Info

Posts tagged USA

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

โดย นิวัต พุทธประสาท

HRT Music Streamer ll คืออะไร HRT เป็นชื่อบริษัทผลิตสินค้า โดยย่อมาจาก High Resolution Technologies (HRT) มิวสิคสตรีมเมอร์ก็คือ DAC (Digital to Analog Converter) หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือตัวแปลสัญญาณดิจิตอลไปเป็นอนาล็อค กล่าวคือไฟล์เพลงไม่ว่าเป้นนามสกุลอะไรตั้งแต่ WAV, AIFF, MP3, Apple Lossless Encoder, Flac ฯลฯ ล้วนเป็นไฟล์แบบดิจิตอล ถ้าจะฟังเพลงจากไฟลืดิจิตอลจะต้องแปลให้เป็นอนาล็อค ถึงจะฟังรู้เรื่อง ซึ่งต่างจากแผ่นเสียง เมื่อคุณวางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียงแล้วหมุนจานเสียง คุณก็จะได้ยินเสียงนั้นเป็นถ้อยคำ แต่ถ้าฟังเสียงดิจิตอลที่ไม่แปลเป็นอนาล็อค คุณลองนึกถึงเสียงแฟกซ์ หรือเสียงโมเด็มสมัยก่อนดูนะครับ มันคือแบบนั้นเลย

ถามว่าในคอมพิวเตอร์มีซาวด์การ์ดทุกตัวมี DAC มาให้ นั่นหมายความว่าดูหนังฟังเพลงผ่านซาวด์การ์ดได้เลย แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้นต้องหาซาวด์การ์ดขั้นเทพมาเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเป็น Hi-End

สำหรับคนชอบฟังเพลง และทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก การหา DAC มาแปลงสัญญาณเพลง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอัพเกรดเครื่อง ต้องบอกว่าสมัยนี้มี DAC มากมายออกมาวางจำหน่าย โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจากจีนแดงด้วยแล้วละก็ มีราคาเครื่องตั้งแต่หลักไม่ถึงพันยันเป็นแสน มีทั้งเอาท์พุตเป็นหลอดก็มี รวมถึงค่ายจากยุโรปอเมริกาก็มีราคาที่แตกต่างกัน

สำหรับเจ้า HRT Music Streamer ll นั้นเป็นบริษัทจากอเมริกา ตัวเครื่องไม่ได้บอกว่าผลิตที่ไหน กิตติสรรพของ DAC ตัวนี้เริ่มขจรกระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตัวที่ผมได้มานั้นคือ HRT Music Streamer ll เป็นตัวมาร์คทูเข้าไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนรูปโฉมจากเดิมให้สวยขึ้นและปรับปรุงในหลายจุดเลยทีเดียว รุ่นที่ผมทดสอบเป็นรุ่นยอดนิยมเพราะว่าราคาย่อมเยาว์ มันมีราคาค่าตัวเพียง 149 $US เท่านั้นหรือประมาณ 4,600-5,000 บาทเมื่อเทียบกับ DAC ในตลาดตัวอื่นแล้วมันมีรคาคาเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก

ที่จริงแล้ว DAC ตัวนี้มีตัวแทนในเมืองไทย แต่ตัวแทนค่อนข้างแย่มาก เพราะมันหาซื้อไม่ได้โดยทั่วไป ผมจึงต้องฝากเพื่อนของเพื่อนซื้อมาจากอเมริกา

รูปลักษณ์ HRT Music Streamer ll

รูปลักษณ์ของมันกระทัดรัด ตัวเครื่องสีแดงสดสวย มีความแข็งแรง หนาแน่น เอาท์พุต RCA เคลือบด้วยทอง ส่วน USB ก็มีลักษณะแน่นหนา มีไฟ LED บอกสถานะการทำงานและ Data Rate HRT เป็นเพราะว่ามันสามารถซัพพอร์ตกับซีสเต็มของระบบปฏิบัติการของ Mac OSX

การใช้งาน

การทำงานของ HRT Music Streamer ll ทำได้ง่ายมาก โดยการต่อสาย USB เครื่องก็จะบอกสถานะโดยมีไฟติดอยู่ ผมใช้เครื่อง iMac จะต้องเข้าไปปรับที่ Syatem Pference ให้เลือก Sound จากนั้นก็คลิก Output เลือก Music Streamer USB จากนั้นก็เปิดเพลงจาก iTune ฟังได้แล้วครับ


ผลทดสอบเบื้องต้น

เครื่องเสียงที่ผมใช้ต่อจาก HRT Music Streamer ll ก็คือ Bose Companion 3 ซึ่งมีสุ้มเสียงที่ใช้ได้ดีมากกับการฟังเพลงคอมพิวเตอร์

ทดสอบเสียงจากโปรแกรม iTune โดยผ่านไฟล์ MP3 และ Apple Lossless ต้องบอกว่ามันสร้างความแตกต่างตั้งแต่แรกฟังเลยทีเดียว ไฟล์ MP3 ธรรมดาที่มี Bit Rate อยู่ที่ 320 kbps นั้นฟังดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เสียงเบสที่หนาขึ้น เสียงกลางมีลักษณะชัดเจน รวมถึงเสียงแหลมที่ให้รายละเอียดมากขึ้น

เมื่อทดสอบกับไฟล์ Apple Lossless ยอมรับว่ามันให้ความแตกต่างไปอีกขั้น โดยเฉพาะบรรยากาศของเพลงที่โอบล้อมอยู่รายรอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับการต่อสายมินิออดิโอจากท้ายเครื่องไปยัง Bose มีข้อแตกต่างที่น่าสนใจไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมยังติดใจก็คือเสียงเบสยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ผมอาจจะต้องเบิร์นสาย มินิ to RCA กับเข้า HRT Music Streamer ll สัก 100 ชั่วโมง เพื่อหาข้อยุติว่าเสียงมันจะดีขึ้นกว่าแรกเปิดใหม่ ๆ หรือไม่ วึ่งผมจะมารายงานแบบละเอียดยิบในผลการทกสอบอย่างละเอียด ในบทความตจ่อไปนะครับ

บทสรุปจากการทดสอบเบื้องต้น

มันเป็นการอัพเกรดคุณภาพเสียงในราคาที่ประหยัดมากที่สุดวิธีการหนึ่ง คุณจะนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยเหมือนฟังเครื่องเสียงชั้นยอด แต่ข้อเสียคือคุณจะต้องหา HUB USB เพิ่มขึ้นเพื่อให้อุปกรณ์ Device ทั้งหลายเชื่อมต่อถึงกัน

Features and Spec 
Full Scale output 2.25 Volts RMS
Frequency Response (20 Hz/20 kHz) 0 dB/ – .5 dB
Noise Floor (DC to 30 kHz) 26 uV RMS
S/N Ratio (DC to 30 kHz) 98 dB
THD+N (1 kHz FS 44.1 kS/s) 0.010%
USB to Audio output isolation > 20M Ohm

Interface
Data Rate up to 96 kS/s
Bit Depth up to 24 bit
Transfer Protocol asynchronous
USB type 1.1 or above
Power Requirements (USB buss) 200 mA
Dimensions (L x W x H in inches) 4.1 x 2.1 x 1.2

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9