู่บนก้านเข็มเคลื่อนที่ไปมาตัดกับสนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมา ตรงนี้เองที่หัวเข็มจะได้สัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านสายไปยังโฟโนปรีแอมป์

หากต้องการให้หัวเข็มสามารถสร้างสัญญาณที่แรง ๆ ก็ต้องเพิ่มขดลวดให้มีรอบมากขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่กระนั้นการสร้างให้หัวเข็มที่ใหญ่ขึ้นก็ต้องตามมาด้วยน้ำหนักตัวเพิ่มเป็นเงาตามตัว หากหัวเข็มมีน้ำหนักมาก ตัวถ่วงหัวเข็มก็ต้องใหญ่ขึ้น ไม่เช่นนั้นน้ำหนักหัวที่กดลงบนร่องแผ่นเสียงอาจจะทำให้เกิดอาการเพี้ยนของสัญญาณสูงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งปัญหานี้ก็จะลามไปถึงตัวแท่นก็จะมีอาการสั่นมากขึ้นอีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบจึงไม่นิยมสร้างหัวเข็มให้มีสัญญาณแรงขึ้นด้วยการทำให้มีน้ำหนักที่มากเกินไป เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ทว่ากลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น

กายภาพหัวเข็มแบบ MI ของยี่ห้อ Grado

แล้วหัวเข็มที่มีเอาท์พุตต่ำจะทำอย่างไร

ภาคขยายหัวเข็ม (Phono Stage หรือ Phono Preamp) จะต้องออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ขยายสัญญาณเสียงจากหัวเข็มได้ผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อย่างที่ทราบก็คือในท้องตลาดมีผู้ผลิตภาพขยายหัวเข็ม MC Low Output ออกมาจำนวนมาก ขณะเดียวกันระดับราคาของภาคขยายหัวเข็มแบบ MC ก็มีราคาที่ผู้เล่นต้องตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีกว่าจะเล่นกับมันดีหรือไม่ หรือใช้หัวเข็ม MM หรือ MC High Output ไปก่อน

ปลายเข็มในแบบต่าง ๆ

 

ความแตกต่างของปลายเข็ม

ปลายเข็ม (Stylus) คือส่วนสำคัญอีกชิ้นส่วนหนึ่งของหัวเข้มเล่นแผ่นเสียง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ เพราะตัวปลายเข็มเป็นตัวที่จะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียงเพื่อสร้างความถี่ ท่านผู้อ่านคงเคยทราบมาแล้วว่าปลายเข็มนี้บางเจ้าใช้เพชรเป็นวัศดุในการทำปลายเข็ม สำหรับปลายเข็มนั้นก็มีรูปแบบของมันถึงสี่รูปแบบ อันได้แก่ MicroLine, Linear Contact, Elliptical, Conical (ดูรูปที่ 4)

ปลายเข็มทั้งสี่แบบมีหน้าที่ต่างกันอย่าง MicroLine เอาไว้ทำสำเนาแผ่นต้นฉบับแผ่นเสียง Linear Contact หัวเข็มจะมีลักษณะตั้งฉากตรง หัวเข็มแบบนี้มีความละเอียดอ่อนสูงต่อเสียง

Elliptical (รูปทรงไข่) จะเป็นปลายเข็มแบบที่นิยมกันมาก ปลายเข็มทั้งสองข้างจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยด้านหนึ่งจะมีขนาดที่กว้างกว่า ด้านที่กว้างกว่าจะช่วยในการทำให้เข็มบังคับอยู่กลางร่องแผ่นเสียง ส่วนด้านที่เล็กกว่าช่วยในการเกาะไปตามร่องได้ดี และปลายเข็มแบบ Elliptical มีหลายขนาดเช่นกัน ขนาดที่นิยมกันมีอยู่สามขนาดคือ 0.2X0.7 mil, 0.3X0.7 mil และ 0.4X0.7 mil ทั้งนี้ขนาดแรกจะให้เสียงและการเพาะร่องแผ่นเสียงได้ดีกว่า

Conical (รูปทรงกรวย) ปลายเข็มชนิดนี้เป็นที่นิยมในอดีต หรือหัวเข็มรุ่นเก่า ๆ หัวเข็มชนิดนี้มีรูปทรงกรวยมันจึงเกาะร่องเสียงได้ไม่ดี ทำให้ถ่ายทอดเสียงย่านเสียงสูงได้ไม่ดีนัก แต่กระนั้นก็มีราคาที่ถูกกว่าปลายเข็มชนิดอื่น

ลักษณะปลายเข็มแบบ Elliptical (ภาพบน) ขณะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียง ส่วนภาพด้านล่าว แสดงลักษณะการเกาะร่องแผ่นเสียงของหัวเข็มแบบ MicroLine

 

เรื่องราวของหัวเข็มสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับคนรักการเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์กว่าฟร้อนต์เอนด์อื่น ๆ ตรงที่ผู้เล่นสามารถ Tweak เครื่องได้เองด้วยการปรับแต่งส่วนต่าง ๆ ความสนุกของการเล่นแผ่นเสียง จึงมากกว่าการฟังเพลงธรรมดาจากเครื่องเล่นซีดี เพราะถ้าเราจะปรับแต่งเครื่องเล่นซีดี เราต้องมีความรู้ทางไฟฟ้าพอสมควรจึงจะเล่นกับมันได้อย่างสนุก

บทความนี้คงช่วยกระตุ้นต่อมของท่านผ้อ่าน เพื่อเปิดทางเข้าไปสู่โลกเสียงอนาล็อคได้บ้าง

จาก เสกข์ ทองสุวรรณ กับ วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (Thailland Philharmonic Orchestra) ถึงวงอื่น ๆ


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ หากท่านไม่ตำหนิใด ๆ ผมจะขอนำเสนอเรื่องยาวสี่ตอนอันเกี่ยวกับการตะลุยชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการแนะนำเพลงในแบบที่ผมทำมาเป็นประจำ จนอาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย ในฐานะผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การฟังเพลงคลาสสิกนั้น นอกจากฟังจากการบันทึกเสียงจากฟอร์แมตต่าง ๆ แล้ว การชมการบรรเลงสด ๆ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่มีทางที่เครื่องเสียงใด ๆ จะให้บรรยากาศการแสดงสดได้เท่ากับไปนั่งฟังด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นในชีวิตหนึ่ง การมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพลาดโอกาสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังดนตรีคลาสสิกที่หอแสดงดนตรี “ภูมิพลสังคีต” อีกครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีแห่งนี้ถือเป็นบ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งจัดการแสดงดนตรีเป็นประจำต่อเนื่องตั้งแต่ได้เริ่มสร้างวง ซึ่งปีนี้ TPO มีอายุห้าขวบเต็ม นับว่าเป็นวงออร์เครสตร้าอาชีพวงแรกที่ประกาศศักดาอย่างชัดแจ้งต่อการดำเนินงานทางด้านดนตรีคลาสสิก มิใช่วงสมัครเล่นที่เล่นกันเป็นงาน ๆ และ TPO เองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในหนึ่งปีทางวงจึงมีโปรแกรมการแสดงต่อเนื่อง (Season) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปที่เวบไซต์ www.thailandphil.com เพื่อหาข้อมูลรายการแสดงทั้งซีซันได้ที่นี่

ในการแสดงครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อยเพราะทาง TPO เลือกเล่นเพลงบูชาครูที่ขึ้นชื่อว่าเล่นยากลำดับต้น ๆ นั่นคือ Piano Concerto หมายเลยสองของรัคมานินอฟ นอกจากบทเพลงจะเล่นยากแล้ว ยังเป็นเพลงยอดนิยมที่วงต่าง ๆ ทั่วโลก นักเปียโนฝีมือเด่น ๆ นำมาเล่นกันถ้วนหน้า รวมถึงการบันทึกเสียงกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งเพลงนี้ถูกนำมาเล่นมากเท่าไหร่ ผู้ที่เล่นในครั้งหลัง ๆ ก็เล่นได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อบรรเลงแล้วย่อมหนีไม่พ้นที่คนฟังจะนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงครั้งอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ยากยิ่งกว่าเรื่องเทคนิคของเพลงเสียอีก การบรรเลงจึงมีเพียงสองแบบคือเล่นเสมอตัว (กับวงอื่น) กับเล่นได้แย่กว่าองอื่น (ทั้งที่อาจจะไม่ถูกจริตคนฟังก็เป็นได้)

กระนั้นเลยหากมีการแสดงบทเพลงนี้ของรัคมานินอฟเมื่อใดหาไม่แล้วมิควรพลาด เพราะไม่แน่ใจว่าชาตินี้จะได้ชมการแสดงสด ๆ เพลงนี้อีกเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผมเคยชมการแสดงบทเพลงนี้เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะเกินสิบปี) จากวง Bangkok Symphony Orchestra เปียโนโดยคุณอินทุอร ซึ่งการฟังในหนนั้นยังประทับใจไม่หาย แน่นอนครับว่าเราฟังการบันทึกเสียงหรือดีวีดีได้ แต่บรรยากาศการแสดงสดนั้นหาได้ยากยิ่ง เหนืออื่นใดเรากำหนดให้วงนั้น ๆ บรรเลงเพลงตามใจเรามิได้ แล้วก็เราคงไม่มีโอกาสไปชมการแสดงในต่างประเทศบ่อย ๆ ดังนั้นโอกาสเช่นนี้ถือเป็นความพิเศษที่น่าสนใจไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

การแสดงของ TPO จะมีด้วยกันสองรอบคือค่ำวันศุกร์และเย็นวันเสาร์ หอแสดงดนตรีภูมิพลสังคีตเป็นหอการแสดงที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้ผู้ฟังและคนเล่นใกล้ชิดกัน อคูสติกของหอการแสดงก็ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตรงกลางเวที ในวันที่ผมไปชมผู้คนเนืองแน่นจนล้นหอการแสดงจนต้องเสริมเก้าอี้ ส่วนนักศึกษานักเรียนต้องนั่งกันตามบันไดทางเดิน นับว่าการแสดงนี้ได้รับการต้อนรับอย่างคับคั่ง

ผู้เล่นเปียโนเป็นหนุ่มน้อยชาวไทยซึ่งเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแวดวงดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย เสกข์ ทองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดพะเยา เขาเกิดในปี พศ.2528 เขาไม่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ทว่าในช่วงวัยรุ่นเขากลับเล่นกีตาร์เพลงร็อคแทน เศกเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุแปดขวบกับครูหนูรักษ์ นนท์ทรี พร้อมกันนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูสาโรช แสงทอง ด้วยความที่เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมจึงได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ไปเรียนที่รัสเซียตอนอายุ 17 ปี ซึ่งตอนมาอยู่ที่รัสเซียนี่เองเขาจึงได้เรียนเปียโนอย่างเข้มข้นครั้งแรก หลังจากนั้นก็สอบผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในสถาบันดนตรี Musical institute named after Sobinnova Yaroslavl (สถาบันแห่งนี้สอบเข้าโดยใช้วิชาดนตรีเพียงอย่างเดียว) เสกข์ใช้เวลาเรียนในสถาบันแห่งนี้สามปี โดยได้รับรางวัล The Best Piano Performer ในปี 2004 และได้รับอนุปริญญา Concert Master ในปี 2006 หลังจากนั้นยังเข้าศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คนไทยคนแรกที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้) โดยเรียนเปียโนกับ Tatiana Zagorovskaya และสถาบันนี้เสกข์ได้รับรางวัล Prize winner of international piano competitions and Honored Artist of Russia หลังจบการศึกษาทางดนตรี เขายังแสดงดนตรีในรัสเซียก่อนกลับประเทศไทย

การแสดงในค่ำคืนนั้น วาทยากรผู้ควบคุมวงคือ Gundi A. Emilsson เขาเกิดใน Iceland ในปี 1964 เรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่สี่ขวบ ได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัล Herbert Von Karajan Award ในเซาส์บรูก ออสเตรีย รางวัลริชร์ด วากเนอร์ ในเยอรมัน (ในค่ำคืนดังกล่าวหลังพักการแสดง ได้บรรเลงของวาร์กเนอร์ จึงไม่แปลกที่เขาควบคุมวง TPO เล่นเพลงวาร์กเนอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกภาพ) นอกจากนั้น Emilsson ยังคงเดินทางไปเป็นวาทยากรทั่วโลก โดยปักหลักเป็น Chief Conductor ของวง TPO

ตามธรรมเนียมการแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทโหมโรง ทาง TPO เองก็มีธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงโหมโรงจะนำเพลงไทย ทั้งไทยเดิม ไทยสากล มาดัดแปลง เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเล่นกับวงออร์เครสตร้า ซึ่งหลายครั้งการดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเล่นนั้นทางวงเล่นได้ดีเป็นพิเศษ บทโหมโรงในวันนี้คือ Trust (Confident in Thailand) เรียบเรียงโดยประทีบ พันตรีประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นวาทยากรประจำวง เมื่อบีีเลงเพลงโหมโรงจบลง มีการจัดเวทีประมาณห้านาที แกรนด์เปียโนสไตน์เวย์ถูกเคลื่อนมาไว้ตรงกลางเวที เสกข์ปรากฏกายจากด้านหลังเวที คนดูต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น เมื่อเขานั่งประจำที่หน้าเปียโนทั้งหอประชุมกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เมื่อวงพร้อม และตัวเขาพร้อม จึงเริ่มบรรเลงคีย์แรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสองอย่างสุขุมนุ่มลึก

ในช่วงแรกของการแสดงวงดนตรีมีอาการตื่นเล็กน้อย อาจจะเป็นอาการเกร็งทางร่างกาย ผนวกกับคนดูซึ่งให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เมื่อบรรเลงถึงหนึ่งในสามของกระบวนแรกวงดนตรีเริ่มเล่นดีขึ้น เสียงจากกลุ่มเครื่องสายกลุ่มแรกเริ่มสอดประสาน ส่วนการบรรเลงของเสกข์มีความตั้งใจสูง ท่วงท่าการแสดงของเขาเรียบง่าย ไม่แสดงท่าทางจนเกินขอบเขต ขณะเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง ช่วงกระบวนที่สองเป็นท่อนที่ยากมากท่อนหนึ่ง และเป็นท่วงทำนองช้า ทำให้ผู้เล่นต้องควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด จนกระทั่งกระบวนสุดท้าย เสกข์ได้แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างหนักของเขา และวง TPO ซึ่งสลัดอาการงัวเงียจากอาการตื่นเวทีทิ้งจนเกือบหมด ทำให้ท่อนจบนั้นเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงามน่าประทับใจ เมื่อการแสดงจบผู้ชมต่างปรบมือกันไม่หยุดจนเสกข์เองต้องออกมาแสดงเดี่ยวเปียโนเป็นของแถมการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง ของรัคมานินอฟในครั้งนี้นับว่าเป็นของยากที่ท้าทายทั้งผู้เล่นและคนฟัง TPO มีแนวทางการเล่นเพลงนี้เป็นของตัวเองอยู่พอสมควร (ดังนั้นการฟังเปรียบเทียบกับวงระดับโลกย่อมมีความแตกต่าง)

กระนั้นเลยหลังพักการแสดง TPO กลับไปเล่นเพลง Symphony in C major ของริชาร์ด วาร์กเนอร์ ซึ่งบางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าวาร์กเนอร์เคยประพันธ์ซิมโฟนีเอาไว้ด้วย เพราะผลงานเด่นของวาร์กเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอุปรากร วาร์กเนอร์นั้นนับถือผลงานของบีโธเฟ่นเป็นอย่างมาก ซิมโฟนีบทนี้วาร์กเนอร์ประพันธ์ขึ้นตอนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น จึงมีอิทธิพลของบีโธเฟ่นอยู่ไม่น้อย และไม่น่าเชื่อว่า TPO บรรเลงเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก ๆ

กลับมาที่รัคมานินอฟอีกครั้ง อย่างที่ผมกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ของรัคมานินอฟเป็นเพลงฮิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงซึ่งติดหูคนฟังมากที่สุดบทเพลงหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ใครจะเชื่อว่าบทเพลงนี้จะแต่งหลังจากรัคมานินอฟบำบัดจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสะกดจิตนาม นิโคไล ดาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัคมานินอฟไม่กล้าเขียนเพลงอีกเลยเมื่อครั้งโดนวิจารณ์อย่างหนักหลังการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขหนึ่งรอบพรีเมียร์ ความผิดหวังครั้งนั้นหนักหนาจนเขาไม่อาจยอมรับในตัวตนของเขา หรือจะพูดว่าเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตนไปกับคำวิจารณ์ เมื่อเขารักษาด้วยการสะกดจิต เขากลับมาแต่งคอนแชร์โตต่อจนจบ และใครจะเชื่อว่ามันได้กลายเป็นคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

เปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง มีผู้นำไปบันทึกเสียงจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคต แผ่นซีดีที่น่าสนใจหลายแผ่นด้วยกัน แผ่นแรกที่ผมจะแนะนำเป็นแผ่นที่หนังสือ 1001 Classical Recording You Must Here Before You Die จากบรรณาธิการ Matthew Rye แนะนำเอาไว้ก็คือแผ่น Sviatoslav Richter เล่นเปียโน กับวง Warsaw Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Stanislaw Wislocki เป็นวาทยากร แผ่นนี้อัดเสียงในปี 1959 สังกัดดอยท์แกรมโมโฟน (DG447 420-2) นายสตีเวนกล่าวเอาไว้ว่าในมูฟเม้นต์แรกช่วงท้ายเพลง เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าค้นหา เปียโนซึ่งเล่นขัดกับวงออร์เครสตร้านั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมได้แผ่นมาแรก ๆ (ด้วยความใจง่ายของผม) จึงขยับให้เป็นแผ่นที่ผมพึงใจในช่วงเวลาดังกล่าวในทันที (แม้คนใกล้ชิดของผมยังมีข้อสงสัยว่า เขาเล่นแปลกไปก็ตาม) แผ่นที่สองทีนายสตีเวนแนะนำให้เป็นทางเลือกในการฟังคือ Valadimir Ashkenazy บรรเลงวงโดย London Symphony Orchestra กำกับวงโดย André Previn สังกัด Decca 444 839-2-2 เป็นซีดีแผ่นคู่ (ที่ยังหาซื้อได้ไม่ยาก-และบางชุดที่ผลิตใหม่มีด้วยกันสามแผ่น) แผ่นนี้ของท่านวลาดิเมียร์นั้นวงลอนดอนเล่นเพลงได้นุ่มนวลเหลือเกินครับ ฟังแล้วน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนเปียโนของท่านวลาดิเมียร์นั้นค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอารมณ์จนเกินเลย แต่ลูกเล่นของท่านยังเหลือรับประทาน

ส่วนแผ่นอื่น ๆ ที่ผมอยากแนะนำคือ อีกแผ่นคือแผ่นที่ Byron Janis เล่นเปียโน บรรเลงโดยวง Minneapolis Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Antal Dorati สังกัดตราแผ่นเสียง Mercury (MLP470639) ก็เป็นอีกแผ่นที่สแตนดาร์ดมาก หมายถึงเหมาะแก่การเอาไว้ฟังอ้างอิงในแผ่นอื่น ๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ผมคิดว่าง TPO น่าจะมีแนวทางการบรรเลงคล้าย ๆ (ขอกล่าวว่าคล้าย ๆ เท่านั้นนะครับ) คือแผ่นที่ Evegeny Kissin เล่นเปียโน London Symphony Orchestra บรรเลง และควบคุมวงโดย Valery Gergiev ซึ่งท่านผู้อ่านลองฟังเปรียบเทียบดูนะครับเพราะแผ่นทั้งหมดมีความแตกต่าง มีความเด่นด้อย และรสนิยมในการบรรเลงที่หลากหลายมาก

Sviatoslav Richter

 

Wolfgang Amadeus Mozart
Klavierkonzert: Piano Concertos Nos.6,17&21

ก่อนเข้าสู่บทเพลงอันสุนทรีย์ของเพลงคลาสสิก ผมขอใช้หน้ากระดาษกล่าวถึงธุรกิจดนตรี-เพลงในเมืองไทยสักเล็กน้อย ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเสียเงินเสียทองกับการสะสมอัลบัมเพลงในรูปแบบต่าง ๆ จนไม่กล้าคำนวนตัวเลขที่จ่ายไป เริ่มตั้งแต่การสะสมเทปคลาสเซ็ตมาเมื่อครั้งยังนุ่งขาสั้น จนมาถึงยุคที่แผ่นซีดีรุ่งโรจน์เจิดจรัส และหันกลับมาสะสมแผ่นเสียงตามความฝันหลังจากทำงานทำการในวัยหนุ่ม ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นยุคที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นหมดยุคแผ่นเสียงเมื่อปี 80 มีแผ่นซีดีเข้ามาทดแทน แต่หลังปี 2010 แนวโน้มของร้านขายซีดีกำลังจะล้มหายตายจาก ลมหายใจของอัลบัมเพลงที่เป็นซีดีรวยรินลงเหลือเกิน คาดว่าปีหน้าน่าจะพอนับร้านที่ขายแผ่นซีดีเพลงเป็นหลักได้อย่างง่ายดาย โดยเปลี่ยนหน้าร้านมาสู่การดาวน์โหลดเพลงทางมือถือและอินเตอร์เน็ตจากไฟล์ MP3 ชาร์ตเพลงฮิตต่อไปคงเปลี่ยนจากแผ่นที่ขายได้ มาเป็นยอดดาวน์โหลด สมรภูมิหลักของธุรกิจในวันนี้คือ “ง่ายแต่แพง” เพราะถ้าพิจารณาถึงราคาเพลงที่ดาวน์โหลดนั้น เพลงหนึ่งมีราคาที่สูงมาก แน่นอนว่าซื้อเพลงเดียวอาจจะไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินในราคาแพง แต่ถ้าซื้อทั้งอัลบัมเราจะพบว่ามันมีราคาที่แพงเท่ากับการซื้อซีดีหนึ่งแผ่น โดยไม่มีซีดี ไม่มี Booklet ไม่มีของแถมเล็กน้อยจากทางวง รวมถึงเอาไปฟังที่ไหนไม่ได้นอกจากเครื่องที่เราใช้ดาวน์โหลดมา รวมถึงผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์เพลงจะไม่เคยมีของสะสมเป็นชิ้นเป็นอัน เว้นแต่ไฟล์ดิจิตอลใน Library

อย่างที่ผมกล่าว ช่างอ้างว้างเดียวดายเหลือเกินในโลกหลังปี 2010 นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ชอบสะสมซีดี คงต้องหาหนทางซื้อซอร์ฟแวร์จากทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นไปกว่าเดิม

กลับมาที่เพลงของเรากันอีกครั้งนะครับ หลายท่านอาจจะส่ายหน้ากับผม แล้วตะโกนดัง ๆ ว่า “โมสาร์ทอีกแล้วหรือ” ผมก็ต้องพยักหย้าหงึกหงั่กและตอบว่า “ใช่แล้วครับท่าน โสาร์ทอีกแล้ว” 555

แต่ใคจะปฏิเสธผลงานของท่านโมสาร์ทได้ (หยิบเอามาฟังทีไรก็ยังไพเราะ) ความอัจฉริยะของโมสาร์ทนั้นหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทั้งในยุคของท่านโมสาร์ท ไล่มาถึงยุคคลาสสิก และมาสู่ยุคปัจจุบัน เหมือนทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วยโมสาร์ท ไม่ต่างจากนักหัดวาดภาพ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนการสเก็ตภาพเหมือนของมนุษย์ก่อนจะก้าวไปทำงานที่แตกต่าง เช่นเดียวกับการไขปัญหาจักรวาล ก็ต้องเริ่มต้นที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มาถึงทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทฤษฎีควอนตัม ไม่มีเครื่องลัดเวลา ไม่มีการไปถึงจุดยอดของภูเขาด้วยการนั่งกระเช้า (แม้ทุกวันนี้ภูเขาบางลูกจะมีกระเช้าให้ขึ้นก็ตาม)

ซีดีอัลบัมนี้ผมยอมรับว่าผมซื้อเพราะหน้าปก หน้าปกสาวน้อยใบหน้างดงามคนนี้คือ Pia Degermark นักแสดงชาวสวีดิส ที่แสดงเป็น Elvira Madigan (ตามชื่อหนัง) นักไต่ลวดสาวที่จบชีวิตในแบบดรามาก่อนวัยอันควร ผมไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ แต่สัญญาในใจว่าจะหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ส่วนซีดีแผ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง Elvira Madigan ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เพราะเพลงจากอัลบัมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

โมสาร์ทแต่งเปียโนคอนแชร์โต้เอาไว้อย่างมากมายรวมแล้วจำนวนถึง 27 หมายเลข ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากมายเอาเรื่อง ตั้งแต่หมายเลขแรกจนสุดท้ายนั้นก็แต่งต่างกรรมต่างวาระกัน สี่หมายเลขแรกซึ่งเป็นช่วงยุคแรกแต่งขึ้นระหว่างปี 1763-64 ช่วงที่อยู่ในกรุงปารีส ส่วนเปียโนคอนแชร์โต้เพลงท้ายก็แต่งในช่วงปี 1788 อันเป็นช่วงมรสุมชีวิต และมรสุมทางการเงินเล่นงานโมสาร์ทอย่างหนัก ซึ่งใครจะเชื่อว่านักประพันธ์เพลงผู้เอกอุท่านนี้ โด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นแล้วบั้นปลายชีวิตก็ยังคงตกอับในแบบศิลปิน ราวกับใครเขียนบทเอาไว้ก็ไม่ปาน นึกแล้วช้ำใจยิ่งนัก ราวกับปิศาจ ซาตาน หรือพระเจ้ากันแน่ที่ลิขิตให้เป็นแบบนั้น คนมากพรสวรรค์ทว่าชีวิตกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต

แผ่นซีดีแผ่นนี้บรรจุเปียโนคอนแชร์โตเอาไว้สามเพลงสามหมายเลข ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเปียโนสามหมายเลขที่ดีที่สุดของโมสาร์ท รวมถึงของโลกด้วย และผมก็เชื่อว่าสามเพลงนี้ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นเคยคุ้นหูมาก่อน เพราะเพลงเหล่านี้ถูกนำไปเล่นซ้ำบ่อย ๆ ปรากฎในซีดีรวมเพลงคลาสสิกฮิต ๆ บ้าง เพลงในหนังบ้าง เพลงเปิดตามห้าง เพลงรอรับสาย แต่ท่านอาจจะไม่เคยสัมผัสเวอร์ชั่นที่เล่นได้น่าประทับใจ ซึ่งผมคิดว่าแผ่นซีดีชุดนี้น่าฟังมากชุดหนึ่ง แม้ผมจะฟังเปียโนคอนแชร์โตโมสาร์ทมาหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าติดหูติดใจของผมมาก

เปียโนคอนแชร์โตในชุดนี้บรรเลงโดยวง Camerata Academicades Salzburger Mozarteums บรรรเลงเปียโนโดย Géza Anda บันทึกเสียงระหว่างปี 1961-62 ดังนั้นแผ่นซีดีชุดนี้จึงเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงต้นฉบับในแบบ Analog แล้วค่อยมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลในภายหลัง ซึ่งเท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือแผ่นของดอยท์แกรมโมโฟน ที่แปลงมาจากเทป Analog มักจะทำได้ดีกว่าแผ่นที่ต้นฉบับบันทึกเป็นดิจิตอล ความลื่นไหลของเสียงดนตรี ความหนาของเสียง และบรรยากาศโดยรอบกลับน่าชื่นชมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับเพลงเปียโนคอนแชร์โต้ของโมสาร์ทนั้น วงออร์เครสตร้าที่บรรเลงจะเป็นวงในลักษณะวงแชมเบอร์ ซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่าวงใหญ่ ดังนั้นวงแชมเบอร์จึงไม่จำเป็นต้องมีวาทยากร ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนจึงทำหน้าที่คล้ายวาทยากรขณะบรรเลงไปด้วย (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรีเดี่ยว หัวหน้าวงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มไวโอลินก็จะทำหน้าที่นำวงไปพร้อมการเล่น) ข้อดีของวงแชมเบอร์ก็คือการประสานงานของวงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดีกว่าวงใหญ่ (ซึ่งมีนักดนตรีจำนวนมาก) การสื่อสารของนักดนตรีกับกลุ่มดนตรีจึงทำได้ไหลลื่นเป็นเอกภาพ

ผู้เล่นเปียโน Géza Anda เป็นนักเปียโนเชื้อสายฮังกาเรียน กีซา เอนดาเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1921 ที่บูดาเปสต์ ในวัยเด็กศึกษาดนตรีกับครูในละแวกบ้านเกิด จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่สถาบันดนตรี Franz Liszt Academy ในบูดาเปสต์ ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ Ernstvon Dohnányi และยอดคีตกวีชาวฮังกาเรียนอย่าง Zoltán Coldály ในปี 1940 เขาชนะเลิศรางวัล Liszt Prize ซึ่งการชนะเลิศครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเอนดา โด่งดังจนได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิค ช่วงกลางชีวิตของแอนดานอกจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเขายังศึกษางานของโมสาร์ท และอุทิศตนเป็นอาจารย์ทางดนตรีในสถาบันดนตรีแห่งมิวนิค

เพลงแรกของอัลบัมเปิดด้วยเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 17 KV 453 ในบันไดเสียง G major (ตัวย่อ KV นั้น ย่อมาจาก Köchel-Verzeichnis ซึ่งหมายถึงนาย Ludwig von Köchel ผู้ซึ่งจัดทำ Köchel catalogue จัดลำดับผลงานของโมสาร์ทที่ตีพิมพ์ก่อนและหลังเป็นตัวเลข บางสำนักก็ย่อเพียง K ตัวเดียว) หมายเลข 17 เขียนเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 12 เมษายน 1784 เพลงเปิดด้วยวงแชมเบอร์ด้วยท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งดำเนินในจังหวะเร็ว วงดนตรีเล่นด้วยความลื่นไหลอ่อนช้อย กลางเพลงเมื่อเข้าสู่ท่อน Kadenz (หรือ Cadenza ซึ่งหมายถึงการเล่นเดี่ยว ภาษาเพลงร็อคก็คือท่อน Solo นั่นเอง ในเพลงคลาสสิกท่อน Kadenz นั้นผู้เล่นอาจจะเลือกตัวโน๊ตจากผู้ประพันธ์เพลงมาเล่น หรือจะใช้ปฏิพานทางดนตรี หรือท่อนที่ตนเองแต่งสอดใส่เข้าไปก็ได้ กระนั้นขึ้นอยู่กับความกล้าของผู้เล่นว่าจะเล่นอย่างพิศดารหรือเล่นตามขนบ ซึ่งเราทราบดีว่าดนตรีคลาสสิกนั้นไม่นิยมความพิศดารมากนัก ผู้เล่นต้องเล่นอย่างมีรสนิยมอันดี ซึ่งในเพลงนี้เอนดาเลือก Kadenz ที่โมสาร์ทเป็นผู้ประพันธ์ทั้งหมดมาเล่น) เสียงเปียโนที่เอนดาเล่นทำได้อย่างมีระเบียบ ล้อไปกับท่วงทำนองหลักอย่างเบิกบาน ท่อนที่สองเริ่มด้วยเครื่องสาย รับต่อด้วยกลุ่มเครื่องเป่า ท่วงนี้ทำนองช้าราวใคร่ครวญค้นหาความหมายและเปียโนเล่นรับบรรยายความรู้สึกที่ต้องการบอก และมูฟเม้นต์สุดท้ายท่วงทำนองร่าเริงสดใส เปียโนเล่นล้อไปกับวงตลอดเพลง

เพลงที่สองอันเป็นไฮไลต์ของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 KV 467 ในบันไดเสียง C major เพลงนี้มีชื่อเล่นว่า Elvira Madigan ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้น ชื่อเล่นนี้มาเรียกกันในภายหลังนะครับ แต่ก็เรียกจนติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เพลงเปียโนคอนแชร์โตเพลงนี้ของโมสาร์ทเขียนเสร็จใจปี 1785 เป็นเพลงที่โด่งดังเพลงหนึ่งของคีตกวีเอกท่านนี้ก็ว่าได้ เพราะท่วงทำนองทั้งสามมูฟเม้นต์เป็นเหมือนแบบที่โมสาร์ทวางรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาก็คือท่วงทำนองแรกเริ่มขึ้นด้วยลีลาเร็ว โดยเริ่มขึ้นด้วยความเงียบ เสียงจากกลุ่มเครื่องสายด้วยอารมณ์รื่นเริง ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบ เครื่องสายค่อย ๆ เล่นดังขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ารับช่วงต่อโดยการเล่นท่วงทำนองเดิมและเปียโนวกเข้ามาเล่น Kadenz ช่วงสั้น ๆ สลับกับวงแชมเบอร์ตลอดทั้งเพลง ท่อนที่สองมีลีลาที่เชื่องช้า เสียงเครื่องเป่าลมไม้เป็นตัวแทนของความเศร้าทุกข์ตรม แต่กระนั้นท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความงดงามของเมโลดี้เป็นอย่างมาก ท่อนจบเป็นไปอย่างสุกสว่างและสงบเยือกเย็น ท่อนสุดท้ายของเพลงเริ่มด้วยความสุขสนุกสนาน วงแชมเบอร์เริ่มขึ้นพร้อมเพรียง เปียโน Kadenz ในช่วงสั้น ๆ ด้วยการตอบโต้กับวงดนตรี ขณะเดียวกันการโซโลก็แตกคอร์ดออกไปจากธีมหลัก ก่อนจะจบลงด้วยความภาคภูมิ

เพลงสุดท้ายของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 6 KV238 ในบันไดเสียง B flat major เพลงนี้แต่งขึ้นในปี 1776 ช่วงดังกล่าวโมสาร์ทยังอาสัยอยู่ในออสเตรียเมืองเซาส์บูร์ก ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อลูกโมสาร์ทประวบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการแสดงดนตรี ก่อนที่จะเดินทางไปยังปารีสในปี 1777 เพลงนี้ยังคงรักษาแบบแผนของโมสาร์ทไม่เสื่อมคลายคือเริ่มด้วยท่วงทำนองสดใสร่าเริงในมูฟเม้นต์แรก โศกเศร้าอาดูรในมูฟเม้นต์สอง และคลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย

กีซา เอนดา เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือประณีต มีระเบียบแบบแผนที่งดงาม ขณะที่วงแชมเบอร์เล่นกันได้อย่างมีเอกภาพสมกับเป็นวงบ้านเกิดของโมสาร์ท การตีความดนตรีด้วยความเข้าใจบทเพลง ย่อมก่อให้เกิดรสนิยมอันดีต่อเพลงคลาสสิก สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของโมสาร์ทยังคงมีลมหายใจ ลอยล่องอยู่ในอากาศเพื่อฝ่าห้วงกาลเวลาไปยังอนาคต เปียโนคอนแชร์โตทั้งสามเพลง เป็นเหมือนตัวแทนบทเพลงที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งท่ามกลางบทเพลงมากมายของโมสาร์ทได้อย่างงดงาม

Music: 9
Sound: 8.5

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers