Info

Posts tagged travel

โดยนิวัต พุทธประสาท

ในอดีตผมเดินทางไปปากน้ำประแส ตำบลเล็กๆ ชายแดนจังหวัดระยองติดจันทบุรีอยู่หลายสิบหน การไปเที่ยวที่ประแสในอดีตเป็นเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่เหนืออื่นใดที่ไม่ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ ปากน้ำประแสเป็น “ชุมชนในอดีต” ที่เป็นชุมชนจริงๆ ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต โดยที่สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไม่พบร้านสะดวกซื้อ เราจะไม่พบมินิมาร์ท แต่เราจะได้ซื้อของจากร้านในชุมชน เรากินข้าวในร้านที่ชุมชนขาย นั่นบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในแบบเมืองใหญ่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปที่ประแสอีกครั้ง สิ่งที่ผมพบก็คือ บ้านเมือง ตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบปีที่แล้วเสียเท่าไหร่ บ้านไม้ริมคลองยังคงสวยงาม เมื่อเดินทางไปที่ปากน้ำก็พบว่าชาวบ้านได้ถมทะเลออกไปและทางเทศบาลก้ทำเขื่อนกั้นทะเล เพื่อเป็นทางให้เรือประมงได้เข้าสู่ลำคลองได้สะดวกขึ้น ประภาคารที่ผมเคยไปถ่ายภาพเมื่อในอดีต ท่านผู้อ่านที่มีรวมเรื่องสั้น “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของผมอยู่ลองเปิดูภาพประภาคารแห่งนั้นได้ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปอยู่มากทีเดียว

แต่สำหรับไฮไลต์ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ การได้ไปทุ่งโปรงทอง ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ในวันที่ผมไปได้คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศบาลตำบลประแสเป็นผู้นำทางโดยมีน้องอัญ ไกด์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นผู้พาผมไป

สิ่งที่เรานักท่องเที่ยวปรารถนากันก็คือความงามตามแบบธรรมชาติ เราต้องการไปเห็นผืนป่าบริสุทธิ์ เราต้องการให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราอยู่คู่ชุมชน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่พยายามจะทำลายให้น้อยที่สุด รักษามันให้คงความงดงามและเปลี่ยนแปลงให้ต่ำเท่าที่จะทำได้

ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราเดินตามสะพานไม้ ผ่านป่าโกงกางสูง เราก็จะพบกับป่าโกงกางที่มีพันธุ์เตี้ยกว่า ใบออกสีเหลืองทองขึ้นอยู่บริเวณตรงกลางป่า ราวกับเราเดินเข้ามายังมหัศจรรย์ป่าวิเศษ นี่คือความงามที่น่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย เมื่อเดินจนสุดปลายทางสะพานไม้ก็จะเป็นทะเล มีศาลาให้นั่งหย่อนใจ

นอกจากนั้นถ้ามยังทุ่งโปรงทอง สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งซึ่งทำให้รู้ว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่ก็คือ หิ่งห้อย ช่วงหัวค่ำเราจะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมหาศาลบินอยู่ในทุ่ง กินอาณาเขตไปจนถึงวัดตะเคียนงาม สำหรับผมแล้วผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ เมืองอาจจะไม่โตหรือพัฒนา ทว่าคุณภาพชีวิต และธรรมชาติของคนในท้องถิ่นต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางความสุข

โดย นิวัต พุทธประสาท

High Dynamic Range Photo

อุปกรณ์ถ่ายภาพที่ต้องใช้ในการถ่ายภาพ High Dynamic Range (HDR)

1.กล้องถ่ายรูปที่สามารถปรับค่าชดเชยแสง

2.ขาตั้งกล้อง+สายลั่นชัตเตอร์

โปรแกรมในการตกแต่งภาพ

1. Adobe Photoshop

2.Adobe Bridge

3.PhotoMatix

ต่อไปนี้เป็นวีดีโอติวเตอร์การทำภาพ HDR ซึ่งมีด้วยกันสองตอน

Part 1

 

Part 2

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

นครศรีธรรมราช 360 องศา (ตอนที่ 3)

อาหารเช้าร้านโกปี๊ > แหลมตะลุมพุก

อ่านย้อนหลัง ตอนที่ 1ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4

โดย นิวัต พุทธประสาท

อาหารเช้าที่นครศรีธรรมราชมีหลายร้านให้เลือก และอาหารเช้าที่นครฯเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผิดกับกรุงเทพฯเราจะหาร้านอาหารเช้าที่ขายอย่างจริงจังได้ยากมาก ถ้าไม่ไปที่ตลาดเราจะไม่เห็นร้านอาหารเช้าอย่างจริงจัง ที่นครฯหรือที่อื่น ๆ ในหลายจังหวัดภาคใต้ที่ผมไปกลับให้ความสำคัญ นับตั้งแต่สงขลา ตรัง และที่นครฯ ผมไปเมืองอื่น ๆ อย่างฮ่องกง สิงคโปร ร้านอาหารเช้านั้นถือเป็นร้านที่มีให้เลือกทุกมุมเมือง

เมื่อหลายปีก่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เชิญผมไปบรรยายเรื่องวรรณกรรม พอลงเครื่องที่สนามบินตอนเช้าเขาก็นำรถตู้พาไปกินอาหารเช้าทันที ผมจึงรู้ว่าถ้ามานครฯทุกครั้งร้านโกปี๊จึงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวจะต้องไปชิมเสมอ และการมาครั้งนี้ผมก็ตั้งใจไปชิมที่ร้านนี้อย่างจริงจัง เพราะเมื่อคราที่ผ่านมามันยังมึน ๆ งง ๆ ลงจากเครื่องเหมือนยังไม่ตื่น

ร้านโกปี๊มีหลายสาขา แต่ร้านที่ผมว่าสะดวกที่สุดคือสาขาหลังห้างโรบินสัน เพราะเป็นร้านใหญ่สองห้อง และเปิดหลายชั้นได้ถ้ามีคนเยอะ แถมที่จอดรถก็มีที่ให้จอดมากมายโดยไม่ต้องหา ถือว่าสะดวกมาก

เราไปถึงร้านประมาณแปดโมงเช้าซึ่งเลยช่วงเวลา Prime Time ไปแล้ว แต่เท่าที่เราสังเกตยังมีคนแวะมากินไม่ขาดสาย โต๊ะไม่ถึงกับโล่ง

เคาน์เตอร์ชงกาแฟเอกลักษณ์ของร้าน

แม้เวลาสายคนยังเนืองแน่น

ภายในร้านตกแต่งด้วยภาพโบราณ

สังเกตการเดินสายไฟ ทำได้อย่างเก๋ไก๋ ย้อนยุค

ร้านโกปี๊เป็นร้านอาหารเช้าก็จริงแต่อาหารที่ขายมีหลากหลายให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ของว่างยันของหนัก ไปถึงที่นั่นสิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือปาท่องโก๋ทอดจิ้มนม กาแฟ โกปี๊ มีให้เลือกหลายสไตล์ ขนมจีบ ซาลาเปา ของนึ่งต่าง ๆ ดูได้จากเมนู ต้องบอกว่าซาลาเปาของที่นี่อร่อยมาก อร่อยจนวางแผนซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านเลยครับ

เมนูอาหาร ราคากับคุณภาพไปด้วยกัน

ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น

ซาลาเปาไส้หมูแดง และหมูสับ

ซาลาเปาไส้หมูสับและไส้หมูแดงอร่อยทั้งคู่ ส่วนไส้หวานก็อร่อยครับ กินกับกาแฟน้ำชาเข้ากันเป็นอย่างดี

บะกุ๊ดเต๋

แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือบะกุ๊ดเต๋ ผมแนะนำว่าสั่งชามใหญ่มาเลยครับอร่อยมาก น้ำซุปหอมกลิ่นเครื่องเทศจีน

ขาหมูเค็ม

ขาหมูเค็มหนังกรอบเป็นหนึ่งสุดยอดครับ ผักดองแนมอย่างดีมาพร้อมกับคะน้าลวก

ข้าวต้มปลา

เมนูนี้สำหรับสาว ๆ ข้าวต้มปลาแบบเช็ง ๆ ใส่ขิงมาด้วยเพื่อกลบกลิ่นคาว

และเมื่อกินอาหารเสร็จแล้วควรตบด้วยกาแฟ ซึ่งมีทั้งกาแฟสด กาแฟสูตรดั้งเดิม ทั้งร้อนทั้งเย็น เป็นอันจบมื้ออาหารเช้าที่อร่อยมาก หากใครไปนครศรีธรรมราชไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด อาหารเช้าทำให้ร่างกายสดชื่นทำงานได้ดี เมื่อกินกันอิ่ม ตอนต่อไปคือตอนที่สี่ โปรดติดตามการท่องเที่ยวนครฯ แหลมตะลุมพุก และ ปากพนัง

อ่านย้อนหลัง ตอนที่ 1ตอนที่ 2ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4

นครศรีธรรมราช 360 องศา

ตอนที่ 1> สถานีรถไฟนครปฐม > ขนมจีนเมืองคอน >  วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่าน ตอนที่ 1 / ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3

ยอมรับครับว่าหลังจากแอร์เอเชียประกาศว่าปี 2553 จะทำการตลาดราคาตั๋วเครื่องบินไม่รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้ผมเบนเข็มเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น (ฮา) ไม่ใช่ครับ เป็นแค่ข้ออ้าง เมื่อไม่มีตั๋วศูนย์บาทก็ไม่เป็นไรครับ เที่ยวเมืองไทยก็ได้สบายแฮ 5555

ช่วงสองสามปีนี้ผมเดินทางไปทำธุระที่นครศรีธรรมราชค่อนข้างบ่อย ไปในแต่ละทีมีเวลาได้เที่ยวบ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่โอกาส การเที่ยวในเมืองไทยนั้นสะดวกสบาย ข้อมูลการเดินทางหาได้ไม่ยาก (แต่รายละเอียดลึก ๆ นั้นยากกว่า) ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลมากมาย ทว่าหลายที่แทบจะหาข้อมูลเชิงลึกไม่ได้เลย ไม่เหมือนหนังสือไกด์ของฝรั่งที่เขียนถึงเมืองไทยที่มีความละเอียดถี่ยิบ บอกทุกอย่าง จนบางครั้งมีข้อล้อกันว่า นักท่องเที่ยวฝรั่งรู้จักเกาะสมุยมากกว่านักท่องเที่ยวไทยเสียอีก อาจเป็นเพราะว่าคนไทยเราใกล้เกลือกินด่าง จึงไม่ทำไกด์บุ๊คที่มีรายละเอียด ถ้าใครเคยชมสารคดีท่องเที่ยวทางทรูวิชั่น น่าจะเคยดูรายการยูโรแมกซ์ ซึ่งพาเที่ยวหลายเมืองในยุโรปทั้งเมืองใหญ่เล็ก เทศบาลบางเมืองเขาจัดทำไกด์บุ๊คออกมาซึ่งทำได้ดีมาก (เพราะให้นักออกแบบหนังสือ คนทำหนังสือมีฝีมือเข้าไปช่วย) ไกด์บุ๊คของเขานั้นไม่ใช่หนังสือรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวฮิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการไปชมอาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมร่วมสมัยสำคัญ แล้วหนังสือก็ออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่มีรูปแบบ “ข้าราชการ” ที่เชยระเบิดให้เห็น เอาเป็นว่าถ้ามีหน่วยราชการแห่งไหนสนใจทำหนังสือแนะนำจังหวัดสวย ๆ ทันสมัย น่าอ่าน ทรงคุณค่า และมีแนวคิดก้าวหน้า แล้วที่สำคัญหนังสือต้องอัพเดตข้อมูลทุก ๆ สองสามปี ผมอยากทำหนังสือแบบนั้นครับ ช่วยติดต่อมาด้วยนะครับถ้ามีใครสนใจ 555

สถานีรถไฟนครปฐม

การไปท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้ของผมผสมผสานด้วยการเดินทางแบบหลากหลาย เริ่มจากไอเดียบรรเจิดคือขาไปเดินทางด้วยรถไฟ เป็นการย้อนรำลึกถึงอดีตการเดินทางที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย (รวมถึงตัวตู้อันโบราณใช้งานยาวนานหลายสิบปี) เมื่อถึงที่นครฯก็เช่ารถขับ และขากลับกลับเครื่องบิน คอนเซ็ปต์เป็นแบบนี้ครับ เรียกว่าไปคราวนี้เราได้เที่ยวกันอย่างจุใจ มีทั้งโปรแกรมธรรมชาติ ทะเล น้ำตก โปรแกรมท่องเมือง ไหว้พระ และสุดท้ายหาแหล่งของกินอร่อยสุดยอดของนครศรีธรรมราช

ผมจองตั๋วรถไฟจากนครปฐม-นครศรีธรรมราช เที่ยวขาไปนั้นมีรถไปถึงนครฯเพียงสองเที่ยวคือ รถด่วน (85) กับ รถเร็ว (173) รถสองขบวนนี้แตกต่างกันอย่างไรครับ รถเร็ว ขบวนรถ173 นั้นขึ้นรถเร็วกว่า (ฮา) คือขึ้นจากหัวลำโพง 17.35 . ถึงนครฯ 9.35 . ราคาตู้นอนชั้นสองติดแอร์ถูกกว่ารถด่วนร้อยกว่าบาท ตรวจสอบราคาที่นี่

ส่วนรถด่วนขบวน 85 ขึ้นรถที่หัวลำโพงประมาณ 19.30 . ถึงนครศรีธรรมราช 10.30 . ตรวจสอบราคาได้ที่นี่

ในวันเดินทางผมไปถึงสถานีนครปฐมก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง ตามธรรมเนียมที่ดีของนักเดินทางคือไปรอรถก่อนเวลาดีกว่าตกรถ คณะของเราจองตั๋วรถด่วน รถด่วนจะมาถึงนครปฐมเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ระหว่างที่เราขนกระเป๋าไปนั่งริมชานชลาซึ่งส่งกลิ่นใช้ได้เลยนั้น เราพบว่ามีผู้โดยสารอยู่พอสมควร เรารอรถเที่ยวขาไปที่วิ่งลงใต้ขบวนแล้วขบวนเล่าจนกระทั่งใกล้เวลาสองทุ่ม ทางสถานีก็ประกาศว่ารถด่วน ขบวน 85 ของเราดีเลย์ สามทุ่มสี่สิบห้ารถจึงจะมา บรรลัยแล้วสิครับ นั่งรอมาชั่วโมง ยังต้องนั่งรอต่ออีกชั่วโมง เวลานั้นก็ดึกแล้ว ร้านรวงในนครปฐมก็ทยอยกันปิด เราแก้เบื่อโดยออกเดินเล่นรอบสถานี ขณะนั่งเล่นเราก็เห็นกลุ่มฝรั่งกลุ่มใหญ่ลงรถทัวร์สีฟ้า แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ ผมมองก็รู้ว่าฝรั่งคงมาจากอีกจังหวัดหนึ่งใกล้ ๆ เป็นฝรุ่งแบกเป้ เดาว่าคงลงไปที่สุราษฎร์ธานี สุดการเดินทางที่เกาะสมุยนั่นแหละครับ คือเวลาที่เรานั่งรอนั้นเป็นเวลาที่รถไฟสายนครฯล่วงเลยไปแล้ว คือถ้าฝรั่งจะไปสุราษฏร์ฯจริง ต้องตกรถไฟครับ แล้วขบวนรถนครฯ และขาล่องลงใต้นั้นเป็นรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ไม่มีรถไปทางใต้เหลืออยู่อีก ผมงงว่า “ทำไมฝรั่งแบเป้ถึงรู้ว่ารถไฟจะดีเลย์ มันมากันตอนสามทุ่มกว่า”

จนกระทั่งสามทุ่มยันจะสี่ทุ่มสถานีเริ่มทยอยปิดไฟ ร้านค้าปิดร้าน ห้องน้ำก็ปิด รถไฟจึงมาถึงสถานี ฝรั่งกลุ่มนั้นขึ้นรถไปพร้อมกับเรา พอขึ้นรถไปแล้วเราจึงถามนายตรวจว่าทำไมรถไฟถึงล่าช้านานนัก เราได้คำตอบที่อึ้งกิมกี่คือ

รถด่วน 85 นั้นดีเลย์เพราะว่าหัวลากที่เอามาจากสามเสนเมื่อมาถึงหัวลำโพง นายช่างตรวจแล้วไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จึงไม่สามารถนำออกมาวิ่งได้ ทางพนักงานที่รับผิดชอบ จึงต้องวิ่งควานหาหัวจักรดีเซลที่สามารถใช้งานได้ ผ่านมาตรฐานคันใหม่ออกมาทำให้เสียเวลา” คำตอบนั้นมาถึงบ้างอ้อ ตรงที่ว่าทำไมฝรั่งมันรู้เวลาขึ้น เพราะรถขบวนนี้เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ไม่ใช่ดีเลย์แบบอุบัติเหตุ เอวังไหมครับท่านผู้อ่าน เอวังด้วยประการทั้งปวง มันเล่นกันอย่างนี้ทั้งองค์กรหรือไงผมไม่ทราบ แต่คนรับกรรมคือคนใช้บริการ คนนั่งรถไฟสายใต้ประจำจะรู้ว่ารถไฟไปนครฯนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง ปกติต้องถึงสุราษฏร์หกโมงเช้า และถึงนครฯตอนสิบโมงครึ่ง ความจำเริญเช่นนี้จึงเกิดก่อที่ประเทศไทยของเรา มีแต่พวกไม่เอาไหนบริหารองค์กรที่มีความสำคัญต่อระบบการขนส่งของไทยแบบนี้ ไม่ต้องนึกเลยว่ารถไฟไทยจะก้าวทันเวียตนามได้อย่างไร ผมขอบอกว่าถ้าใครไปเวียตนามลองนั่งรถไฟของเขาดูเถิดครับ ดีกว่ารถไฟไทยจนทิ้งขาด

พอเราขึ้นรถได้แล้ว เตียงนอนได้ถูกกางออกเรียบร้อย หลายชีวิตเริ่มซุกตัวเข้าไปในเตียงนอนส่วนตัว ผมและคณะจัดแจงตัวเอง-เปลี่ยนกางเกงกับเสื้อให้สบายขึ้น นั่งคุยกันสักพักก็แยกย้ายไปนอนกัน ผมแนะนำว่าเวลาจองตั๋วรถตู้นอนขอให้จองเตียงล่างเอาไว้เป็นดี เพราะเตียงล่างใหญ่กว่าเตียงบน เตียงบนมันค่อนข้างแกว่ง เวลารถวิ่งมันโยกโยนเราจนแทบจะทำให้นอนไม่ได้ เวลาเข้าห้องน้ำก็ลำบากเพราะต้องปีนบันไดลงมา-ปีนขึ้นไป ครั้นนอนไม่หลับจะนั่งอ่านหนังสือก็ทำไม่ได้เพราะเพดานก็ติดหัวแล้ว ถ้าจองเตียงล่างได้หมดจองไปเลยครับนอนสบายกว่ากันเยอะ ที่สำคัญหายาแก้หวัดที่กินแล้วง่วงมากินสักหน่อยจะทำให้นอนสบายขึ้น

ผมตาค้างตลอดคืนจนกระทั่งเช้า กว่าจะถึงสุราษฏร์ก็ล่วงเลยแปดโมงเช้าไปแล้ว แดดตอนสายเริ่มร้อน ผมลงไปซื้อกาแฟปาท่องโก๋มาประทังความหิว รถจากสุราษฏร์ไปนครฯ จะต้องวิ่งอีกนานครับ เด็กรถบอกว่าเที่ยงครึ่งถึงจะถึงจุดหมาย โอว์ นั่งรอ นอนรอไปเลยอย่าให้เขาเก็บเตียงเด็ดขาด ยังไงเสียนั่ง ๆ นอน ๆ ยังดีกว่านั่งหลังขดหลังแข็งอย่างเดียว ไม่ต้องกลัวว่าคนจะไม่มีที่นั่งเพราะฝรั่งจะลงรถไฟที่สุราษฏร์จนหมด ถึงตอนนี้รถจะโล่งไปพอสมควร ถ้าหิวข้าวก็ซื้อพวกไก่ทอดข้าวเหนียวที่เดินขายตามตู้มากินได้ครับ แก้เซ็งได้โข

รถไฟมาถึงนครฯจนได้ เที่ยงกว่า สายจากเวลาในตารางสองชั่วโมงกว่า ถ้ามีนัด มีประชุม ต้องถือว่าพลาดโอกาสทางธุรกิจ และคงหาใครรับผิชอบไม่ได้ นอกจากตีอกชกตัวเองว่าดันทะลึ่งเดินทางด้วยรถไฟเองสาสม 555

มาถึงนครฯเราก็โทร.เรียกรถเช่า ซึ่งติดต่อ-สอบถามข้อมูลมาตั้งแต่กรุงเทพฯ ถ้าเรามาเครื่องบิน ทางรถเช่าก็จะนำรถไปให้ถึงสนามบิน แต่ถ้ามารถไฟเขาก็จะนำรถไปให้ที่โรงแรม

โรงแรมที่ผมเลือกคราวนี้เป็นโรงแรมกลางเมืองนครฯชื่อว่า โรงแรมนครการ์เด้น ซึ่งร่มรื่นด้วยสวนป่าแม้จะอยู่ในเมือง ตอนมานครฯครั้งที่แล้วผมเดินผ่านที่นี่แล้วนึกในใจว่าน่านอนชะมัด มาคราวนี้จึงถือโอกาสจองห้องพักที่นี่ โรงแรมนครการ์เด้นอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ เราจึงแบกกระเป๋าเดินเท้ามายังโรงแรม ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับตลาดเทศบาล กับห้างคาร์ฟู โรงแรมค่อนข้างสงบเงียบ บรรยากาศดีเหมาะแก่การพักผ่อน เคาน์เตอร์และห้องโถงแม้ไม่ติดแอร์แต่ก็กว้างขวางปลอดโปร่ง ส่วนห้องพักมีจำนวนห้าสิบห้อง ราคาคืนละ 450 บาท มี Wi-Fi ให้ใช้ฟรี ห้องพักแม้จะไม่ใหม่ แต่ก็อยู่ในสภาพที่ดีสมราคา ซึ่งผมคิดว่ายอมรับได้ครับ ขอให้แอร์เย็น ห้องน้ำสะอาด ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอต่อนักเดินทางท่องเที่ยว เพราะอย่างไรเราก็ทำกิจกรรมนอกโรงแรมอยู่แล้ว ไม่ได้มานอนเล่น ส่วนตอนเช้า ๆ ใครอยากจะตื่นมาเดินเล่นในสวนผมก็คิดว่าดีไม่น้อยเพราะอากาศสดชื่น พอเช็คอินเรียบร้อย รถเช่ามาส่ง (ในส่วนของรถเช่าขอให้เตรียมเอกสารมาจากกรุงเทพฯคือ สำเนาใบขับขี่ สำเนาทะเบียนบ้าน แค่นี้เป็นอันเสร็จสิ้น เขาจะกรอกเอกสารการเช่า จ่ายเงินรับกุญแจ ขับเที่ยวได้เลย)

ร้านขนมจีนเมืองคอน

เรานำกระเป๋าไปเก็บในห้องจากนั้นก็ชำระล้างร่างกาย อาบน้ำแปรงฟัน นอนพักสักครู่ก็ออกไปหาอาหารมือเที่ยงทานกัน สำหรับอาหรมือแรกที่เราไปกินกันนั้น ต้องถือว่าเป็ยการเปิดมื้ออาหารพื้นถิ่นแบบชาวนครฯ ด้วยร้านดังที่ใครไปใครมาก็ต้องไปชิมกันอย่างอิ่มหมีพีมัน นั่นก็คือร้านขนมจีนเมืองคอน ถนนพานยม ซึ่งถ้าไปตามเส้นทางหลักถนนราชดำเนินเลยศาลากลางจังหวัดไปหน่อย ร้านอยู่เยื้องกับวัดมหาพระธาตุหาไม่ยากครับ ร้านนี้เป็นที่นิยมทั้งชาวนครฯและนักท่องเที่ยว อาหารของที่นี่มีหลากหลายครับรสชาติแกงเป็นแบบปักษ์ใต้โดยแท้ซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้าน ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นและรสสมุนไพรหอมหวนในตัวแกง ส่วนอาหารที่ผู้มาเยือนทุกคนต้องทานก็คือชุดขนมจีน ซึ่งสามารถเลือกน้ำยาได้หลากหลายในชุดเดียว

ผักแนมสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอาหารใต้

ในวันนั้นเราสั่งขนมจีนหนึ่งชุดประกอบด้วยน้ำยากะทิ น้ำพริก และน้ำแกงไตปลา ส่วนแกงก็มีแกงเนื้อ แกงส้มเนื้อปลา ไข่พะโล้ ขนมจีนของที่นี่ก็อร่อยครับเส้นบางเบาเข้ากันกับน้ำยา ทานคู่กับผักแนมแล้วอร่อยมาก ส่วนน้ำพริกที่มีรสชาติหวานไม่เผ็ดที่เด็ดคือเขาใส่ผลไม้ที่มีหน้าตาและรสคล้ายระกำลงไปด้วยผมจำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าลูกอะไร ข้อควรระวังก็คือเวลากินครั้งแรกเหมือนจะไม่ค่อยเผ็ด แต่พอกินคำที่สามคำที่สี่ความเผ็ดจะเริ่มแผ่ซ่านทั่วปาก-ลิ้น ริมฝีปาก นอกจากแกงแล้วทางร้านยังมีอาหารอื่น ๆ เช่นหมูสเต๊ะ และของหวานด้วยครับ แต่เรากินกันไม่ไหวแล้วละครับ อาหารรสจัดเลยกินข้าวไปเต็มแม็กซ์ เล่นซะอิ่มแบบขยับไม่ได้

น้ำยาหลากหลายเท่าที่คุณพอใจ

กินอิ่มก็ต้องเดินกันต่อ เราขับรถออกจากร้านขนมจีนเมืองคอนข้ามฟังไปยังวัดมหาพระธาตุ หรือชื่อจริง ๆ เต็ม ๆ ก็คือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดมหาพระธาตุสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พศ. 854 ในสมัยพระเจ้าทนทกุมาร พระนางเหมชาลา และนักบวชชาวศรีลังกา ต่อมาก็มีพระองค์เเจ้าต่าง ๆ บูรณะวัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครฯมาตั้งแต่อดีตกาล การไปนมัสการพระธาตุถือว่าเป็นการจาริกแสวงบุญ พวกเราไหว้เสร็จก็กลับโรงแรมกันครับ เพราะอาการเหนื่อยอ่อนจากการนั่งรถไฟเริ่มทิ่มแทงเราแล้ว

กรุณาอ่านต่อตอนต่อไป