Info

Posts tagged travel

หน้าร้านปันปัน ซอยสุขุมวิท 33

แนะนำร้านอาหาร โดย ผกาชวนชิม

ร้านปันปัน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ผกาไปกินเสมอมา นับรวมแล้วไปกินตั้งแต่ลูกยังเล็ก เมื่อสองสามปีก่อนผกาไปกินที่สาขาหลังสวนเป็นประจำเพราะใกล้กว่าที่สาขาสุขุมวิท 33 แต่หลังจากที่สาขาหลังสวนปิด ผกาจึงไม่มีทางเลือกอื่นคือต้องดั้นด้นจากสามพรานไปทานที่นี่ ความไกลไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือว่าเมื่อใดที่โหยหาอาหารอิตาเลี่ยนผกามักนึกถึงที่นี่เป็นลำดับแรก

แน่นอนครับปันปันเป็นร้านอิตาเลียนที่ถูกปากคนไทย แต่ทุกครั้งผกาก็เห็นฝรั่งหลายชาติไปทานกันเยอะ ผกาจึงแน่ใจว่ามันคงไม่ใช่ถูกปากคนไทยเพียงอย่างเดียวแล้วละ

เมื่อมาถึงร้านปันปันสิ่งที่ผกาชื่นชอบมากคือบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง เหมือนนั่งกินอาหารที่ร้านเพื่อน พนักงานบริการอย่างดี แต่ไม่เข้ามาทำลายบรรยากาศของผู้มาทานอาหาร ซึ่งผกาคิดว่านี่คือส่วนสำคัญของงานบริการ ที่บางร้านไม่รู้ ปันปันจึงเป็นสถานที่ที่ผกาจะพาครอบครัวมากินอาหารได้อย่างอร่อย พร้อมกับพูดคุยสนทนากันบนโต๊ะอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรำคาญพนักงานที่บริการเราจนเกินเลยกว่าความต้องการ

ที่ปันปันผกามีอาหารประจำตัวที่ต้องสั่งทุกครั้ง อย่างแรกคืออาหารเรียกน้ำย่อยไส้กรอกอิตาเลียน ซึ่งน่าจะทำจากหมูและเนื้อบดมักด้วยเครื่องเทศ จากนั้นนำมาทอดและอบบนกะทะร้อน เสิร์ฟพร้อมกับแป้งพิซซ่า จานนี้ขอบอกว่าอร่อยครับ รสเค็มกำลังดีของไส้กรอก เข้ากับแป้งพิซซ่าบาง ๆ ทานแกล้มไวน์ ขาว-แดง ได้อร่อย หรือบางคนจะสั่ง หอยแมงภู่อบมะเขือเทศเป็นอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของปันปัน ทุกโต๊ะต้องสั่งจานนี้มาทานเล่นก่อน น้ำซอสของจานนี้รสชาติกล่อมกล่อมจนผกาไม่อยากเหลือทิ้ง กินคู่แป้งพิซซ่าก็อร่อย แล้วยังเข้าคู่กับไวน์ขาวอย่างกับเกิดมาคู่กัน

มักกะโรนีซอสครีมเห็ดและกุ้ง

จานที่สองมักกะโรนีเห็ดและกุ้งราดด้วยซอสครีม เป็นอาหารจานที่เด็ก ๆ ชอบใจมากที่สุด หากวันไหนพาหลาน ๆ ไปกินกันต้องสั่งมาสองจาน ไม่อย่างนั้นไม่พอ รสชาติของซอสครีมหอมมันอร่อยจนคิดถึงตลอดเวลา รสชาติความมันของครีมนั้นกำลังดี ทานคู่ไวน์ขาวช่วยลดความเลี่ยนของซอสได้ หรือถ้าใครอยากจะหามักกะโรนีกุ้งซอสมะเขือเทศ จานนี้ก็เด็ดดวง ผกาชอบที่ทางร้านใส่ผักฝรั่งใบหยัก (พาร์สลีย์) สับละเอียดช่อยลดความมันลงได้เยอะ แถมยังหอมอร่อยมีรสสัมผัสที่ไม่รู้ลืม ความชุ่มฉ่ำของน้ำซอสที่ไม่เหมือนที่ไหนนี่เองครับที่ผมติดใจรสชาติ

สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศกุ้ง

จานหลักอีกจานที่ผมไม่อยากพลาดคือรีซอสโตเห็ดและทะเล (ข้าวผัดอิตาเลียน) เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมาก ความหอมอร่อยของรสชาติทะเล ซึ่งซึมอยู่ในเนื้อข้าว แม้จะหุงด้วยเนยครีม แต่มันจะสดชื่นกว่า กินแล้วหยุดไม่ได้จริง ๆ แล้วจานนี้ต้องมีไวน์ขาวซึ่งดรายเล็กน้อยกินคู่กันจะเป็นอาหารที่ไม่อยากจะลืมเลือน

รีซอสโต้เห็ดและทะเล

มาถึงจานสุดท้ายสตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด ต้องขอบอกว่ารสชาติจานนี้มันสุดยอด ผมจะไม่มีวันพลาดอาหารจานนี้อย่างแน่นอน เนื้อน่องวัวที่เปื่อยจนแทบจะละลายในปาก บางส่วนติดเอ็ดนิด ๆ ยิ่งอร่อย กินคู่กับมันบดซึ่งหอมเนย หากไม่เกรงใจผกาอยากจะสั่งเส้นสปาเก็ตตี้ลวก หรือข้าวเปล่ามากินรับรองว่ามันต้องยอดมาก ที่สำคัญควรสั่งไวน์แดงมาสักแก้วเพื่อกินคู่กับอาหารจานนี้

สตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด

เมื่อกินอาหารจานหลักกันอิ่มหนำแล้วอย่าลืมเผื่อช่องว่างในกระเพาะอาหารเอาไว้สำหรับขนมหวานด้วยนะครับ เพราะที่ปันปัน มีทั้งเค้กและไอศครีมบริการอย่างจุใจ รสชาติขนมหวานก็ยอดเยี่ยมไม่เบาครับ แล้วที่สำคัญสุด ๆ ปิดท้ายด้วยเอ็กเพรสโซสักถ้วย มื้อนี้จบลงอย่างสมบริบูรณ์

ร้านปันปันตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 สามารถจอดรถได้ที่อาคาร UBC II ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท จากนั้นเดินออกมาจากข้างอาคารแล้วตรงไปที่ร้านใช้เวลาไม่ถึงห้านาที โดยนำบัตรจอดรถไปสแตมป์ไม่ต้องเสียค่าจอด ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึง 23.00 น. หากต้องการสำรองโต๊ะโทร.ที่เบอร์ 02-258-9304

นี่คือหนึ่งร้านในดวงใจของผกา ยกสองนิ้ว เยียมมาก

มาเก๊าวันฝนฉ่ำ

ผมตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงเช้าด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มพิกัด มองไปยังหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสองชั้น มีเพียงแสงสีขาวรอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ขยับพลิกตัวอีกครั้งหนึ่ง หลับตาพยายามจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจึงตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินมาที่ม่าน แง้มม่านดูบรรยากาศข้างนอก ฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง เมฆเทาปกคลุมท้องฟ้า น้ำฝนเกาะพราวที่กระจก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง เรามีเวลาเดินเที่ยวที่มาเก๊าอีกเกือบจะหนึ่งวัน

ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เรากลับไปที่ Saint Paul Ruin ทั้งที่เมื่อเย็นวานเราก็ไปที่นั่นมาแล้วหนหนึ่ง และใช้เวลาถ่ายรูปนั่งชมวิวกันหลายชั่วโมง กินข้าวเช้าจากโรงแรมเรียบร้อยเราก็ขึ้นมาพักที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัว รอให้ฝนหยุดตก ผมอาศัยช่วงนี้งีบหลับอีกหนหนึ่ง ราว ๆ เที่ยงเราจึงออกจากโรงแรมไปที่ซากโบสถ์ Saint Paul ท่ามกลางความฉ่ำของบรรยากาศ

ไปถึงที่เซ็นต์ปอล ผมมุ่งตรงไปยังป้อมปราการโบราญที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะสวยงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประดับ เมื่อไปถึงยอดสุดของป้อมพบว่ามันเป็นป้อมที่ใหญ่มาก พวกโปตุเกสไปที่แห่งไหนชอบที่จะสร้างป้อมเสมอ ต่างจากพวกฮอลแลนด์และอังกฤษ บนป้อมสามารถมองเห็นเมืองมาเก๊าได้ 360 องศา ผมถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร ถ่ายรูปเสร็จจึงเดินกลับลงมาสมทบกับครอบครัวที่พากันไปช๊อปปิ้งที่ร้านขายของเล่น

เมื่อครบองค์คณะแล้ว หมูขอตัวไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ข้างเซ็นต์ปอล ระหว่างที่รอ ผมมองไปยังถนนซึ่งมีตัวตึกสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่ทางขวามือ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ที่ตัดกับถนนสู่เซ็นต์ปอล งเมื่อวานเราก็มองดูมันอยู่ แต่ไม่ได้เดินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นร้านอาหาร แต่วันนี้หมูชวนให้เดินดูจะได้ไปถ่ายรูป

เดินเข้าไปถึงตัวอาคารก็ยังรู้สึกงงเพราะมันไม่ใช่ร้านอาหารแต่เป็น Gallery แสดงภาพ โดยห้องแรกเป็นงานร่วมสมัยของศิลปินมาเก๊า ผมเดินเข้าไปดูงานซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แนวของงานเป็นภาพแอบสแต๊ค ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อาจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยพิศมัยกับงานแอบสแต๊คนัก ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่เข้าใจนะครับ แต่ผมคิดว่าเทคนิคภาพของแอบสแตคมันไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปินได้ครบถ้วน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมเป็นหลักด้วย งานแอบสแตคจะสมบุรณ์ได้ ศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จัก และเราศึกษางานของเขามาแล้วระยะหนึ่ง

ออกมาจากห้องแสดงภาพแรกก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงปลายสุดของถนน ผมไปสะดุดใจอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งมีตัวอักษรสีเขียเอาไว้บนกระจก of Tears Melody ทำให้ผมมองเข้าไปด้านในห้องเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมนั้น จึงได้รู้ว่าแท้แล้วมีงานแสดงภาพอีกชุดหนึ่งอยู่ที่นี่

ทางเข้าตัวอาคารเป็นประตูเล็ก ๆ กำแพงด้านซ้ายศิลปินแขวนภาพผลงานต่าง ๆ เอาไว้โดยไม่ใช่กรอบ บ้างอยู่ในถุงแฟ้มพลาสสติก ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพเขียนของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินสาวชาวอาเจนตินาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องแสดงงาน เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กดังแว่วเป็นบรรยากาศจากมุมห้อง ภาพวาดหลายสิบภาพแขวนอยู่บนผนัง ภาพแต่ละภาพแม้จะได้รับอิทธิพลจากศิลปินหลากหลาย ทว่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นการนำภาพเก่ามาเล่าด้วยมุมมองใหม่ จนผู้ชมได้รับสารซึ่งแตกต่างจากเดิม จะบอกว่าภาพของเธออาจะไม่เนี๊ยบเท่าศิลปินใหญ่ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพกลับมีความแจ่มชัด มีความซื่อตรง มีความงดงามโดยไม่เสแสร้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมคิดว่าศิลปินไทยยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะบอกว่างานของศิลปินไทยหลายคนมักเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าภาพงานศิลปะจะต้องสอดแทรกเรื่องราวในการวิจารณ์สังคมอย่างเข้มข้น ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นสำหรับงานทุกชิ้น ทว่างานที่ต้องการแสดงอารมณ์นั้น อารมณ์ของภาพจะต้องเข้มข้น ดังที่ Bomroya สามารถสำแดงภาพของเธอเต็มที่ผ่านศักยภาพของเธอ

ดูภาพแล้วจึงได้รู้ว่าศิลปินที่มาแสดงงานเป็นสาวชาวเกาหลีนามว่า Bomroya เมื่ออ่านสูจิบัตรเพิ่งรู้ว่าเมือวานเธอมาเปิดงานด้วยการแสดงดนตรี และไม่ต้องสงสัยเพลงที่เปิดเป็นบรรยากาศของงานแสดงภาพก็คือเพลงที่เธอร้องและแต่งร่วมกับเพื่อนนักดนตรี ไม่อยากเชื่อว่าความบังเอิญจะทำให้ได้รู้จักศิลปินคนนี้ พร้อมกันนั้นผมก็ได้ซื้อแผ่นซีดีเพลงที่เธอร้องติดมือมาฟังที่กรุงเทพฯด้วย

ผมยังนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสอยากชักชวนให้เธอมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมสักหน่อย


ดนตรีไร้พรมแดน: บ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย

ผมห่างหายการชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกมานานพอสมควร จำแทบไม่ได้ว่าครั้งหลังสุดตอนไหน ปัจจัยแรกคือ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ช่วงหลังผมย้ายห่างจากธนบุรีไกลมาถึงบางบอน-เอกชัย พูดง่าย ๆ เป็นเขตชายแดนติดสมุทรสาคร-มหาชัย อีกด้านติดจังหวัดนครปฐม-สามพราน เมื่อปีที่แล้วออฟฟิศย้ายมาปักหลักที่สามพรานอย่างถาวร ทำให้ผมกลายเปลี่ยนเป็นคนชนบทไปโดยปริยาย แน่นอนครับจากสามพรานเข้ากรุงเทพไม่ไกลนัก แต่คิดถึงจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้วขอบอกว่าสาหัสครับ ถ้านั่งรถสาธารณะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือสยามสแคว์ผมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง สาหัสที่สุด เรื่องไปชมดนตรีอันเพริดแพร้วนั้นลืมได้เลย ต้องฝ่าจราจรคับคั่งไปถึงก็หมดอารมณ์สุนทรีย์เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมประเทศไทย ยิ่งอยู่ไกลห่างจินตนาการ

หน้าทางเข้าหอการแสดงดนตรี

เมื่อหลายปีก่อนการก่อตั้งสาขาภาคดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เกิด “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และในเวลาต่อมามีการจัดตั้ง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) โดยมีอาจารย์สุกรี เจริญสุขก็เข้ามาเป็นผู้อำนวยการดนตรี และปลุกปล้ำให้เกิดวงดนตรีคลาสสิกอาชีพขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินครึ่งหนึ่งและทางวิทยาลัยออกครึ่งหนึ่ง TPO นั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างเป็นระบบ ช่วงปีแรก ๆ ชื่อเสียงของวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผมไม่มีเวลาไปชมคอนเสิร์ตตของเขาเสียทีจนย้ายออฟฟิศมาอยู่สามพราน และจัดการชีวิตได้ลงตัวขึ้น ประกอบกับโปรแกรมดนตรีของ TPO ในปีนี้ (Season 5th) ออกมาแบบทั้งซีซัน ทำให้ผู้ชมอย่างผมไม่ต้องคอยเดาว่าเมื่อไหร่วงจะมีการแสดง และจะแสดงวันไหน เวลาใด โปรแกรมมีให้ดูได้ที่เวบไซต์ของเขา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของช่องทางสื่อสารกับผู้ชมเลยทีเดียว

ในคอนเสิร์ตแรกที่ผมได้ไปชม TPO ก็คือคอนเสิร์ต Celebrate Beethoven & Brahms ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นโปรแกรมแรกเริ่มด้วย Overture “Cosi fan tutte” ของ Mozart ตามด้วย Violin Concerto in D major ของ Beethoven หลังพักการแสดง เริ่มด้วยเพลงไทยเดิมซึ่งนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในเพลง Yuan Khlao และปิดท้ายด้วย Symphony หมายเลข 2 ของบราห์ม

ด้านนอกหอแสดงดนตรี

สำหรับวาทยากรรับเชิญในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Claude Villart ส่วนผู้เล่นเดี่ยวไวโอลินคือ Gernot Winischhofer

เพลงไวโอลินคอนแชร์โตของบีโธเฟ่นเป็นเพลงที่ผู้ฟังทราบกันดีว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ไพเราะ และเชื่อว่าท่านผู้ฟังเพลงคลาสสิกคงได้เคยฟังเพลงนี้ของบีโธเฟ่นมาจากที่ใดที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย การนำเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาบรรเลงนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือผู้ชมได้สัมผัสเพลงที่คุ้นเคยทำให้มีความสุขต่อการฟัง ข้อเสียคือมันทำให้การเล่นนั้นยากขึ้นเพราะต้องเล่นให้ได้ดีเพราะมีการเปรียบเทียบกับวงอื่น ๆ แต่กระนั้นวง TPO กลับเล่นได้เป็นอย่างดี แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือเพลง Yuan Khlao เหมือนกับนักดนตรีมั่นใจเล่น (เพราะทำนองเพลงไทยเดิมที่คุ้นเคย) ทำให้เสียงของวงก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเพลงซิมโฟนีหมายเลขสองของบราห์มก็ไพเราะจับใจผู้ฟัง ผมชอบการควบคุมวงของ Claude Villart เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนแกชี้ไปที่จุดใดเสียงของกลุ่มนั้นก็จะตอบสนองแกได้เป็นอย่างดี

หลังจบคอนเสิร์ตผมอิ่มเอมเป็นอย่างมากครับ และตั้งตารอโปรแกรมถัดมาในเดือนมกราคม

หลังปีใหม่เพียงไม่กี่วัน TPO ก็มีคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ ในชื่อชุดว่า Classical Magic

ทางเดินอันร่มรื่นในบริเวณวิทยาลัย

ในวันที่ผมไปชมผมมีโอกาสไปถึงก่อนเวลาแสดงชั่วโมงครึ่ง ผมจึงมีเวลาเดินชมรอบ ๆ หอการแสดงดนตรี ซึ่งรอบบริเวณเป็นอาคารเรียน แต่อย่าคิดจินตนาการว่ามันเป็นอาคารเรียนในแบบที่เราคุ้นเคยนะครับ ผมทึ่งในการจัดการของมหิดลอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีลูก แล้วลูกผมได้เข้าเรียนที่นี่ผมก็จะสนับสนุนอย่างดี เพราะรอบบริเวณนั้นจัดการได้อย่างงามตา แม้อาคารจะเป็นสถาปัตยกรรมในแบบโพสต์โมเดิล ไม่เน้นรายละเอียดหรือความอลังการยิ่งใหญ่ พื้นที่ถูจัดสรรค์เป็นสัดส่วน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ให้นักศึกษา มีต้นไม้ ร่มเงาไม้ ทางเดินริมคลองซึ่งใช้ไม้ตีเป็นทางเดิน มีร้านอาหารของคณะซึ่งจัดสร้างได้สวยงาม เรียบง่าย ผมไปเดินเล่นที่ริมน้ำ ห้อยขาอ่านสูจิบัตรซึ่งจัดทำได้ดีมาก จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหาร เพื่อลองชิมอาหารของเขา ผมดูเมนูแล้วมีทั้งอาหารไทยและอาหารยุโรป สนนราคาไม่แพงเลยครับ ราคามาตรฐานทั่วไป บรรยากาศของร้านถือว่าดีมากเช่นกัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวหรือคนรักมานั่งทานอาหารแบบเงียบ ๆ ในบรรยากาศร่มรื่น กินอาหาร ดื่มกาแฟเสร็จผมก็เดินกลับไปที่หอแสดงดนตรี

อาคารเรียน

ที่ต้องเตือนหน่อยหนึ่งนะครับคือว่า ทางผู้จัดงานค่อนข้างจะตรงเวลาพอสมควร ท่านที่ไปชมคอนเสิร์ตควรจะไปล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างช้าสุดครึ่งชั่วโมง หากกลัวว่าไปก่อนแล้วจะไม่มีอะไรทำ ไม่เป็นเช่นนั้นครับ ออกไปเดินเล่นในบริเวณนั้นสูดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วละครับ

ทางเดินริมคลอง

รายการ Classical Magic เริ่มบรรเลงด้วยดนตรีไทย และตามด้วย Overture “The Magic Flute” ของท่านโมสาร์ท จากนั้นก็เข้าสู่การบรรเลง Concerto for Viola and Orchestra ของ Béla Bartók

แสดงเดี่ยววิโอลาโดย Peter Langgartner ต้องบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงปราบเวียนเหลือเกิน เป็นเพลงยากที่หาฟังได้ไม่ง่ายนัก ดนตรีมีทั้งเล่นเบา เบามาก และช่วงที่เอื่อยไหลของดนตรีก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าการสลับเล่นเพลงคลาสสิกยุคใหม่ ๆ แบบนี้ ทำให้วงดนตรีสามารถพัฒนาขึ้นและเป็นการลดความซ้ำซากของการเล่น ข้อนี้ดีทั้งผู้เล่นผู้ฟังซึ่งจะเติบโตไปสู่การฟังที่สร้างสรรค์ไม่ย่ำอยู่กับที่

โถงด้านในหอแสดงดนตรี

ส่วนเพลงที่สอง Symphony หมายเลข 4 ของบราห์ม ซึ่งเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราห์มอีกเพลงหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลขสี่เป็นเพลงที่เข้าสู่ความสูงสุดของบราห์มเลยที่เดียว

ผู้ควบคุมวงในคอนเสิร์ตนี้คือ Dariusz Mikulski วาทยากรหนุ่มท่านนี้แม้จะยังขาดซึ่งความเก๋าแต่มีลักษณะของอาร์ติส สิ่งที่ผมแปลกใจคือเสียงของวงเดียวกัน แต่เปลี่ยนวาทยากรก็ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าที่มีคุณมิคูสกี้อำนวยการเพลง เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองมีสีสันเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเด่นชัด ส่วนลีลาการควบคุมวงของเขาก็หลากหลาย ทั้งใช้ไม้บาตองและไม่ใช้ ที่สำคัญในเพลงที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ต้องใช้โน๊ตเพื่อเป็นแนวทาง เสียงของ TPO ในคอนเสิร์ตนี้จึงน่าทึ่งที่มันมีสีสันแปลกต่าง หากเทียบกับคุณ​ Claude Villart อำนวยการเพลงจะออกมาในลักษณะเป็นระเบียบมากกว่า ซึ่งใครชอบแบบไหนมากกว่ากันคงต้องฟังกันเอาเอง ส่วนตัวผมรับได้ทั้งสองแบบ แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของผู้ควบคุมวงน่าจะทำให้วง TPO พัฒนาได้มากกว่า แม้วงจะต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่เหมาะที่สุด

ภายในหอแสดงดนตรี

รายละเอียดของคอนเสิร์ต

Thailand Philharmonic Orchestra จัดโปรแกรมคอนเสิร์ตในแบบ Season ซึ่งฤดูกาลนี้ 2552-53 จะแสดงไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของวง เวบไซต์ของ TPO

ในแต่ละโปรแกรมจะจัดคอนเสิร์ตสองรอบ รอบแรกคือวันศุกร์ ดนตรีจะบรรเลงในเวลา 19.00 น. รอบที่สองแสดงวันเสาร์เริ่มแสดงเวลา 16.00 น. ควรจะไปก่อนการแสดงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าตั๋วมีสองราคาคือ 300 บาท และ 500 บาท นักเรียนนักศึกษา 100 บาท

ร้าน Music Square ร้านอาหารในวิทยาลัย เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ และปิดบริการเวลา 20.00 น.

ร้าน Music Square

ด้านนอกร้านอาหาร

การตกแต่งร้านทำได้อย่างเรียบง่าย

รีซอสโต้กุ้ง

ผกาชวนชชิม: ร้านอาหารเรือนข้าหลวง

เขื่อนกระเสียวในวันฟ้าปลอดโปร่ง

ใครจะคิดว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไร จะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ผกาชอบนั่งรถไปสุพรรณฯช่วงฤดูปลูกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกปีละสองหน ความเขียวชะอุ่มของนาก็ทำให้คนเมืองอย่างผการู้สึกสบายตา  สบายใจ เมืองสุพรรณฯนอกจากจะไปไหว้พระที่วัดป่าเลไลย์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หรือจะขับไปเที่ยวบึงฉวากก็สุดแล้วแต่

เขื่อนกระเสียวมองจากระเบียงร้าน

เมืองสุพรรณบุรีเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ สมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร ดังนั้นร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณมีอยู่หลายร้าน ทว่าทุกครั้งที่ผกาไปสุพรรณก็ต้องขับรถไปเที่ยวที่เขื่อนกระเสียวทุกครั้งไป

ทางขึ้นเรือน

เขื่อนกระเสียวเป็นเขื่อนดิน กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการชลประทาน และผลิตน้ำประปาให้กับจังหวัดสุพรรณฯและใกล้เคียง ทุกครั้งที่ไปผกาชอบเข้าไปในกรมชลประทาน เพื่อนั่งกินข้าวชมวิวที่ร้านเรือนข้าหลวง ซึ่งเป็นร้านสวัสดิการของเขา บรรยากาศจากร้านมองไปเห็นเขื่อนกระเสียวได้กว้างไกลสุดสายตา ร้านนี้อาหารอร่อยใช้ได้ อาหารไม่เยอะแต่คุ้มค่า พูดตามตรงว่าแค่บรรยากาศร้านก็กินขาดแล้ว อาหารอร่อยน้อยกว่านี้ก็ยังทนได้ ผกาแนะนำว่าถ้าจะไปทานร้านนี้ไม่ควรเลือกช่วงที่เป็นเทศกาล เพราะความพร้อมในการบริการอาจจะสู้ร้านใหญ่ ๆ ไม่ได้ หากแวะไปควรเป็นวันธรรมดาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้ครับ เขาบริการตั้งแต่อาหารกลางวัน และกลางคืน พิเศษคือช่วงกลางคืนมีดนตรีโฟล์คซองบรรเลงให้ฟังด้วย

หน้าชานเรือน

อาหารที่ผกาอยากแนะนำคือ หมูทอดตะไคร้ เหมาะสำหรับเป็นกับแกล้มที่อร่อย ทานกับเบียร์เย็น ๆ ไม่ต้องใส่น้ำแข้งให้เสียรส ปลาน้ำจืดชนิด ๆ ต่าง ๆ ทอดกระเทียม  เมนูปลาน้ำจืดขึ้นอยู่กับช่วงเวลาว่าจะมีปลาอะไร แต่ที่นี่ทำอาหารทอดได้อร่อยทุกอย่าง ส่วนเมนูที่หากินไม่ได้ในทุกวันคือกุ้งแม่น้ำเผา แต่ถ้ามีเมื่อไรสั่งกินได้เลย

ตกแต่งร้านได้อย่างน่ารัก

เส้นทางการเดินทาง

ออกจากกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางบางบัวทอง-สุพรรณบุรี มุ่งสู่อำเภอด่านช้าง เมื่อถึงด่านช้างจะพบหอนาฬิกาให้เลี้ยวเข้าตัวเขื่อน จากนั้นเมื่อถึงทางเข้ากรมชลประทานก็เลี้ยวเข้าไปเลย ขับรถตรงไปตามทางหลักเพื่อขึ้นเขาไปยังร้านเนือนข้าหลวง หากไปไม่ถูกสอบถามยามจากป้อมยามได้

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

จุดหมายปลายทางคือดิสนีย์แลนด์ รถไฟใต้ดินนำเราไปถึงปากทางเข้าดิสต์นีแลนด์ (Disneyland Hong Kong Resort) เลยครับ

สะดวกที่สุด ไปถึงฝนปอย ๆ ก็ตกไม่นานก็หยุด ค่าผ่านประตูคนละ 350 เหรียญ เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง แต่ห้ามเอาน้ำเอาอาหารเข้าไป ต้องไปซื้อกินในนั้น ก่อนเดินทางมีคนแนะนำว่าเอาขวดเปล่าเข้าไปจากนั้นไปกรอกน้ำที่จุดดื่มน้ำหน้าห้องน้ำ

แต่ที่จริงราคาอาหารข้างในก็แพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย นาน ๆ มาที ของก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว 555

มาสวนสนุกแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็ก ไม่มีโอกาสเที่ยวแบบนี้ ดูเด็ก ๆ เล่นเครื่องเล่นแล้วก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางทีถ้ามีโอกาสก็เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเถอะ

กลับจากดิสนีแลนด์ หมดแรงครับ กว่าจะกลับมาถึงย่านที่พักทุ่มกว่า ๆ หาอาหารกินแถวนั้น เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบญวน ผักเยอะน้ำซุปร้อน ลืมไปว่าอาหารที่นี่เสิร์ฟแบบร้อน ๆ ทุกจาน ข้าวสวยร้อนมาก พวกน้ำแกงร้อน แต่กินแล้วทำให้อุ่นท้องดีแท้

วันนี้ตั้งใจว่ายังไงต้องเดินที่ถนนนาธานให้ได้ แม้จะเหนื่อยจากดิสนีมาทั้งวันก็ต้องเดินครับ มาเที่ยวแบบนี้การเดินจนเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่

เดินบนถนนนาธานได้สักพักรู้สึกว่ามันเหมือนเยาวราช แต่เป็นระเบียบกว่า เลยลองเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอย ก็พบว่าเขาปิดถนนให้คนมาขายของ มาแสดงดนตรี แสดงหุ่นใบ้กัน ร้านอาหารญี่ปุ่นคนนิยมต่อแถวเข้าไปกิน เดินลัดมาอีกซอยเป็นย่านร้านอาหาร

ดูดีกว่าแถวย่านที่เราพักอีก แถมยังมีหลายร้านให้เลือก เดินไม่ไกลจากที่พัก เดินจนเหนื่อยต้องลากขากลับไปที่โรงแรม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยย่านนี้ต่อ

คนฮ่องกงตื่นสายนอนดึก เพราะกว่าที่ถนนน่าที่พักจะเงียบเสียงลงได้ ต้องเป็นช่วงตีสามตีสี่ (คนจีนเป็นแบบนี้ครับ เรื่องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องธรรมชาติ)
ส่วนตอนเช้าเก้าโมงสิบโมง คนบนถนนยังบางตาร้านรวงยังไม่เปิด บางร้านเปิดหลังเที่ยงด้วยซ้ำ
ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะเปิดเช้า แต่ตอนเช้าจะขายเฉพาะอาหารว่างๆ กาแฟ แซนด์วิช ช่วงสิบเอ็ดโมงจึงจะเริ่มขายอาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็จะเป็นอีกเซ็ตหนึ่ง ผมสังเกตดูว่าแม้แต่คนขายก็มีสองกะ

ร้านอาหารที่พบได้ทั่วไปที่ฮ่องกง

ร้านรวงพึ่งตั้งร้าน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3