Info

Posts tagged Mozart

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

Wolfgang Amadeus Mozart
Klavierkonzert: Piano Concertos Nos.6,17&21

ก่อนเข้าสู่บทเพลงอันสุนทรีย์ของเพลงคลาสสิก ผมขอใช้หน้ากระดาษกล่าวถึงธุรกิจดนตรี-เพลงในเมืองไทยสักเล็กน้อย ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเสียเงินเสียทองกับการสะสมอัลบัมเพลงในรูปแบบต่าง ๆ จนไม่กล้าคำนวนตัวเลขที่จ่ายไป เริ่มตั้งแต่การสะสมเทปคลาสเซ็ตมาเมื่อครั้งยังนุ่งขาสั้น จนมาถึงยุคที่แผ่นซีดีรุ่งโรจน์เจิดจรัส และหันกลับมาสะสมแผ่นเสียงตามความฝันหลังจากทำงานทำการในวัยหนุ่ม ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นยุคที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นหมดยุคแผ่นเสียงเมื่อปี 80 มีแผ่นซีดีเข้ามาทดแทน แต่หลังปี 2010 แนวโน้มของร้านขายซีดีกำลังจะล้มหายตายจาก ลมหายใจของอัลบัมเพลงที่เป็นซีดีรวยรินลงเหลือเกิน คาดว่าปีหน้าน่าจะพอนับร้านที่ขายแผ่นซีดีเพลงเป็นหลักได้อย่างง่ายดาย โดยเปลี่ยนหน้าร้านมาสู่การดาวน์โหลดเพลงทางมือถือและอินเตอร์เน็ตจากไฟล์ MP3 ชาร์ตเพลงฮิตต่อไปคงเปลี่ยนจากแผ่นที่ขายได้ มาเป็นยอดดาวน์โหลด สมรภูมิหลักของธุรกิจในวันนี้คือ “ง่ายแต่แพง” เพราะถ้าพิจารณาถึงราคาเพลงที่ดาวน์โหลดนั้น เพลงหนึ่งมีราคาที่สูงมาก แน่นอนว่าซื้อเพลงเดียวอาจจะไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินในราคาแพง แต่ถ้าซื้อทั้งอัลบัมเราจะพบว่ามันมีราคาที่แพงเท่ากับการซื้อซีดีหนึ่งแผ่น โดยไม่มีซีดี ไม่มี Booklet ไม่มีของแถมเล็กน้อยจากทางวง รวมถึงเอาไปฟังที่ไหนไม่ได้นอกจากเครื่องที่เราใช้ดาวน์โหลดมา รวมถึงผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์เพลงจะไม่เคยมีของสะสมเป็นชิ้นเป็นอัน เว้นแต่ไฟล์ดิจิตอลใน Library

อย่างที่ผมกล่าว ช่างอ้างว้างเดียวดายเหลือเกินในโลกหลังปี 2010 นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ชอบสะสมซีดี คงต้องหาหนทางซื้อซอร์ฟแวร์จากทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นไปกว่าเดิม

กลับมาที่เพลงของเรากันอีกครั้งนะครับ หลายท่านอาจจะส่ายหน้ากับผม แล้วตะโกนดัง ๆ ว่า “โมสาร์ทอีกแล้วหรือ” ผมก็ต้องพยักหย้าหงึกหงั่กและตอบว่า “ใช่แล้วครับท่าน โสาร์ทอีกแล้ว” 555

แต่ใคจะปฏิเสธผลงานของท่านโมสาร์ทได้ (หยิบเอามาฟังทีไรก็ยังไพเราะ) ความอัจฉริยะของโมสาร์ทนั้นหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทั้งในยุคของท่านโมสาร์ท ไล่มาถึงยุคคลาสสิก และมาสู่ยุคปัจจุบัน เหมือนทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วยโมสาร์ท ไม่ต่างจากนักหัดวาดภาพ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนการสเก็ตภาพเหมือนของมนุษย์ก่อนจะก้าวไปทำงานที่แตกต่าง เช่นเดียวกับการไขปัญหาจักรวาล ก็ต้องเริ่มต้นที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มาถึงทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทฤษฎีควอนตัม ไม่มีเครื่องลัดเวลา ไม่มีการไปถึงจุดยอดของภูเขาด้วยการนั่งกระเช้า (แม้ทุกวันนี้ภูเขาบางลูกจะมีกระเช้าให้ขึ้นก็ตาม)

ซีดีอัลบัมนี้ผมยอมรับว่าผมซื้อเพราะหน้าปก หน้าปกสาวน้อยใบหน้างดงามคนนี้คือ Pia Degermark นักแสดงชาวสวีดิส ที่แสดงเป็น Elvira Madigan (ตามชื่อหนัง) นักไต่ลวดสาวที่จบชีวิตในแบบดรามาก่อนวัยอันควร ผมไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ แต่สัญญาในใจว่าจะหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ส่วนซีดีแผ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง Elvira Madigan ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เพราะเพลงจากอัลบัมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

โมสาร์ทแต่งเปียโนคอนแชร์โต้เอาไว้อย่างมากมายรวมแล้วจำนวนถึง 27 หมายเลข ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากมายเอาเรื่อง ตั้งแต่หมายเลขแรกจนสุดท้ายนั้นก็แต่งต่างกรรมต่างวาระกัน สี่หมายเลขแรกซึ่งเป็นช่วงยุคแรกแต่งขึ้นระหว่างปี 1763-64 ช่วงที่อยู่ในกรุงปารีส ส่วนเปียโนคอนแชร์โต้เพลงท้ายก็แต่งในช่วงปี 1788 อันเป็นช่วงมรสุมชีวิต และมรสุมทางการเงินเล่นงานโมสาร์ทอย่างหนัก ซึ่งใครจะเชื่อว่านักประพันธ์เพลงผู้เอกอุท่านนี้ โด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นแล้วบั้นปลายชีวิตก็ยังคงตกอับในแบบศิลปิน ราวกับใครเขียนบทเอาไว้ก็ไม่ปาน นึกแล้วช้ำใจยิ่งนัก ราวกับปิศาจ ซาตาน หรือพระเจ้ากันแน่ที่ลิขิตให้เป็นแบบนั้น คนมากพรสวรรค์ทว่าชีวิตกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต

แผ่นซีดีแผ่นนี้บรรจุเปียโนคอนแชร์โตเอาไว้สามเพลงสามหมายเลข ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเปียโนสามหมายเลขที่ดีที่สุดของโมสาร์ท รวมถึงของโลกด้วย และผมก็เชื่อว่าสามเพลงนี้ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นเคยคุ้นหูมาก่อน เพราะเพลงเหล่านี้ถูกนำไปเล่นซ้ำบ่อย ๆ ปรากฎในซีดีรวมเพลงคลาสสิกฮิต ๆ บ้าง เพลงในหนังบ้าง เพลงเปิดตามห้าง เพลงรอรับสาย แต่ท่านอาจจะไม่เคยสัมผัสเวอร์ชั่นที่เล่นได้น่าประทับใจ ซึ่งผมคิดว่าแผ่นซีดีชุดนี้น่าฟังมากชุดหนึ่ง แม้ผมจะฟังเปียโนคอนแชร์โตโมสาร์ทมาหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าติดหูติดใจของผมมาก

เปียโนคอนแชร์โตในชุดนี้บรรเลงโดยวง Camerata Academicades Salzburger Mozarteums บรรรเลงเปียโนโดย Géza Anda บันทึกเสียงระหว่างปี 1961-62 ดังนั้นแผ่นซีดีชุดนี้จึงเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงต้นฉบับในแบบ Analog แล้วค่อยมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลในภายหลัง ซึ่งเท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือแผ่นของดอยท์แกรมโมโฟน ที่แปลงมาจากเทป Analog มักจะทำได้ดีกว่าแผ่นที่ต้นฉบับบันทึกเป็นดิจิตอล ความลื่นไหลของเสียงดนตรี ความหนาของเสียง และบรรยากาศโดยรอบกลับน่าชื่นชมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับเพลงเปียโนคอนแชร์โต้ของโมสาร์ทนั้น วงออร์เครสตร้าที่บรรเลงจะเป็นวงในลักษณะวงแชมเบอร์ ซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่าวงใหญ่ ดังนั้นวงแชมเบอร์จึงไม่จำเป็นต้องมีวาทยากร ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนจึงทำหน้าที่คล้ายวาทยากรขณะบรรเลงไปด้วย (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรีเดี่ยว หัวหน้าวงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มไวโอลินก็จะทำหน้าที่นำวงไปพร้อมการเล่น) ข้อดีของวงแชมเบอร์ก็คือการประสานงานของวงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดีกว่าวงใหญ่ (ซึ่งมีนักดนตรีจำนวนมาก) การสื่อสารของนักดนตรีกับกลุ่มดนตรีจึงทำได้ไหลลื่นเป็นเอกภาพ

ผู้เล่นเปียโน Géza Anda เป็นนักเปียโนเชื้อสายฮังกาเรียน กีซา เอนดาเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1921 ที่บูดาเปสต์ ในวัยเด็กศึกษาดนตรีกับครูในละแวกบ้านเกิด จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่สถาบันดนตรี Franz Liszt Academy ในบูดาเปสต์ ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ Ernstvon Dohnányi และยอดคีตกวีชาวฮังกาเรียนอย่าง Zoltán Coldály ในปี 1940 เขาชนะเลิศรางวัล Liszt Prize ซึ่งการชนะเลิศครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเอนดา โด่งดังจนได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิค ช่วงกลางชีวิตของแอนดานอกจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเขายังศึกษางานของโมสาร์ท และอุทิศตนเป็นอาจารย์ทางดนตรีในสถาบันดนตรีแห่งมิวนิค

เพลงแรกของอัลบัมเปิดด้วยเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 17 KV 453 ในบันไดเสียง G major (ตัวย่อ KV นั้น ย่อมาจาก Köchel-Verzeichnis ซึ่งหมายถึงนาย Ludwig von Köchel ผู้ซึ่งจัดทำ Köchel catalogue จัดลำดับผลงานของโมสาร์ทที่ตีพิมพ์ก่อนและหลังเป็นตัวเลข บางสำนักก็ย่อเพียง K ตัวเดียว) หมายเลข 17 เขียนเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 12 เมษายน 1784 เพลงเปิดด้วยวงแชมเบอร์ด้วยท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งดำเนินในจังหวะเร็ว วงดนตรีเล่นด้วยความลื่นไหลอ่อนช้อย กลางเพลงเมื่อเข้าสู่ท่อน Kadenz (หรือ Cadenza ซึ่งหมายถึงการเล่นเดี่ยว ภาษาเพลงร็อคก็คือท่อน Solo นั่นเอง ในเพลงคลาสสิกท่อน Kadenz นั้นผู้เล่นอาจจะเลือกตัวโน๊ตจากผู้ประพันธ์เพลงมาเล่น หรือจะใช้ปฏิพานทางดนตรี หรือท่อนที่ตนเองแต่งสอดใส่เข้าไปก็ได้ กระนั้นขึ้นอยู่กับความกล้าของผู้เล่นว่าจะเล่นอย่างพิศดารหรือเล่นตามขนบ ซึ่งเราทราบดีว่าดนตรีคลาสสิกนั้นไม่นิยมความพิศดารมากนัก ผู้เล่นต้องเล่นอย่างมีรสนิยมอันดี ซึ่งในเพลงนี้เอนดาเลือก Kadenz ที่โมสาร์ทเป็นผู้ประพันธ์ทั้งหมดมาเล่น) เสียงเปียโนที่เอนดาเล่นทำได้อย่างมีระเบียบ ล้อไปกับท่วงทำนองหลักอย่างเบิกบาน ท่อนที่สองเริ่มด้วยเครื่องสาย รับต่อด้วยกลุ่มเครื่องเป่า ท่วงนี้ทำนองช้าราวใคร่ครวญค้นหาความหมายและเปียโนเล่นรับบรรยายความรู้สึกที่ต้องการบอก และมูฟเม้นต์สุดท้ายท่วงทำนองร่าเริงสดใส เปียโนเล่นล้อไปกับวงตลอดเพลง

เพลงที่สองอันเป็นไฮไลต์ของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 KV 467 ในบันไดเสียง C major เพลงนี้มีชื่อเล่นว่า Elvira Madigan ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้น ชื่อเล่นนี้มาเรียกกันในภายหลังนะครับ แต่ก็เรียกจนติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เพลงเปียโนคอนแชร์โตเพลงนี้ของโมสาร์ทเขียนเสร็จใจปี 1785 เป็นเพลงที่โด่งดังเพลงหนึ่งของคีตกวีเอกท่านนี้ก็ว่าได้ เพราะท่วงทำนองทั้งสามมูฟเม้นต์เป็นเหมือนแบบที่โมสาร์ทวางรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาก็คือท่วงทำนองแรกเริ่มขึ้นด้วยลีลาเร็ว โดยเริ่มขึ้นด้วยความเงียบ เสียงจากกลุ่มเครื่องสายด้วยอารมณ์รื่นเริง ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบ เครื่องสายค่อย ๆ เล่นดังขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ารับช่วงต่อโดยการเล่นท่วงทำนองเดิมและเปียโนวกเข้ามาเล่น Kadenz ช่วงสั้น ๆ สลับกับวงแชมเบอร์ตลอดทั้งเพลง ท่อนที่สองมีลีลาที่เชื่องช้า เสียงเครื่องเป่าลมไม้เป็นตัวแทนของความเศร้าทุกข์ตรม แต่กระนั้นท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความงดงามของเมโลดี้เป็นอย่างมาก ท่อนจบเป็นไปอย่างสุกสว่างและสงบเยือกเย็น ท่อนสุดท้ายของเพลงเริ่มด้วยความสุขสนุกสนาน วงแชมเบอร์เริ่มขึ้นพร้อมเพรียง เปียโน Kadenz ในช่วงสั้น ๆ ด้วยการตอบโต้กับวงดนตรี ขณะเดียวกันการโซโลก็แตกคอร์ดออกไปจากธีมหลัก ก่อนจะจบลงด้วยความภาคภูมิ

เพลงสุดท้ายของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 6 KV238 ในบันไดเสียง B flat major เพลงนี้แต่งขึ้นในปี 1776 ช่วงดังกล่าวโมสาร์ทยังอาสัยอยู่ในออสเตรียเมืองเซาส์บูร์ก ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อลูกโมสาร์ทประวบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการแสดงดนตรี ก่อนที่จะเดินทางไปยังปารีสในปี 1777 เพลงนี้ยังคงรักษาแบบแผนของโมสาร์ทไม่เสื่อมคลายคือเริ่มด้วยท่วงทำนองสดใสร่าเริงในมูฟเม้นต์แรก โศกเศร้าอาดูรในมูฟเม้นต์สอง และคลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย

กีซา เอนดา เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือประณีต มีระเบียบแบบแผนที่งดงาม ขณะที่วงแชมเบอร์เล่นกันได้อย่างมีเอกภาพสมกับเป็นวงบ้านเกิดของโมสาร์ท การตีความดนตรีด้วยความเข้าใจบทเพลง ย่อมก่อให้เกิดรสนิยมอันดีต่อเพลงคลาสสิก สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของโมสาร์ทยังคงมีลมหายใจ ลอยล่องอยู่ในอากาศเพื่อฝ่าห้วงกาลเวลาไปยังอนาคต เปียโนคอนแชร์โตทั้งสามเพลง เป็นเหมือนตัวแทนบทเพลงที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งท่ามกลางบทเพลงมากมายของโมสาร์ทได้อย่างงดงาม

Music: 9
Sound: 8.5

ดนตรีไร้พรมแดน: บ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย

ผมห่างหายการชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกมานานพอสมควร จำแทบไม่ได้ว่าครั้งหลังสุดตอนไหน ปัจจัยแรกคือ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ช่วงหลังผมย้ายห่างจากธนบุรีไกลมาถึงบางบอน-เอกชัย พูดง่าย ๆ เป็นเขตชายแดนติดสมุทรสาคร-มหาชัย อีกด้านติดจังหวัดนครปฐม-สามพราน เมื่อปีที่แล้วออฟฟิศย้ายมาปักหลักที่สามพรานอย่างถาวร ทำให้ผมกลายเปลี่ยนเป็นคนชนบทไปโดยปริยาย แน่นอนครับจากสามพรานเข้ากรุงเทพไม่ไกลนัก แต่คิดถึงจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้วขอบอกว่าสาหัสครับ ถ้านั่งรถสาธารณะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือสยามสแคว์ผมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง สาหัสที่สุด เรื่องไปชมดนตรีอันเพริดแพร้วนั้นลืมได้เลย ต้องฝ่าจราจรคับคั่งไปถึงก็หมดอารมณ์สุนทรีย์เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมประเทศไทย ยิ่งอยู่ไกลห่างจินตนาการ

หน้าทางเข้าหอการแสดงดนตรี

เมื่อหลายปีก่อนการก่อตั้งสาขาภาคดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เกิด “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และในเวลาต่อมามีการจัดตั้ง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) โดยมีอาจารย์สุกรี เจริญสุขก็เข้ามาเป็นผู้อำนวยการดนตรี และปลุกปล้ำให้เกิดวงดนตรีคลาสสิกอาชีพขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินครึ่งหนึ่งและทางวิทยาลัยออกครึ่งหนึ่ง TPO นั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างเป็นระบบ ช่วงปีแรก ๆ ชื่อเสียงของวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผมไม่มีเวลาไปชมคอนเสิร์ตตของเขาเสียทีจนย้ายออฟฟิศมาอยู่สามพราน และจัดการชีวิตได้ลงตัวขึ้น ประกอบกับโปรแกรมดนตรีของ TPO ในปีนี้ (Season 5th) ออกมาแบบทั้งซีซัน ทำให้ผู้ชมอย่างผมไม่ต้องคอยเดาว่าเมื่อไหร่วงจะมีการแสดง และจะแสดงวันไหน เวลาใด โปรแกรมมีให้ดูได้ที่เวบไซต์ของเขา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของช่องทางสื่อสารกับผู้ชมเลยทีเดียว

ในคอนเสิร์ตแรกที่ผมได้ไปชม TPO ก็คือคอนเสิร์ต Celebrate Beethoven & Brahms ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นโปรแกรมแรกเริ่มด้วย Overture “Cosi fan tutte” ของ Mozart ตามด้วย Violin Concerto in D major ของ Beethoven หลังพักการแสดง เริ่มด้วยเพลงไทยเดิมซึ่งนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในเพลง Yuan Khlao และปิดท้ายด้วย Symphony หมายเลข 2 ของบราห์ม

ด้านนอกหอแสดงดนตรี

สำหรับวาทยากรรับเชิญในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Claude Villart ส่วนผู้เล่นเดี่ยวไวโอลินคือ Gernot Winischhofer

เพลงไวโอลินคอนแชร์โตของบีโธเฟ่นเป็นเพลงที่ผู้ฟังทราบกันดีว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ไพเราะ และเชื่อว่าท่านผู้ฟังเพลงคลาสสิกคงได้เคยฟังเพลงนี้ของบีโธเฟ่นมาจากที่ใดที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย การนำเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาบรรเลงนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือผู้ชมได้สัมผัสเพลงที่คุ้นเคยทำให้มีความสุขต่อการฟัง ข้อเสียคือมันทำให้การเล่นนั้นยากขึ้นเพราะต้องเล่นให้ได้ดีเพราะมีการเปรียบเทียบกับวงอื่น ๆ แต่กระนั้นวง TPO กลับเล่นได้เป็นอย่างดี แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือเพลง Yuan Khlao เหมือนกับนักดนตรีมั่นใจเล่น (เพราะทำนองเพลงไทยเดิมที่คุ้นเคย) ทำให้เสียงของวงก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเพลงซิมโฟนีหมายเลขสองของบราห์มก็ไพเราะจับใจผู้ฟัง ผมชอบการควบคุมวงของ Claude Villart เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนแกชี้ไปที่จุดใดเสียงของกลุ่มนั้นก็จะตอบสนองแกได้เป็นอย่างดี

หลังจบคอนเสิร์ตผมอิ่มเอมเป็นอย่างมากครับ และตั้งตารอโปรแกรมถัดมาในเดือนมกราคม

หลังปีใหม่เพียงไม่กี่วัน TPO ก็มีคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ ในชื่อชุดว่า Classical Magic

ทางเดินอันร่มรื่นในบริเวณวิทยาลัย

ในวันที่ผมไปชมผมมีโอกาสไปถึงก่อนเวลาแสดงชั่วโมงครึ่ง ผมจึงมีเวลาเดินชมรอบ ๆ หอการแสดงดนตรี ซึ่งรอบบริเวณเป็นอาคารเรียน แต่อย่าคิดจินตนาการว่ามันเป็นอาคารเรียนในแบบที่เราคุ้นเคยนะครับ ผมทึ่งในการจัดการของมหิดลอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีลูก แล้วลูกผมได้เข้าเรียนที่นี่ผมก็จะสนับสนุนอย่างดี เพราะรอบบริเวณนั้นจัดการได้อย่างงามตา แม้อาคารจะเป็นสถาปัตยกรรมในแบบโพสต์โมเดิล ไม่เน้นรายละเอียดหรือความอลังการยิ่งใหญ่ พื้นที่ถูจัดสรรค์เป็นสัดส่วน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ให้นักศึกษา มีต้นไม้ ร่มเงาไม้ ทางเดินริมคลองซึ่งใช้ไม้ตีเป็นทางเดิน มีร้านอาหารของคณะซึ่งจัดสร้างได้สวยงาม เรียบง่าย ผมไปเดินเล่นที่ริมน้ำ ห้อยขาอ่านสูจิบัตรซึ่งจัดทำได้ดีมาก จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหาร เพื่อลองชิมอาหารของเขา ผมดูเมนูแล้วมีทั้งอาหารไทยและอาหารยุโรป สนนราคาไม่แพงเลยครับ ราคามาตรฐานทั่วไป บรรยากาศของร้านถือว่าดีมากเช่นกัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวหรือคนรักมานั่งทานอาหารแบบเงียบ ๆ ในบรรยากาศร่มรื่น กินอาหาร ดื่มกาแฟเสร็จผมก็เดินกลับไปที่หอแสดงดนตรี

อาคารเรียน

ที่ต้องเตือนหน่อยหนึ่งนะครับคือว่า ทางผู้จัดงานค่อนข้างจะตรงเวลาพอสมควร ท่านที่ไปชมคอนเสิร์ตควรจะไปล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างช้าสุดครึ่งชั่วโมง หากกลัวว่าไปก่อนแล้วจะไม่มีอะไรทำ ไม่เป็นเช่นนั้นครับ ออกไปเดินเล่นในบริเวณนั้นสูดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วละครับ

ทางเดินริมคลอง

รายการ Classical Magic เริ่มบรรเลงด้วยดนตรีไทย และตามด้วย Overture “The Magic Flute” ของท่านโมสาร์ท จากนั้นก็เข้าสู่การบรรเลง Concerto for Viola and Orchestra ของ Béla Bartók

แสดงเดี่ยววิโอลาโดย Peter Langgartner ต้องบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงปราบเวียนเหลือเกิน เป็นเพลงยากที่หาฟังได้ไม่ง่ายนัก ดนตรีมีทั้งเล่นเบา เบามาก และช่วงที่เอื่อยไหลของดนตรีก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าการสลับเล่นเพลงคลาสสิกยุคใหม่ ๆ แบบนี้ ทำให้วงดนตรีสามารถพัฒนาขึ้นและเป็นการลดความซ้ำซากของการเล่น ข้อนี้ดีทั้งผู้เล่นผู้ฟังซึ่งจะเติบโตไปสู่การฟังที่สร้างสรรค์ไม่ย่ำอยู่กับที่

โถงด้านในหอแสดงดนตรี

ส่วนเพลงที่สอง Symphony หมายเลข 4 ของบราห์ม ซึ่งเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราห์มอีกเพลงหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลขสี่เป็นเพลงที่เข้าสู่ความสูงสุดของบราห์มเลยที่เดียว

ผู้ควบคุมวงในคอนเสิร์ตนี้คือ Dariusz Mikulski วาทยากรหนุ่มท่านนี้แม้จะยังขาดซึ่งความเก๋าแต่มีลักษณะของอาร์ติส สิ่งที่ผมแปลกใจคือเสียงของวงเดียวกัน แต่เปลี่ยนวาทยากรก็ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าที่มีคุณมิคูสกี้อำนวยการเพลง เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองมีสีสันเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเด่นชัด ส่วนลีลาการควบคุมวงของเขาก็หลากหลาย ทั้งใช้ไม้บาตองและไม่ใช้ ที่สำคัญในเพลงที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ต้องใช้โน๊ตเพื่อเป็นแนวทาง เสียงของ TPO ในคอนเสิร์ตนี้จึงน่าทึ่งที่มันมีสีสันแปลกต่าง หากเทียบกับคุณ​ Claude Villart อำนวยการเพลงจะออกมาในลักษณะเป็นระเบียบมากกว่า ซึ่งใครชอบแบบไหนมากกว่ากันคงต้องฟังกันเอาเอง ส่วนตัวผมรับได้ทั้งสองแบบ แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของผู้ควบคุมวงน่าจะทำให้วง TPO พัฒนาได้มากกว่า แม้วงจะต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่เหมาะที่สุด

ภายในหอแสดงดนตรี

รายละเอียดของคอนเสิร์ต

Thailand Philharmonic Orchestra จัดโปรแกรมคอนเสิร์ตในแบบ Season ซึ่งฤดูกาลนี้ 2552-53 จะแสดงไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของวง เวบไซต์ของ TPO

ในแต่ละโปรแกรมจะจัดคอนเสิร์ตสองรอบ รอบแรกคือวันศุกร์ ดนตรีจะบรรเลงในเวลา 19.00 น. รอบที่สองแสดงวันเสาร์เริ่มแสดงเวลา 16.00 น. ควรจะไปก่อนการแสดงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าตั๋วมีสองราคาคือ 300 บาท และ 500 บาท นักเรียนนักศึกษา 100 บาท

ร้าน Music Square ร้านอาหารในวิทยาลัย เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ และปิดบริการเวลา 20.00 น.

ร้าน Music Square

ด้านนอกร้านอาหาร

การตกแต่งร้านทำได้อย่างเรียบง่าย

รีซอสโต้กุ้ง