Info

Posts tagged Niwat Puttaprasart

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

โดยนิวัต พุทธประสาท

ในอดีตผมเดินทางไปปากน้ำประแส ตำบลเล็กๆ ชายแดนจังหวัดระยองติดจันทบุรีอยู่หลายสิบหน การไปเที่ยวที่ประแสในอดีตเป็นเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่เหนืออื่นใดที่ไม่ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ ปากน้ำประแสเป็น “ชุมชนในอดีต” ที่เป็นชุมชนจริงๆ ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต โดยที่สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไม่พบร้านสะดวกซื้อ เราจะไม่พบมินิมาร์ท แต่เราจะได้ซื้อของจากร้านในชุมชน เรากินข้าวในร้านที่ชุมชนขาย นั่นบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในแบบเมืองใหญ่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปที่ประแสอีกครั้ง สิ่งที่ผมพบก็คือ บ้านเมือง ตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบปีที่แล้วเสียเท่าไหร่ บ้านไม้ริมคลองยังคงสวยงาม เมื่อเดินทางไปที่ปากน้ำก็พบว่าชาวบ้านได้ถมทะเลออกไปและทางเทศบาลก้ทำเขื่อนกั้นทะเล เพื่อเป็นทางให้เรือประมงได้เข้าสู่ลำคลองได้สะดวกขึ้น ประภาคารที่ผมเคยไปถ่ายภาพเมื่อในอดีต ท่านผู้อ่านที่มีรวมเรื่องสั้น “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของผมอยู่ลองเปิดูภาพประภาคารแห่งนั้นได้ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปอยู่มากทีเดียว

แต่สำหรับไฮไลต์ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ การได้ไปทุ่งโปรงทอง ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ในวันที่ผมไปได้คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศบาลตำบลประแสเป็นผู้นำทางโดยมีน้องอัญ ไกด์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นผู้พาผมไป

สิ่งที่เรานักท่องเที่ยวปรารถนากันก็คือความงามตามแบบธรรมชาติ เราต้องการไปเห็นผืนป่าบริสุทธิ์ เราต้องการให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราอยู่คู่ชุมชน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่พยายามจะทำลายให้น้อยที่สุด รักษามันให้คงความงดงามและเปลี่ยนแปลงให้ต่ำเท่าที่จะทำได้

ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราเดินตามสะพานไม้ ผ่านป่าโกงกางสูง เราก็จะพบกับป่าโกงกางที่มีพันธุ์เตี้ยกว่า ใบออกสีเหลืองทองขึ้นอยู่บริเวณตรงกลางป่า ราวกับเราเดินเข้ามายังมหัศจรรย์ป่าวิเศษ นี่คือความงามที่น่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย เมื่อเดินจนสุดปลายทางสะพานไม้ก็จะเป็นทะเล มีศาลาให้นั่งหย่อนใจ

นอกจากนั้นถ้ามยังทุ่งโปรงทอง สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งซึ่งทำให้รู้ว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่ก็คือ หิ่งห้อย ช่วงหัวค่ำเราจะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมหาศาลบินอยู่ในทุ่ง กินอาณาเขตไปจนถึงวัดตะเคียนงาม สำหรับผมแล้วผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ เมืองอาจจะไม่โตหรือพัฒนา ทว่าคุณภาพชีวิต และธรรมชาติของคนในท้องถิ่นต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางความสุข

ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมเมื่อเราเดินไปข้างหน้า จนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามักจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำมันได้ดีกว่าเมื่อก่อน

ช่วงสองสามเดือนนี้ผมนำกล้อง Nikon FM2 ของผมออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โชคยังดีที่ที่ชุมชนกล้องโลโม่ยังทำให้ฟิล์มยังผลิคอยู่ ฟิล์มที่ผมชื่นชอบมีฟิล์มสีฟูจิ ปัจจุบันฐานผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนโกดักซึ่งพึ่งประกาศล้มละลาย ยังมีฟิล์มผลิตออกมาอยู่ และทำจากที่อเมริกา ฟิล์มยี่ห้อสุดท้ายที่ผมใช้คือ Illford ส่วนฟิล์มจากประเทศจีนผมยังไม่เคยลองนำมาถ่าย ถาได้ลองแล้วจะนำมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ

กล้องนิคอน FM2 ของผมผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ลุยทั้งน้ำตกและทะเล ภูเขาและแม่น้ำ ความเย็นและความร้อน มันทนทานมาก และบางตัวก็พังคามือผม ตัวที่เหลืออยู่นี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรับใช้ผมไปได้อีกนานเพียงใด แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่าถ้าเมื่อไหร่มันเสีย ผมจะหาตัวสำรองมาใช้อีก กล้องฟิล์มมือสองยังมีอีกมากมาย เพราะมันถูกโละออกจากผู้ใช้ที่เก็บมันเอาไว้ กล้องดิจิตอลพัฒนาจนมาถึงขีดสุด และผลักให้ฟิล์มกลายเป็นความหลังฝังใจของช่างภาพผู้ที่มีจินตนาการล้นเหลือ

ทุกครั้งที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพที่เราถ่าย เราต้องจบทริป เดินทางกลับ เมื่อมาถึงบ้านเราต้องรอส่งฟิล์มเข้าแลป ล้างฟิล์ม ล้างรูป วินาทีนั้นจึงจะทำให้เราเห้นภาพที่เราไปถ่ายมา ดังนั้นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจึงท้าทายช่างภาพเสมอ และจุดนี้เองที่ยังเป็นเสน่ห์ไม่เจอจาง

ภาพถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายโดยกล้อง Nikon FM2 Films Fuji Pro 400 Lens Voigtländer 40 mm. F2

เพลงสายชลเป็นหนึ่งในเพลงประกอบ และเพลงสำคัญของนวนิยายเรื่อง “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” มีคนถามว่าทำไมถึงเป็นเพลงนี้ ผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่ผมเขียนถึงตอนสำคัญของเรื่อง เพลงนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากลำโพงโดยบังเอิญ มันทำให้ผมหยุดนิ่ง ขนลุก ตัวสั่น เหมือนมีบางอย่างจับมันให้เกิดขึ้นระหว่างที่เขียน ไม่ต่างจากฉากท้ายเรื่องที่ตัวละครเอกได้ยินเพลงนี้จากร้านขายซีดีที่สนามบิน

สำหรับผมแล้วถ้าต้องเลือกเพลงนี้มาประกอบหนังสือ ผมคงจะเลือกเวอร์ชั่นที่ผมนำมาแปะเอาไว้ในหน้านี้

เพลงสายชล แต่งเนื้อร้องโดย จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร  ในเวอร์ชั่นนี้บรรเลงโดยวงไหมไทย  จากอัลบัมชุด รังสรรค์วันสวย ขับร้องโดยสุภัทรา อินทรภักดี ผมบันทึกเพลงนี้มาจากแผ่นเสียง โดยผ่านปรีแอมป์หลอด และไม่มีการแต่งเสียงใดๆเพิ่มเติม บอกได้เลยว่าเสียงจากแผ่นเสียงชุดนี้ไพเราะจนอยากจะฟังซ้ำ

saichon

ฟังเพลงสายชล คลิกที่ Play


คำร้อง: จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร

ทำนอง: ไชย ณ ศีลวันต์

เหม่อมองดูสายน้ำวน
เหม่อมองสายชลช่างไหลริน
เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป
ยามเหงาเราถอนใจ
บินไป ไม่กลับมา
เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ
อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา
หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง
เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง
อ้างว้าง..ดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ
อดีตยังงามล้ำล้น
มิเคยลืมภาพเราสองคน
มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
+ มิเคย…ลืมว่าเคยรักเธอ..สายชล
หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ
เหตุการณ์ผ่านไป ยังเผลอพะวงทุกวัน
อกเอ๋ย…ขมขื่นตื้นตัน
จากกันหรือฝันไป