Info

Posts tagged Film

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

โดย นิวัต พุทธประสาท

ถ้า Personal ของอิงมาร์ เบิร์กแมน คือการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ โดยการมุ่งแสวงหาด้านลึกของความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่จำกัด Personal คือนิยามของความเป็นปัจเจก การนำเสนอเต็มไปด้วยสัญญะอำพราง ปราศจากที่มาที่ไปด้านลึก (แต่ก้าวสู่ปริมณฑลในด้านกว้าง) สิ่งเหล่านั้นถือเป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่สังคมหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ของคนหนุ่มสาว แต่ถ้าย้อนกลับไปดูหนังก่อนหน้านั้นของเบิร์กแมน ใน The seventh sealเราจะพบว่าหนังทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ การค้นหาความหมายของความตาย และการก้าวล่วงไปยังดินแดนที่มนุษย์ต่อรองกับอำนาจพิเศษได้

The seventh seal เป็นหนังที่ทรงพลังเรื่องหนึ่งของเบิร์กแมน ด้วยการเล่าเรื่องย้อนไปยังช่วงสงครามครูเสต แอนโทนีอัส บล็อก อัศวินผู้เข้าร่วมรบในสงครามศาสนา กลับสู่บ้านเกิดที่สวีเดนพร้อมกับโจนส์องครักษ์รู้ใจ ขณะที่อัศวินตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง ยมทูตได้ปรากฏตัวขึ้น อัศวินรู้ชะตากรรมของตน เขากล่าวกับยมทูตว่าน่าจะเล่นหมากรุกด้วยกัน ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ ยมทูตสามารถนำวิญญาณของเขาไปสู่หนใดก็ได้ แต่ถ้าอัศวินชนะเขาจะรอดจากความตาย การต่อรองของอัศวินช่วยยืดชีวิตของเขาออกไป เขาสามารถมีชีวิตอยู่และเดินทางเพื่อกลับสู่ปราสาทของตน แต่ระหว่างทางนั้นเขาพบว่าบ้านเกิดเมืองนอนที่จากมา กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤติอย่างหนัก เพราะเวลานั้นโรคระบาดกำลังระบาดอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากล้มตาย บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน ผู้คนตื่นตระหนก วันสิ้นโลกราวเดินทางมาเบื้องหน้า

 

I am Death

 

 

ขณะเดียวกันคณะละครเร่ซึ่งมีโจฟเป็นหน้าคณะ กำลังเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดง โจฟเป็นคนฝันเฟื่อง เขามักจะมองเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ แล้วนำมาเล่าให้ลิซาซึ่งเป็นภรรยาฟังเสมอ และลิซามองว่าโจฟนั้นเป็นคนเพ้อฝัน แต่เธอก็รักสามีของเธอเพราะเขาเป็นคนเช่นั้น สองสามีภรรยารู้ว่าช่วงเวลาที่ลำบากกำลังมาเยือนคณะของตน เพราะผู้คนที่กำลังหวาดกลัวต่อโรคระบาด ไม่อยู่ในห้วงอารมณ์ที่จะเสพงานบันเทิง นอกจากเศรษฐกิจจะฝืดเคืองแล้ว อันตรายที่จะติดโรคระบาดก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เมื่ออัศวินและองครักษ์เดินทางเข้าสู่เมือง พวกเขายิ่งพบว่าวิกฤติครั้งนี้หนักหนากว่าครั้งใด นอกจากคิดผิดที่ไปร่วมรบในสงครามแล้ว ยังพบว่าผู้คนได้เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจไปมาก บล็อกแลเห็นผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบกร้าน ศาสนจักรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย และยัดเยียดใครให้เป็นแม่มดก็ได้ ความหวาดกลัวของผู้คนทำให้รัฐสามารถเข้าครอบงำประชาชน ยิ่งพวกเขากลัวโรคระบาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถมีอำนาจเหนือทุกอย่าง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อต้าน

The seventh seal เดินทางสำรวจเข้าไปสู่ความหวาดระแวงของผู้คน อัศวินอย่างบล็อกผู้โกงความตาย เขายังถูกยมทูตตามราวีเอาชีวิต ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาแลเห็นบนโลกก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ นอกจากปล่อยให้ชะตากรรมดำเนินไป แต่สำหรับโจนส์องครักษ์ของบล็อกกลับมองว่าการกระโจนเข้าไปทำอะไรบางอย่างนั้นอาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เช่นเขาเข้าช่วยเหลือสาวใบ้จากโจรที่เข้ามาขโมยของ และให้สาวใบ้ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกับตน หรือจะรอความตายที่กำลังมาเยือน การช่วยเหลือสาวใบ้ของโจนส์เป็นเหมือนการยื่นมือพิทักษ์ความเป็นธรรม

อิงมาร์ เบิร์กแมนนั้นตั้งคำถามในหลายหัวข้อเกี่ยวกับการดำรงค์ชีวิต ความเพ้อฝันของโจฟนักแสดงเร่ ผู้มีจิตใจงามมองโลกแง่ดี ขณะเดียวกัน โจนส์องครักษ์ที่มุทะลุดุดัน และบล็อคอัศวินที่ชอกช้ำจากสงคราม คนเหล่านี้มีบาดแผลเจ็บปวดที่ต่างกัน แต่จุดหนึ่งก็คือพวกเขาพยายามหนีไปจากกับดักด้วยวิธีการต่าง ๆ ในฉากสยดสยองที่แม่มดโดนเผาไฟบ่งบอกให้เราตระหนักได้ว่าท้ายสุดอำนาจทางการเมืองนั้นสามารถลงทัณฑ์ใครก็ได้ แม้ไม่ต้องมีการไต่สวนความผิด หรือไต่สวนตามที่ตั้งธงเอาไว้ การลงโทษแม่มดด้วยการเผาไฟจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพื่อระงับความกลัวของประชาชนด้วยการบูชายัณฑ์ แม้บางครั้งเสียงสวดอ้อนวอนร้องขอต่อพระเจ้าก็ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่มืดมน

 

Have you seen the Devil?

 

 

ในตอนท้ายยมทูตกำลังจะชนะกระดานหมากรุกของบล็อก อัศวินที่สิ้นท่าล้มกระดานหมากรุกแห่งความตายในทันใด แต่แล้วยมทูตก็บอกกับเขาว่าไม่ว่าจะล้มกระดานอย่างไร ยมทูตก็ยังจดจำหมากกระดานนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าอัศวินจะล้มกระดานหมากรุกเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นแต่ความตายก็ยังเพรียกหา และด้วยวิธีการลมกระดานไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย ทว่าฉากที่น่าคบคิดก็คือ เมื่อใกล้วาระสุดท้ายขอยู่ ๆ สาวใบ้ที่ไม่ยอมพูดก็สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าขึ้นมาในตอนจบ นั่นหมายความว่าเมื่อมนุษย์มาถึงจุดหนึ่งซึ่งความตายรออยู่ พวกเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้

 

The angels? God? Satan? Emptiness?

 

 

การสำรวจตรวจตราบาปกรรมของมนุษย์ ผ่าน The seventh seal เราย่อมมองเห็นภาพจำลองทางสังคมที่เลือนหาย มันได้กลายเปลี่ยนเป็นภาวะที่เต็มไปด้วยสุญญกาศ แม้เบิร์กแมนจะไม่ฉีกตำราดั้งเดิม คือยังคงเผื่อทางเลือก และทางออกอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดเบิร์กแมนก็ยังคงกระซิบว่าไม่ว่ามนุษย์คนไหน ก็รอดพ้นจากชะตากรรมไม่ได้ ช้าหรือเร็วนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

เวลานี้ตลาดโทรทัศน์ในบ้านเราน่าจะมาถึงจุดที่เริ่มจะอิ่มตัวกันแล้ว เพราะถ้ามองไปที่เทคโนโลยีใหม่ คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาอีกต่อไป หรือแม้แต่โทรทัศน์สามมิตินั้นก็เป็นเพียงกระแสแฟชั่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถามว่าใครจะดูโทรทัศน์สามมิติตลอดเวลา แล้วรายการธรรมดาจะดูแบบสามมิติไปทำไม หรือถ้ามองไปที่หนังสามมิติ ก็ยังอยู่อีกไกลกว่าจะพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดยอด

กลับมาที่โทรทัศน์ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอนนี้นิยมกันโดยเฉพาะโทรทัศน์ Plasma กับ LCD-LED ต่างทำตลาดลุยแข่งกันอย่างหนักทั้งค่ายเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป-อเมิริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้เห็นก็คือ การเขียนรายงานการทดสอบที่เที่ยงตรง โดยเฉพาะการทดสอบของหนังสือหรือเวบไซต์ที่ขายของ ต่างก็หาการทำสอบจริง ไม่อ้างอิงบริษัท โฆษณา หรือพวกพ้องไปได้ ดังนั้นการทดสอบจริงจังจึงไม่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเองก็คงรู้สึกเช่นนั้น การหาข้อเท็จจริงมันยากเย็นเหลือเกิน การหมกเม็ดจุดอ่อนของ พลาสมา แอลซีดี ทำกันเป็นระบบ ทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นกับทุกค่าย

สำหรับการทำสอบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผมต้องการเปลี่ยนโทรทัศน์เครื่องเดิมที่เป็นจอแก้ว มาเป็นโทรทัศน์พลาสมา ผมตั้งใจซื้อพลาสมามาใช้ ดูภาพยนตร์จากดีวีดี และบลูเรย์ และคิดว่าต้องการรับชมภาพจากดาวเทียมด้วย ในบทความนี้ผมคงไม่อ้างอิงโทรทัศน์พลาสมาหรือแอลซีดีว่าอะไรดีกว่ากันนะครับ จะมุ่งเน้นที่การใช้งาน Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นหลัก อย่างเที่ยงตรง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำข้อมูลไปตัดสินใจว่าจะซื้อมันดีหรือไม่

Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นโทรทัศน์แบบพลาสมา จอภาพขนาด 50 นิ้ว ฟูลไฮเดฟ โทรทัศน์รุ่นนี้ของพานาโซนิคเป็นรุ่นกลางของเขา พาเนลผลิตที่ญี่ปุ่น ส่วนตัวเครื่องประกอบที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือกว่าผลิตในจีนนะครับ การออกแบบเรียบง่าย ไม่ดูทันสมัยหรือเชยเกินไป กรอบสีดำไม่ทำให้เกะกะสายตาเมื่อชมในความมืด ขนาดห้าสิบนิ้วทำให้สามารถวางโทรทัศน์ในห้องที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ได้ ผมตั้งโทรทัศน์บนชั้นวาง ผมไม่ชอบติดจอขนาดใหญ่บนผนัง เพราะต้องการปรับเปลี่ยนสายได้สะดวก

Panasonic รุ่น TH-P50S10T ตัวนี้ให้ช่องเสียบสายสัญญาณขาเข้ามาอย่างเพียงพอ ด้วยชุด HDMI 3 ชุด คอมโพเน้นต์สองชุด คอมโพสิตสามชุด และ S-Video 1 ชุด VGA  1 ชุด และยังมีช่องเสียบ SD-Card ให้อีก 1 ช่อง ซึ่งสะดวกมากต่อการรับชมภาพจากกล้องวีดีโอ หรือกล้องถ่ายภาพ

ผมต่อโทรทัศน์ผ่านเครื่องกรองไฟ Magnet LC-1 จากนั้นต่อสาย S-Video จากจานดาวเทียมยูบีซี  ต่อเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H ด้วยสาย HDMI และต่อ Playstation 3 Slim ด้วยสาย HDMI

ผมเริ่มทดสอบด้วยการดูภาพจากทรูวิชั่น โดยผมต่อสายคอมโพสิตอีกช่องหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบ ผมลองไล่ชมภาพจากช่องต่าง ๆ ก็พอจะยอมรับได้ ผมไล่ปรับสีแล้วค่อย ๆ ดูพบว่า ผมชอบปรับให้ภาพมีความเข้มพอสมควร ลดแสงลง และเพิ่มสีเล็กน้อย จากนั้นปรับให้ขจัดน้อยส์เต็มพิกัด ภาพจากเคเบิลหากเทียบกับจอแก้วหรือ CRT ขนาด 29 นิ้วเครื่องเก่าของผมแล้ว การดูรายการทางเคเบิลจอแก้วยังคงกินขาดทุกขบวน ภาพของ Panasonic รุ่น TH-P50S10T นั้นออกนุ่มนวลไม่คมจัดจนบาดตา ดูสบายตา อาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ให้สีที่นุ่มนวลกว่า

จากนั้นผมทดสอบภาพด้วยเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H โดยเลือกเล่นแผ่น The Lord of the rings: Return of The King ฉบับ Extended โซน 1 เครื่องเล่นออปโปรุ่นนี้สามารถอัพสเกลได้ถึง 1080P แต่หลังจากลองอยู่หลายเรื่องผมพบว่าอัพสเกลภาพที่ 720P ดูดีที่สุดสำหรับการชมกับ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ต้องบอกว่าพลาสมาตัวนี้ดูหนังจากดีวีดีได้ภาพที่สุดสวยนุ่มสบายมากกว่าดูจากเคเบิลดาวเทียมชนิดห่างไกลกันหลายช่วงตัว โดยเฉพาะฉากเริ่มเรื่องของ The lord of the rings ในภาคสามนั้นสดใสสวยงามเจริญตายิ่งนัก ฉากมืด ๆ ก็ยังคงเสดงรายละเอียดได้อย่างสวยงาม

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม PS3 Panasonic รุ่น TH-P50S10T นำเสนอภาพได้คมชัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากมืด ๆ นั้นมืดได้ใจบวกรายละเอียดที่เหลือกิน ผมดูหนังด้วยแผ่นบลูเรย์ดิสต์จาก PS3 ก็พบว่าให้ภาพที่สวยกว่าดูจากดีวีดีหลายเท่า จะบอกว่าพอใจภาพ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จากแผ่นบลูเรย์มากที่สุดก็ว่าได้ นี่ขนาดดูผ่านเครื่องเล่นเกมยังได้ภาพที่ดีเพียงนี้

สิ่งที่ผมทดสอบต่อมาคือชมภาพถ่ายจาก SD-Card ซึ่งถ่ายภาพจากกล้อง Ricoh GX200 ภาพถ่ายขนาด 2 เมกกาไบต์ ก็ได้ภาพที่คมชัดสวยงาม (แต่ยังสู้ภาพที่ได้จากบลูเรย์ไม่ได้)

ผลสรุปจากการทดสอบ อย่างที่เราทราบกันดีว่าโทรทัศน์พลาสมา และแอลซีดี โดยเฉพาะ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ยังคงเหมาะที่จะชมภาพ HD จากแหล่งข้อมูลที่สามารถส่งภาพรายละเอียดสูง มากกว่าชมภาพจากเคเบิลทีวี หรือดาวเทียมมาก ดังนั้นถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เหล่านี้มาชมรายการทีวีโดยทั่วไป ก็จะไม่คุ้มค่าราคา แต่ถ้าท่านชอบดูหนังผ่านแผ่นดีวีดี หรือบลูเรย์ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จึงคุ้มค่าราคาอย่างไม่ต้องสงสัย

Specifications

TV Tuner
Tuner Integrated yes
Tuning System PLL synthesizer 100-position auto-search tuner
CATV Compatibility Hyper-band
Broadcast Stereo Reception
NICAM -B yes
NICAM -G yes
NICAM – I yes
NICAM -German (A2) yes
Teletext Reception 2000P Level 2.5, FASTEXT/LIST
Receiving System
World 17-System yes
Display
Screen Size 50″ (127 cm) diagonal
Screen Aspect 16 : 9 Wide
Panel G12 Progressive Full-HD Plasma Display Panel
AR Filter yes
Progressive Scan yes
Number of Pixels 2,073,600 (1,920 x 1,080) pixels
Applicable PC signals VGA, WVGA, SVGA, XGA, WXGA, SXGA 60Hz
Applicable Scanning Format
525 (480)/60i yes
525 (480)/60p yes
625 (576)/50i yes
625 (576)/50p yes
750 (720)/50p yes
750 (720)/60p yes
1125 (1080)/50i yes
1125 (1080)/60i yes
1125 (1080)/24p (HDMI only) yes
1125 (1080)/50p (HDMI only) yes
1125 (1080)/60p (HDMI only) yes
Contrast Ratio (in dark surroundings) Dynamic: 2,000,000:1; Native: 30,000:1
Moving Picture Resolution 1080 lines
600 Hz Sub-Field Drive 550 Hz Sub-Field Drive
24p Smooth Film No
24p Playback yes
Digital Cinema Colour No
Shades of Gradation 5,120 equivalent steps of gradation
Deep Colour (10/12-bit) No
x.v. Colour yes
THX Mode No
3D Colour Management yes
Sub Pixel Control yes
Motion Pattern Noise Reduction yes
C.A.T.S. (Contrast Automatic Tracking System) yes
Video Noise Reduction yes
3D Comb Filter yes
Picture Mode Dynamic/Normal/Cinema/Game
Sound
Speaker System Bottom speaker
Speakers Full-Range (16 x 4 cm) x 2 (L,R)
Audio Output 20 W (10 W x 2), 10% THD
Sound Mode Music/Speech
Surround V-Audio Surround
Dolby Digital Out yes
Input/Output
VIERA Image Viewer Y (AVCHD/MPEG2/JPEG playback)
HDMI Input 3 (1 side, 2 rear) [ver. 1.3 with x.v.Colour]
Composite Video Input AV1/2/3/4: RCA phono type (3 rear, 1 side)
S-Video Input AV3: Mini DIN 4-pin (rear)
Audio Input (for Video) AV1/2/3/4: RCA phono type connectors [L, R] (3 sets rear, 1 side)
Component Video Input AV2: RCA phono type [Y , PB/CB, PR/CR] (1 set rear)
PC Input Mini D-sub 15-pin x 1 (side)
Audio Input (for HDMI,PC,Component) RCA phono type connectors (L, R) x 2 sets (rear x 1 set, side x 1 set)
Monitor Out RCA phono type (1 rear)
Audio Output RCA phono type connectors (L, R) (1 set rear: co-use with monitor out), Headphone jack (1 side)
Digital Audio Output (optical) yes
Features
VIERA Tools yes
VIERA Link Y (HDAVI Control 4)
Screen Saver Wobbling/Side Panel Adjustment
Multi Window
PAT yes
Game Mode yes
Aspect Controls
Auto no
16:9 yes
14:9 yes
Just yes
4:3 yes
4:3 Full yes
Zoom1 yes
Zoom2 yes
Zoom3 yes
On-Screen Display Languages English/French/Arabic/Persian/Thai/Chinese/Bahasa/Vietnam
Off Timer yes
Child Lock yes
General Data
Power Save Mode yes
Power Supply AC 220 – 240 V, 50/60Hz
Power Consumption (W)
Normal Use 430 W
Standby 0.4 W
Dimensions W/O stand (mm)
Width 1,218
Height 769
Depth 105
Dimensions with stand (mm)
Width 1,218
Height 814
Depth 401
Weight W/O stand (kg) 32.0 kg
Weight with stand (kg) 34.0 kg
Swivel Angle (dig.) -
Operating Temperature 0°C – 40°C