Info

Posts tagged Orchestra

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

จากท้องทะเลถึงหัวค่ำ ศิลปะเฉียบพลันสำแดง

Debussy-La Mer-Nocturnes
The Cleveland Orchestra
Pierre Boulez

ภาพปกซีดี

ลมหนาวเดือนมกราคมยังคงพัดลงมาอย่างต่อเนื่องจากประเทศจีน เช้าในฤดูหนาวแสงอาทิตย์จะค่อย ๆ ส่องแสงผ่านชั้นบรรยากาศอันจางเบา เต็มไปด้วยหมอกมัว ในเวลาเย็นแสงของวันหลุบต่ำลงเร็วกว่าปกติ ภาพจาง ๆ ของบรรยากาศบ้านล้อมสวนที่สามพรานจึงแลเห็นดวงอาทิตย์ซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง เคลื่อนตัวลงอย่างเชื่องช้าตรงเส้นขอบฟ้า ชั่วกะพริบตาดวงอาทิตย์ก็หายไปจากจักษุ แสงของวันยังไม่หมดเสียทีเดียว ทว่าก็อ่อนแรงลง…ความมืดค่อย ๆ คืบคลาน ครอบคลุมทั่วบริเวณ

ที่เกริ่นมาทั้งหมดเพื่อที่จะนำเข้าสู่บทเพลงในช่วงยุคโรแมนติกสุดท้าย ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งดำรงค์แนวทางดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism) ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสในราวปี ค.ศ. 1860 ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมคือศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งใจ ศิลปินในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดก็คือ โคลด โมเน่, เอ็ดการ์ เดกาส์, คามิลล์ พิซาโร เป็นต้น ศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ ศิลปินใช้วิธีแต้มสีเป็นจุด หากผู้ชมยืนมองในระยะที่ใกล้เกินไปก็อาจจะไม่เห็นความงาม แต่เมื่อถอยหลังออกมาชมภาพจะแลเห็นภาพมีรายละเอียดที่สวยงาม แสงสีที่เห็นในภาพเต็มไปด้วยความนุ่มนวลชวนฝัน ศิลปะยุคนี้กลุ่มศิลปินภาพวาดนั้นมีความโดดเด่นชัดเจน ส่วนกลุ่มนักดนตรีที่เป็นหัวหอกของแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมก็คือ โคลด เดอบุชชี และ เมอร์ริค ราเวล นั่นเอง

ดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนั้น แม้จะอยู่ในช่วงยุคโรแมนติก ทว่าก็เป็นโรแมนติกยุคสุดท้ายที่เฝ้าตั้งคำถาม และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบดนตรีสู่ยุคสมัยใหม่ กล่าวคือความงามของดนตรีอาจจะมีรูปแบบที่เต็มไปด้วยวลีความงามที่สั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง โดยในแตะละวลีเพลงจะมีเสียงประสานที่ไพเราะงดงาม รูปแบบดนตรีในแนวนี้เลียนแบบรูปแบบความงามของภาพเขียน กระนั้นการฟังกับการดูมีความแตกต่างกันพอสมควร ผู้ฟังดนตรีในแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมอาจจะต้องใช้ทักษะในการฟังมากกว่าการชมภาพ เพราะความงามในแบบนามธรรมของเสียงนั้น มีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่กว่า

โคลด เดอบุชชี เกิดในปี 1862ที่เมืองแซงเยเมน-เอน-ลีย์ ซึ่งห่างจากปารีสประมาณสิบเก้ากิโลเมตร บิดาเป็นเจ้าของร้านชำแบบชาวจีน เขาเรียนเปียโนตอนอายุเจ็ดขวบ เดอบุชชีฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เส้นทางชีวิตจึงมุ่งเรียนทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง ช่วงปี 1880-82 เขาไปอยู่ที่รัสเซียเป็นครูสอนดนตรีที่สถาบันดนตรี ผลงานการประพันธ์ดนตรีในช่วงแรก ๆ เป็นเพียงผลงานชิ้นเล็ก ๆ เขาได้รางวัลปรีซ์เดอโรมจากบทประพันธ์ L’Enfant prodigue ทว่าบทประพันธ์ที่ทำให้เดอบุชชีมีชื่อเสียงเป็นงานในช่วงกลางชีวิตของเขา ซึ่งเราจะมาฟังกันในแผ่นซีดีชุดนี้ได้รวบรวมเเพลงเด็ดเอาไว้

เริ่มที่เพลง Nocturnes สามมูฟเม้นต์ อันประกอบด้วย I. Nuages (Clouds) II. Fetes (Festival) III. Sirenes (Sirent) เพลงน็อคเทิร์นเป็นเพลงที่นิยมบรรเลงในช่วงยามเย็นหรือยามค่ำ ถ้าท่านผู้ฟังฟังเพลงน๊อคเทิร์นของศิลปินยุคคลาสสิกมาบ้าง จะพบว่าความไพเราะของเพลงน๊อคเทิร์นนั้นไม่แพ้ดนตรีรูปแบบอื่นของดนตรีคลาสสิก

Debussy

มูฟเม้นต์แรก Nuages เริ่มด้วยท่วงทำนองช้า เสียงเครื่องลมไม้เป่าพร้อมเพรียงเล่นโน้ตขนานกัน ก่อนที่กลุ่มเครื่องสายจะรับท่วงทำนองไปเล่นต่อ และสลับกันเล่นพร้อมสอดผสานเป็นหนึ่ง ขณะที่เครื่องเป่าบรรเลงเดี่ยวช่วงสั้น ๆ

มูฟเม้นต์ที่สอง Festes ท่วงทำนองสนุกสนาน รวดเร็ว กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองมีบทบาทอย่างเด่นชัด ขณะที่เครื่องสายล้อเลียน-หยอกล้อเสียงประสาน

มูฟเม้นต์ที่สาม Sirenes ดนตรีเล่นด้วยเสียงที่เบาบาง โดยมีกลุ่มนักร้องเสียงประสานคลอไปกับเสียงดนตรี ทำให้มูฟเม้นต์นี้เต็มไปด้วยความลึกลับ ฉงน เย็นเยียบ เสียงคลอรัสราวกับสายลมแห่งฤดูที่แฝงมาด้วยห้วงคำนึง

เพียงเพลงแรกที่ได้ฟังงานของเดอบุชชีท่านคงพอมีไอเดียของเพลงในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนะครับ ท่านผู้ฟังอาจจะไม่เคยคุ้นกับท่วงทำนองเหมือนแบ่งออกเป็นห้วงสั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง ขณะที่ท่วงทำนองหลักลื่นไหลไม่คงที่ แต่ก็มีความงามเมื่อฟังทั้งเพลงจบลง ความซาบซึ้งใจของดนตรีจึงจะค่อยเผยรูปโฉมสวยงามออกมา

เพลงถัดมาคือ Prmiere Rhapsodie For Clarinette ดนตรียังคงรูปแบบที่เชื่องช้า เสียงคริเน็ตเสนอภาความสวยงามของชนบท แสงสีที่อ่อนนุ่มของฤดูใบไม้ผลิ ความงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกเอ่อท้นความสุข มิใช่ความสุขที่ประกายฉาดฉาน แต่เป็นความสุขที่ค่อย ๆ คลายออกมาทีละน้อย

แทรคที่ 5 Jeux (Games) แรกเริ่มเพลงนี้ร่างเอาไว้เป็น Dance Poem ทว่าเป้าหมายหลักคือเป็นเพลงเล่นประกอบกับการเต้นบัลเล่ต์ ท่วงทำนองของดนตรีจึงมีจังหวะที่ขึ้นลง ช้า-เร็ว สลับกันตลอดทั้งเพลง รวมถึงเสียงประสานระหว่างเครื่องสายและเครื่องเป่าก็เป็นไปในแบบคู่ขนาน

และมาถึงเพลงเอกของอัลบัม อันเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับเดอบุชชีมากที่สุดคือ La Mer (The Sea: Three Symphonic Sketches For Orchestra) La Mer เริ่มประพันธ์ขึ้นในปี 1903 โดยเสร็จสมบูรณ์และเปิดแสดงครั้งแรกที่ปารีสในเดือนตุลาคม1905 ทว่าการแปิดการแสดงครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จเสียเท่าไหร่บางที่บอกว่าเป็นเพราะการฝึกซ้อมของวงไม่ดีนัก บางส่วนก็บอกว่าบทประพันธ์ไม่เอาไหน และบางส่วนก็บอกว่าชาวปารีสรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเดอบุชชีที่กระทำรุนแรงกับภรรยาคนแรกซึ่งเป็นศิลปินนักร้อง แต่อย่างไรก็ดีต่อมาภายหลัง La Mer ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีชทางดนตรีของศตวรรษที่ 20 นี่แหละครับของดีต้องรอบ่มสักหน่อยกว่าคนฟังจะมองเห็นคุณค่า

เพลงนี้แบ่งเป็นสามมูฟเม้นต์ มูฟเม้นต์แรก (ผมขอแปลเป็นภาษาไทยตามแบบของผมนะครับ) “จากอรุโณทัยสู่ระติกาลของทะเล” มูฟเม้นต์นี้เล่นด้วยความช้ามาก ๆ บรรยายภาพทะเลทุกเวลาจากราบเรียบ คลื่นลมแรง จนเกิดพายุ

มูฟเม้นต์ที่สอง “พรายฟองคลื่น” จังหวะสั้นและเร็ว บรรยายภาพคลื่นในอารมณ์ต่าง ๆ

มูฟเม้นต์ที่สาม “บทสนทนาระหว่างสายลมกับทะเล” ท่อนนี้เต็มไปด้วยจินตภาพเคลื่อนไหว โกลาหล อึกทึก

เพลงของเดอบุชชี อาจจะฟังยากสักนิด ถ้าเทียบกับดนตรียุคคลาสสิก-โรแมนติกในตอนต้น แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงเวลานี้โลกกำลังเดินทางสู่ยุคโมเดิร์นอย่างเชื่องช้า ดังนั้นคีตกวีจึงมองหาท่วงทำนอง ความงาม รวมถึงเทคนิคใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจากดนตรีในรูปแบบเดิม พวกเขาไม่ต้องการย่ำรอยเท้าไฮเดิล บาค โมสาร์ท บีโธเฟ่น ดังนั้นสไตล์ดนตรีจึงมุ่งมั่นไปสุ่การเปิดโลกใหม่

ผมอยากแนะนำว่าการฟังเพลงในอัลบัมนี้อาจจะต้องใช้สมาธิมากพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาฟังบ่อยครั้ง จากนั้นก็ฟังในแบบยืนออกห่าง ลบภาพท่วงทำนองไพเราะติดหู แต่มองไปถึงแก่นของเสียงดนตรี

นี่แหละครับความงามในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม

Music: 8
Sound: 7