Info

Posts tagged USA

การต่อต้านสังคมเซเล็ปด้วยความไร้เดียงสา

ในศตวรรษนี้คงไม่มีใครจะเขียนบท-นำแสดง หนังได้อื้อฉาวเท่า Sacha Baron Cohen อีกแล้วหรือถ้านึกหน้าเขาไม่ออก คุณก็คงพอจะได้ยินหนังชื่อหนังเรื่อง Borat กับภาพนักแสดงน่าตากวน ๆ พูดจาดูถูกเหยียดหยามผู้คน บทลามกสองแง่สองง่าม รวมไปถึงการกระทำที่น่าตบกระโหลก หนังเรื่อง Brüno เองก็เช่นกันแต่คราวนี้แทนที่จะเล่นเรื่องการเมือง Cohen จับตัวเองแปลงโฉมเป็นผู้สื่อข่าวสายแฟชั่นแห่งสถานีโทรทัศน์ของเยอรมัน การเป็นผู้สื่อข่าวทีวีสายแฟชั่นทำให้เขาเสพติดการเป็นคนแถวหน้า First Row ความฝันของบรูโนคือการก้าวไปเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการบันเทิง แต่ความฝันแทนที่ด้วยความตกอัับ เขาถูกอัปเปหิมาจากวงการแฟชั่นยุโรป บรูโนโดนต่อต้านอย่างหนักเพราะทำตัวเป็นผู้วิจารณ์วงการในแบบสาวไส้ถึงแก่น เมื่อไม่มีใครต้อนรับเขาที่ยุโรปเขาจึงออกแสวงหาความโด่งดังที่ดินแดนเสรีอย่างอเมริกา

การมาอเมริกาของบรูโนนั้นมาในแบบไร้เครดิตร เขาเริ่มด้วยการมีตัวตนศูนย์กระนั้นเขาก็ใช้ช่องทางต่าง ๆ ที่เขาเคยเรียนรู้ เพื่อนำพาเขาไปยังจุดหมายนั้น แต่ว่าความไร้เดียงสาในแบบตัวเขา ซึ่ง “ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” อีโก้ในตัวเขาจึงแทนที่จะผลักให้เขาประสบความสำเร็จ กลับผลักให้เขาถูกรังเกียจหนักยิ่งขึ้นไป

หากอ่านพล๊อตคร่าว ๆ เช่นนี้ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากหนังวิจารณ์วงการบันเทิงดาษดื่น ทว่าวิธีการสร้างหนังของ Larry Charles นั้นมันเพิ่มขั้นตอนที่ดูเป็นจริงเป็นจังเข้าไปในหนัง เพื่อทำให้หนังดูสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น กล่าวคือหนังถูกสร้างจัดฉากขึ้น จากนั้นก็กะเกณฑ์ตัวแสดงสมทบเข้ามาในหนัง โดยที่ตัวแสดงสมทบแทบไม่รู้โครงเรื่องหรือบทที่ถูกสร้างสถานการณ์ขึ้น นั่นจึงทำให้เรื่องราวของหนัง ถูกตัวแสดงสมทบต่อต้าน หากมองในเชิงอารมณ์ความรู้สึกในแบบมนุษย์ ขั้นของสิ่งที่บรูโนทำลงไปนั้นมันคือความเหลืออด เช่นเขารู้ว่าจะต้องทำอย่างโจลี เพื่อที่จะได้มีนักข่าวสนใจเขา เขาจึงรับเลี้ยงเด็กอัฟริกันมาเป็นลูกเลี้ยง เมือเขาพาเด็กออกทีวี เขาให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลลูกในแบบที่เขาเป็น แต่ตัวประกอบที่เข้ามาแสดงในรายการเกมโชว์รับในสิ่งที่เขากระทำไม่ได้เพราะบรูโนเป็นเกย์ และเขาก็เลี้ยงลูกให้อยู่ในสภาพแบบนั้น

หรือฉากที่เขาเชิญดาราดัง ๆ มาสัมภาษณ์ และใช้คนทำงานบ้านชาวเม็กซิกันมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่คนในแวดวงบันเทิงออกมาต่อต้านเรื่องการกดขี่แรงงาน เหมือนพวกเขากำลังช่วยเหลือสังคมนี้ แต่ไม่ใช่…เพราะแท้แล้วพวกเขากำลังนั่งอยู่บนแรงงานนั้น จึงกล่าวได้ว่าบรูโนชำแหละภาพทางสังคมผ่านความไร้เดียงสาของตัวเอง เป็นการสาวไส้เหล่าเซเล็ปที่ชอบทำตัวเป็นนางฟ้าเทวดา เพราะเอาเข้าจริง ๆ สังคมก็ยังมีการกดขี่ชนชั้นอย่างแจ่มชัด

ส่วนฉากที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องคือฉากที่บรูโนต้องการคัดเลือกเด็กมาถ่ายแฟชั่น ขั้นตอนการสัมภาษณ์ผู้ปกครองเด็กบรูโนได้ถามคำถามแรง ๆ ต่อตัวผู้ปกครองเด็กว่า ถ้าเด็กต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยงเช่นมีฉากที่ต้องถ่ายกับสารอันตรายจะยินยอมไหม ผู้ปกครองทุกคนต่างยินยอม และคิดว่าเด็กทำได้ นี่คือสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่พยายามปั้นลูกให้เป็นดารา ต่อให้เกิดอะไรขึ้นกับลูก พวกเขาแทบไม่สนใจ และตอบรับแทนเด็กในทันที

Brüno น่าจะเป็นหนังที่คุณดูครั้งแรกแล้วคุณจะเกลียดแล้วไม่ชอบมันเลย เพราะมันเต็มไปด้วยภาพทะลึ่งสุดบรรยาย อวัยวะเพศชายที่แกว่งไปมาหน้าจอ ฉากร่วมเพศของบรูโนกับคู่ขาเกย์ในแบบวิตถาร การกระทำที่สุดทานทนของบรูโน และแนวความคิดอันสุดขั้วที่เขาคิดได้ล้วนแล้วแต่หายนะ แต่ถ้ามองเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง คุณจะมองเห็นว่า บรูโนนั้นช่วยขัดเกลาสังคมนี้ ด้วยการกระชากหน้ากากอันจอมปลอมของสังคมออกมาได้อย่างแจ่มชัดที่สุด เขาโบยตีวงการเซเล็ปชนิดที่ว่าถ้าคุณเป็นพวกหน้าไหวหลังหลอกคุณแทบไม่มีที่ยืนในสังคมนี้เลย ที่น่าเศร้าก็คือสังคมนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนเหยียดผิว เหยียดเพศที่สาม ขณะที่เหล่าดารา+นักการเมือง เสียสละตัวเองเพื่อสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ปลิ้นปล้อนตอหลดตอแหลที่สุด

Brüno ไม่ใช่หนังต่อต้านสังคมที่ดีที่สุด แต่มันเป็นหนังที่ตบหน้าพวกเราได้อย่างสุดขั้ว เพราะเราเองก็ตกเป็นส่วนหนึ่งให้ชนชั้นำชักใยให้เราเป็น เชื่อในสิ่งที่เป็นและเป็น…ในสิ่งที่ต้องการ

บลูเรย์ดิสก์ พร้อมหรือยังที่จะลุย!

โดยนิวัต พุทธประสาท


ผมคิดว่าในช่วงปีใหม่ท่านผู้อ่านคงกำลังจด ๆ จ้อง ๆ เพื่อจ่ายเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ตอนเงินโบนัสออกต้นปีเป็นแน่ แล้วสิ่งที่จดจ้องอยู่นานสองนาน เวียนไปชมไปดูหาข้อมูลจนเหงือกแทบจะแห้ง แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจซื้อเสียทีนั่นก็คือเจ้าเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์ หรือแสงสีน้ำเงินมหัศจรรย์นั่นเอง ที่ได้แต่จดจ้องแล้วยังไม่ซื้ออาจเป็นเพราะว่าฟอร์แมตใหม่นี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ผู้เล่นยังไม่มั่นใจว่ามันจะดีจริงหรือเปล่า แล้วมันจะอยู่นานแค่ไหน ขนาดแผ่นดีวีดีที่เราสะสมมาเกือบสิบปีจะกลายเป็นฟอร์แมตที่ตายแล้วแบบเทป VHS หรือไม่ ไม่อาจทำนายอนาคต รวมถึงราคาของมันทั้งตัวเครื่องเล่นทั้งตัวแผ่นยังมีราคาสูงมาก เมื่อเทียบกับราคาเครื่องเล่นดีวีดี-แผ่นดีวีดี ซึ่งเป็นที่นิยมยังไม่เสื่อมคลาย

แม้บลูเรย์ดิสก์เพิ่งผ่านสงครามฟอร์แมตวีดีโอความคมชัดสูงอย่าง High Definition (HD) ระหว่าง HD-DVD กับ BLU-RAY DISC แล้วผลก็ออกมาว่า HD-DVD ที่มีโตชิบาเป็นหัวหอกยอมยกธงขาวโดยปราศจากข้อแม้ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ชักดาบรบกันอย่างรุนแรง เพราะทั้งสองค่ายคงรู้ว่าถ้ารบกันหนัก อาจจะพ่ายแพ้ทั้งคู่ และอาจจะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลจากการแข่งขันที่ไม่รู้อนาคต ขณะที่เจ้าแสงสีน้ำเงินแม้ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าในสนามการค้าของบลูเรย์ ก็ใช่ว่าจะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบอย่างที่ใครอยากให้เป็น เพราะผ่านมาสองสามปีจำนวนแผ่นบลูเรย์ดิสก์ก็ยังผลิตออกมาไม่มากนัก ที่แย่ไปกว่านั้นจำนวนผู้ใช้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดแบบเครื่องรับโทรทัศน์พลาสมา หรือแอลซีดี

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ เรามาดูกันว่าสมควรที่จะก้าวกระโดดลงไปเล่นกับมันหรือไม่ หรือจะรอเวลาออกไปจนกว่าราคาของมันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ของผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิค

อนาโตมีของบลูเรย์ดิสก์

บลูเรย์ดิสก์เป็นฟอร์แมตที่มีบริษัทคอมพิวเตอร์และสื่อบันเทิงชั้นนำของโลกร่วมกันพัฒนาขึ้นมาอาทิเช่น แอบเปิ้ล ฮิตาชิ เจวีซี เดลล์ แอลจี ฟิลิปส์ ซัมซุง มิตซูบิชิ โซนี่ ทอป์สัน ชาร์ป ทีดีเค เฮชพี วอลท์ดิสนีย์ วอร์เนอร์บราเทอร์ ไพโอเนีย เป็นต้น

ดีวีดีโดยทั่วไปอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดง แต่สำหรับบลูเรย์ดิสก์อ่านและบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์สีน้ำเงิน กระนั้นแม้จะใช้ลำแสงสีน้ำเงินม่วงก็ตาม ทว่าบลูเรย์สามารถใช้ลำแสงร่วมกับซีดีและดีวีดีได้อย่างง่ายดาย เพราะมีหน่วยจับสัญญาณที่ตรงกัน ทว่าบลูเรย์ดิสก์ได้เปรียบตรงที่ว่ามีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าเลเซอร์แดง 405 nm ต่อ 650 nm ทำให้เกิดความแม่นยำในการโฟกัสสูงกว่า และทำให้การบีบอัดข้อมูลได้แน่นขึ้นโดยใช้เนื้อที่ที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้บรรจุข้อมูลได้มากกว่าแม้จะมีขนาดเท่ากับซีดีหรือดีวีดี พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนช่องรับแสงเป็น 0.85

บลูเรย์หรือที่เรียกกันว่าบลูเรย์ดิสก์เป็นชื่อเรียกของฟอร์แมตรุ่นใหม่ของออปติกดิสก์ ฟอร์แมตดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบันทึกแสดงผลไฟล์วีดีโอในระบบ HD หรือไฮเดฟ มีความจุข้อมูลอยู่ที่ 25 GB ในแบบแผ่นซิงเกิลเลเยอร์ หรือมากกว่าดีวีดีถึงห้าเท่า ขณะที่แผ่นดูอัลเลเยอร์มีความจุอยู่ที่ 50 GB ซึ่งความจุดังกล่าวทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างจุใจ ควมจุระดับ 50 GB นั้นสามารถบันทึกไฟล์วีดีโอระดับไฮเดฟได้นานกว่าเก้าชั่วโมง หรือถ้าเป็นไฟล์ดีวีดีทั่วไปบรรจุถึง 23 ชั่วโมง ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมมูล และในการบันทึกข้อมูลของแผ่นบลูเรย์ หากใช้ความเร็วที่ 1X จะมีความเร็วอยู่ที่ 36 MB ต่อวินาที ขณะที่มาตรฐานการอ่านภาพยนตร์ในฟอร์แมตนี้ข้อมูลขั้นต่ำอยู่ที่ 54MB ต่อวินาที จึงเป็นไปได้ว่าความเร็วของบลูเรบ์ดิสก์ที่ใช้อยู่ ใช้ความเร็วอยู่ที่ 2X ซึ่งเป็นความเร็ว72MB ต่อวินาที ทั้งนี้ศักยภาพของแผ่นบลูเรย์นั้นมีมากกว่านี้ ซึ่งความเร็วสูงสุดทำได้ได้ถึง 12X 432MB ต่อวินาที

ส่วนไฟล์วีดีโอที่รองรับสำหรับแผ่นบลูเรย์ดิสก์คือ MPEG-2, MPEG-4 AVC, SMPTE CC-1 (เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของไมโครซอร์ฟมีเดีย วิดีโอ WMV) และไฟล์เสียงสามารถรองรับ Linear PCM (LPCM), Dildy Dugutal 5.1 Channel, Dolby Digital Plus 7.1 Chanel , Dolby TrueHD (Lossless Encoding) , DTS Digital Surround, DTS-HD High, DTS-HD Master Audio

ไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งภาพและเสียงทำให้สตูดิโอ หรือค่ายหนังที่ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ตัดสินใจที่จะนำหนังเรื่องนั้น ๆ ของตนผลิตออกมาเป็นแผ่นบลูเรย์เพื่อขายออกสู่ตลาด ซึ่งถ้าแผ่นไม่รองรับความจต้องการของค่ายหนัง ต่อให้มีคุณภาพดีเลิศเพียงใดก็ไม่มีผู้ผลิตแผ่นออกมา แม้ในเวลานี้ค่ายหนังบางแห่งก็ยังไม่เดินหน้าผลิตหนังบลูเรย์ดิสก์อย่างเต็มตัว

บลูเรย์ลุยดีไหม

ทุกวันนี้เทคโนโลยีแล่นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ดิจิตอล มีเรื่องพูดกันเล่น ๆ ว่า คอมพิวเตอร์ซื้อในวันนี้ตื่นนอนวันรุ่งขึ้นก็ตกรุ่นเสียแล้ว คำพูดนี้เป็นความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ลามมาถึงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัยอาทิเช่นโทรทัศน์จอพลาสมา โทรทัศน์แอลซีดี เครื่องเล่นดีวีดี จนมาถึงยุคไฮเดฟที่นำเรือธงด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ น่าใจหายว่าทั้งเทคโนโลยีและราคาต่างเดินสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองปีที่แล้วราคาโทรทัศน์จอพลาสมาขนาดสี่สิบนิ้วความคมชัดระดับกลาง ๆ ต้องกำเงินสด ๆ ราคาเหยียบแสนไปซื้อ ทว่าทุกวันนี้มีเงินไม่ถึงสามหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของได้ แถมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ออฟชั่นมากขึ้น สเปคที่ดีขึ้น รวมถึงครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนซื้อต้องพะวักพะวงว่าเมื่อจ่ายเงินจำนวนนี้แล้วยังแพงอยู่หรือไม่ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องชาชินกับมันไปแล้ว แต่สำหรับคนชอบดูหนังฟังเพลงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพบกับเหตุการณ์ที่มีฮาร์ดแวร์ใหม่มาให้เล่น ถือเป็นการซื้อความบันเทิงที่ต่อเติมเข้ามาในชีวิต เป็นการตอบสนองความอ่อนล้าหลังการทำงานอันหนักเหนื่อย ไม่ต้องถ่อรถถ่อเรือไปต่อแถวซื้อตั๋วหนังในราคาแพง แถมได้รับบริการที่แสนจะน้อยนิด ไม่นับว่าต้องไปนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉายเกือบครึ่งชั่วโมง (ตกลงซื้อตั๋วไปดูโฆษณาหรือไง) ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือโรงหนังบางโรงคุณภาพไม่มีมาตรฐาน ภาพเบลอร์ เสียงห่วย แล้วถ้าถูกหวยไปเจอหนังขาดกลางเรื่อง ต้องนั่งรอเกือบห้าถึงสิบนาที เสียทั้งอารฒณ์เสียทั้งเวลา จะเดินออกจากโรงก็ขี้เกียจไปทะเลาะขอเงินคืนกับคนขายตั๋ว แล้วต้นทุนในการดูหนัง

ทางเดียวคือดูหนังที่บ้าน ค่อย ๆ สร้างโฮมเธียเตอร์น้อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่โฮมเธียเตอร์ดิจิตอลความละเอียดสูง ลองสำรวจดูว่าเราพร้อมแค่ไหนต่อการเข้าสู่โลกไฮเดฟ

ประการแรกจอโทรทัศน์ของเราไม่ว่าจะเป็นพลาสมาหรือแอลซีดี รองรับระบบภาพ Full-HD หรือ Ready-HD หรือไม่ ถ้าโทรทัศน์ของท่านเป็น Full-HD ก็พร้อมที่จะเล่นกับแผ่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย แต่ถ้ายังเป็น Ready-HD ลองสอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายเพื่ออัพเกรดเครื่อง (แต่ถ้าไม่อัพเกรดก็เล่นได้ครับ ทว่ามันก็ยังไปไม่สุดอย่างที่เราต้องการ) กระนั้นโทรทัศน์จอสลิมรุ่นใหม่ ๆ นั้นรองรับ Full-HD จนเกือบหมดแล้ว จะมีเฉพาะโทนทัศน์ค้างสต๊อคเท่านั้นที่ยังเป็น Ready-HD (ดังนั้นก่อนซื้อโทรทัศน์ลดราคา-โปรโมชั่น หากราคาถูกเกินไปควรขอดูสเปคก่อนซื้อเพื่อจะได้ไม่ซื้อของตกรุ่นที่ไม่อาจจะยอมรับได้)

ประการที่สองโทรทัศน์ของท่านผู้อ่านมีความละเอียดในการแสดงผลภาพขนาด 1,920X1,080 Pixels และควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องต่อ HDMI อย่างน้อยหนึ่งชุด เพราะถ้ารายละเอียดภาพไม่รองรับภาพรายละเอียดสูง การเข้ามาเล่นแผ่นบลูเรย์ก็ไม่มีความจำเป็นมากนัก ดีวีดีอัพสเกลยังเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับผู้เขียน

ประการสาม กำลังทรัพย์ในการจ่ายค่าซอร์ฟแวร์บลูเรย์ดิสก์มีมากแค่ไหน เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ราคาแผ่นบลูเรย์ดิสก์ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และค่ายหนังยังไม่ปูพรมผลิตหนังออกมาเป็นบลูเรย์ดิสก์มากเท่าไหร่ทั้งหนังเก่าและใหม่ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าแผ่นบลูเรย์ดิสก์น่าจะก้าวเข้ามาแทนที่แผ่นดีวีดีแน่นอน

ถ้าท่านผู้อ่านมีทั้งสามประการครบถ้วนแล้ว และกำลังคันไม้คันมือ ก็ลุยกับเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย เพราะในปัจจุบันราคาเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์นั้นมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเครื่องก็ดีขึ้น เรื่องเทคโนโลยีล้ำยุค หรือตามเทคโนโลยีเป็นเรื่องเล็กครับ เพราะสุดท้ายก้ต้องเก่าลงอยู่ดี

ที่สำคัญก็คือโทรทัศน์พลาสมาและแอลซีดีที่เราซื้อไปใช้จะได้ใช้ได้อย่างคุ้มค่าเสียที เพราะดูหนังจากเคเบิล ดาวเทียม หรือสัญญาณภาพฟรีทีวีบ้านเรายังไม่ปล่อยสัญญาณคุณสูงมาให้ชม เท่ากับเราซื้อรถเฟอร์ราลีมาวิ่งบนถนนฝุ่นก็ไม่ผิด ดังนั้นการเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์จึงเท่ากับเราได้ใช้เครื่องรับโทรทัศน์แสนแพงของเราได้อย่างคุ้มค่า หรือถ้าหากใครคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะลุย การรอให้เทคโนโลยีสูงขึ้นทว่าราคาต่ำลงนั้นก็ยังไม่เสียหาย แต่ถ้าจะถามว่าก้นเหวของเทคโนโลยีสูงสุดอยู่ที่ไหน ผมตอบได้ทันทีว่าไม่มี และการซื้อเครื่องเผื่ออนาคตนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด การซื้อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่อาจะมองที่ตัวนวตกรรมเพียงอย่างเดียว ต้องรวมปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปด้วยโดยเฉพาะกำลังทรัพย์ ที่ไม่ทำให้เดือดร้อนต่อการดำรงชีพ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นราชาเงินผ่อน ที่วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีไม่รู้จบ

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง DVD และ Blu-Ray

Specifications Blu-Ray DVD
ความจุ 25 GB (Single Layer)

50 GB (Dual Layer)

4.7 GB (Single Layer)

8.5 GB (Dual Layer)

ความยาวคลื่น 405 nm (Blue Laser) 650 nm (Red Laser)
ช่องรับแสง 0.85 0.6
เส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่น 120 mm 120 mm
ความหนาของแผ่น 1.2 mm 1.2 mm
เลเยอร์เคลือบ 0.1 mm 0.6 mm
เคลือบแข็ง เคลือบ ไม่เคลือบ
ระดับการยก 0.32 µm 0.74 µm
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Data) 3.6 Mbps (1x) 11.08 Mbps (1x)
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Video/audio) 54.0 Mbps (1x) 10.08 Mbps (1x)
รายละเอียดภาพสูงสุด 1920×1080 (1080p) 720×4580/720×576
Bit Rate ภาพสูงสุด 40.0 Mbps (480i/576i) 9.8 Mbps
รองรับไฟล์วีดีโอ MPEG-2

MPEG-4

SMPTE VC-1

MPEG-2
รองรับไฟล์เสียง Linear PCM

Dolby Digital

Dolby Digital Plus

Dolby Digital True HD

DTS Digital Surround

DTS-HD

Linear PCM

Dolby Digital Digital

DTS Digital Surround

Interactive BD-J DVD-Video

Drag Me to Hell: ตำนานคำสาปอันปวกเปียก

*หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ชื่อชั้นผู้กำกับแซม ไรมี่ ผู้กำกับหนังทำเงินอย่างสไปเดอร์แมนกลายเป็นของแข็งไปเสียแล้ว เพราะการปลุกตำนานไอ้แมงมุมให้กลับมามีชีวิตชีวา ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับวงการหนัง และประโยคเด็ดของสไปเดอร์แมนอย่าง “อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่ง” กลายเป็นคำคมของศตวรรษใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคาดหวังต่อตัวผู้กำกับย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อยกับหนังเรื่อง Drag Me to Hell ซึ่งแซม ไรมี่กำกับการแสดงเอง และเขียนบทร่วมกับพี่ชายอีวาน ไรมี่ ย่อมทำให้แฟนหนังของเขารอคอยไม่มากก็น้อย

ที่จริงแซม ไรมี่ ก็เกิดมากับหนังแนวสยองขวัญทุนต่ำ เขากำกับหนังอย่าง The Evil Deadหนังสูตรสำเร็จสยองขวัญว่าด้วยเพื่อนห้าคนเข้าไปเที่ยวแคมป์กลางป่าแล้วพบกับหนังสือต้องคำสาป จากนั้นพวกเขาต้องพบกับการไล่ล่าของวิญญาณปีศาจร้าย ถัดจากนั้นอีกหลายปี เขาก็ได้รับเงินทุนให้ทำหนังภาคสอง The Evil Dead II แต่หนังที่ทำให้ชื่อของแซม ไรมี่โดดเด่นจริง ๆ คือหนังเรื่อง Dark Man แม้ว่าตัวโพสต์โปรดักซ์จะทำออกมาได้อย่างดี แต่ตัวหนังก็ไม่ได้รับการชื่นชมทั้งยอดเงินและคำวิจารณ์ จนกระทั่งสตูดิโอยักษ์มอบโปรเจ็คสไปเดอร์แมนให้เขาดูแลชื่อของแซม ไรมี่จึงผงาดบนจอหนังทำเงิน Drag Me to Hell เป็นหนังที่เขากำกับต่อจากสไปเดอแมนภาคสาม จะกล่าวว่าเป็นหนังขัดตาทัพของเขาก็ไม่เชิงเพราะในปีหน้าเขาจะปลุกผีจาก The Evil Dead มาเขย่าจออีกครั้งด้วยการรีเมคหนังตัวเอง ก่อนจะเปิดโปรเจคหนังแฟรนไชน์อย่างสไปเดอแมนสี่ในอนาคต

Drag Me to Hell เล่าเรื่องตำนานคำสาปของยิปซีพเนจร ที่จะร่ายมนตร์สาปคนที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ โดยมี “ลาเมีย” วิญญาณแพะปิศาจเป็นผู้รับใช้ เจ้าลาเมียจะตามราวีเหยื่อไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มันจะทรมานเหยื่อของมันก่อนจะจัดการลากลงสู่ขุมนรกภายในสามวันเมื่อใครคนนั้นต้องคำสาป สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผีแนวสยองขวัญบ่อยนักก็คือ “ผู้กระทำ” ไม่ว่าจะเป็นผีหรือฆาตกรโรคจิต มักจะต้องฆ่าเหยื่อที่ไม่เกี่ยวข้องคนอื่นจนเลือดสาดจอ ทว่าวิญญาณแพะบ้าตัวนี้จะทำร้ายตัวคนถูกสาป และจะแสดงตัวให้ผู้นั้นเห็นเพียงคนเดียว โดยจะไม่มีการฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่น

โครงเรื่องของหนังเปิดขึ้นในอดีต เมื่อเด็กชายมีอาการป่วยแบบไม่รู้สาเหตุหลังจากขโมยสร้อยของยิปซี ฮวนซานเดน่าแม่หมอร่างทรงของหมู่บ้านพบว่าเด็กน้อยต้องคำสาปยิปซี ทว่าเธอต่อกรกับมันไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องสังเวยวิญญาณต่อแพะบ้า ร่างถูกสูบลงพื้นธรณี เธอสัญญาว่าจะไถ่บาปของตนเพื่อกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้ให้ได้ จากนั้นหนังก็ตัดมาสู่ปัจจุบัน คริสทีน บราวน์ (Alison Lohman) พนักงานแผนกสินเชื่อธนาคารที่กำลังจะแย่งชิงตำแหน่งสู่ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารที่ว่างอยู่ โดยมีสตูเพื่อนรวมงานเด็กใหม่เป็นคู่แข่ง วันหนึ่งหญิงชรายิปซีหน้าตาน่าเกลียด สกปรก และเห็นแก่ตัวปรากฏกายที่เคาน์เตอร์ของบราวน์ บ้านของเธอกำลังถูกธนาคารยึดเพราะขาดส่งเงินกู้มาสองงวด เธอขอคำปรึกษาจากผู้จัดการฯ เพื่อผ่อนผัน แต่เขาให้เธอตัดสินใจเอง หน้าที่การงานที่ก้าวหน้ารออยู่ กับหญิงชราตกอับแต่ไร้มารยาท ทำให้เธอตัดสินใจไม่ช่วยเหลือหญิงยิบซีชรา แม้หญิงชราจะวิงวอนแต่เธอก็ใจแข็งโดยเรียกยามให้พาเธอออกจากธนาคาร มีการฉุดกระชากลากถู หญิงยิปซีรู้สึกว่าเธอถูกหยามเกียร์ติ เธอจึงตามมาราวีบราวน์ด้วยการสาปให้ลาเมียมาลากเธอลงขุมนรก เรื่องราวสยองขวัญจึงเกิดขึ้นกับบราวน์อย่างช่วยไม่ได้ (ที่ดันถูกเลือกจากใครไม่รู้ให้ต้องคำสาป)

หนังเต็มไปด้วยฉากแหวะ ๆ พอสมควรเช่นนำ้ลายจากฟันปลอมหญิงยิปซีไหลย้อย เลือดกำเดาของนางเอกพุ่งกระจายใส่ผู้จัดการ รวมถึงหนอนและน้ำเหลืองไหลท่วมตัวนางเอก โครงเรื่องของ Drag Me to Hell ดำเนินตามขนบของหนังสยองขวัญทุกกระเบียดนิ้ว แต่ละฉากเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความบังเอิญมากมายในแบบไม่มีเหตุผลปรากฏอยู่หลายที่ ตั้งแต่ร้านหมอดูที่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวช่วยให้นางเอกรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ วิธีการแก้คำสาปที่พ่อหมอหุบปากเอาไว้ไม่ยอมบอกในตอนต้น (แต่ดันบอกในตอนท้าย) รวมถึงซองลูกกระดุมต้องคำสาปผิดซอง ซึ่งท่านผู้ชมก็เดาว่ามันจะออกไปทางไหน
หนังสอดแทรกมุกตลกเสียดสีเอาไว้หลายตอนเช่นนางเอกอาจจะรอดพ้นคำสาปถ้าบูชายันต์สัตว์ ทว่าเธอเป็นมังสวิรัติเธอจะไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาด แต่เจ้าลาเมียเล่นงานจนเธอต้องยอมทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน (ตลกร้ายนะเนี่ย) ส่วนฉากตลกเจ็บตัวของหญิงยิบซีถ้าจะมองว่าเป็นความประเจิดประเจ้อก็ได้ เพราะคนดูจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะเต็มเสียง จะสมเพชก็ไม่เชิงเพราะมันก็ตลกบ้า ๆ บวม ๆ อย่างที่ผู้กำกับต้องการ

ภาพรวมของหนังแล้วแทบจะหาสาระอันใดไม่ได้เลย แม้แต่ความบันเทิงก็อยู่ห่างไกล เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอดเรื่องไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ฉากหวาดเสียวตกใจก็ธรรมดา และมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตอนจบก็ไม่ได้ทำให้คนดูแปลกใจเพราะเดาได้ถูกมาตั้งแต่ต้นแล้ว Drag Me to Hell จึงเป็นได้เพียงความพยายามทำหนังวิญญาณร้ายหลอกหลอน กับฉากตกใจที่ดาษดื่น เมื่อดูจบคนดูอยากได้อะไรติดมือกลับมาด้วยก็หาได้มีไม่แม้แต่ความกลัว ถ้าจะชมหนังเรื่องนี้เป็นการฆ่าเวลาก็ควรจะเตรียมข้าวโพดคั่ว ถั่วทอด และน้ำอัดลมไปกินแกล้มดูหนังน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผ่านมันไปก็ได้โดยไม่ต้องเสียใจถ้าพลาดชม

1 ดาว *

Herbie Hancock
River: The Joni Letters

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

เป็นเวลานานมากแล้วที่รางวัลแกรมมี่อวอร์ดจะมอบรางวัลอัลบัมยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับดนตรีสาขาแจ๊ส แต่กระนั้นผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อค ชุด River: The Joni Letters ก็สามารถเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างสง่างาม เท่ากับว่าการประกาศรางวัลในปี 2007 ได้ทำลายกำแพงแห่งดนตรีลงทีละน้อย และแกรมมี่เองก็คงตระหนักว่าไม่มีเหตุผลอันใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ขณะที่ตัวผลงานของชุดนี้พูดได้คำเดียวว่ายอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

เฮอร์บี้ แฮนค็อกเป็นนักเปียโนแนวแจ๊ส เขาเคยเล่นให้กับวงไมลส์ เดวิส นักทรัมเป็ต คนแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เฮอร์บี้สร้างสรรค์ผลงานเดี่ยวของตัวเองและสร้างชื่อมากับสังกัดบลูโน้ต เฮอร์บี้เป็นคนแจ๊สที่ไม่หยุดนิ่ง เมื่อเข้าสู่ยุค 70 ความอ่อนล้าของแจ๊สถูกดนตรีร็อคเข้ากระหน่ำโจมตี ดนตรีแจ๊สเริ่มเล่นเบาลง ขณะที่ดนตรีร็อคถล่มในชาร์ตอันดับเพลงอย่างที่ไม่มีใครหยุดยั้ง นักดนตรีแจ๊สหลายคนไม่สามารถฝ่ากระแสไปได้ก็หายไปจากวงโคจรธุรกิจดนตรี บ้างก็ล้มตายจากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนคนแจ๊สลงเรื่อย ๆ แต่ก็มีศิลปินแจ๊สไม่มากนักที่กล้านำเสนอผลงานในรูปแบบใหม่ ๆ ด้วยการผสมผสานแจ๊สกับร็อคเข้าด้วยกัน แจ๊สกับโซล และแจ๊สซึ่งไม่ใช่แจ๊สแบบเดิมอีกต่อไป หนึ่งในนั้นก็คือเฮอร์บี้ แฮนค็อกนี่เอง

ถ้าหากติดตามผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อกมาสักระยะ เราจะรู้เขาเป็นนักเปียโนแจ๊สที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมาเสมอ เขาจะไม่ทำงานในแบบเดิม แต่จะทดลองทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ บางอัลบัมเมื่อประสบความสำเร็จ แทนที่เขาจะกลับไปทำในแนวเดิม เขากลับฉีกออกไปอีกแนว ผลงานของเขาจึงได้รับความนิยมในแบบขึ้น ๆ ลง ๆ บางอัลบัมลงตัวสุดยอด แต่บางอัลบัมแฟนเก่า ๆ ก็รับมันไม่ได้ก็มี แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขา เพราะการเป็นศิลปิน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คือหัวใจสำคัญมากกว่าการตามใจแฟนเพลง

ส่วนอัลบัมชุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อต้นสังกัดถามเฮอร์บี้ว่าทำไมไม่นำเอาผลงานของโจนี่ มิตเชลมาทำ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เฮอร์บี้ชื่นชมผลงานการแต่งเพลงของโจนี่ มิตเชลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเริ่มโปรเจคนี้โดยไม่ลังเล การคัดเลือกเพลงเพือนำมาเรียบเรียงใหม่ เฮอร์บี้ แฮนค็อกได้อดีตสามีของดจนี่มาช่วย ทำให้เขาสามารถเข้าถึงเพลงที่เธอเขียนในช่วงเวลานั้นได้อย่างดี และเข้าใจอารมณ์ของเพลง นอกจากนั้นยังได้เชิญนักแซกโซโฟนอย่างเวน ช็อตเตอร์ ตำนานแจ๊สที่ยังมีชีวิตอยู่ ช็อตเตอร์เคยทำงานร่วมกับโจนี่ มิตเชลมาก่อน จึงไม่ยากที่เขาจะเข้าถึงดนตรี และการเลือกช็อตเตอร์มาเป่าแซกเป็นสิ่งพิเศษสำหรับแฟนเพลงแจ๊สจริง ๆ

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

ขณะที่นักร้องรับเชิญนั้นก็ไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็นนอร่า โจนส์ กับเพลงเปิดอัลบัมอย่าง Court and Spark หรือนักร้องสาวใหญ่โซลร็อคอย่างทิน่า เทอร์เนอร์ก็มาขยับลูกคอในแบบแจ๊ส เรื่องพลังเสียงไม่ต้องคุยกันให้มากความ แต่เทคนิคในการเปล่งเสียงนี่แหละครับ ที่เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน และทีน่าก็ทำให้เห็นว่าเธอไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงมากเท่ากับร้องเพลงร็อค แต่ร้องได้อย่างมีพลัง นอกจากนักร้องมีชื่อเสียงแล้ว ยังมีสองนักร้องสาวรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย คนแรกคือหลุยเซียนา โซชา สาวคนนี้มีอัลบัมในแบบบอสซาโนวามาแล้วหนึ่งชุด น้ำเสียงของเธอออกเศร้า ๆ หม่น ๆ แต่น่าฟัง ส่วนเพลงเด่นของอัลบัมคือ River นักร้องสาวรุ่นใหม่อย่าง คอลริน ไบลเล่มาขับกล่มด้วยสำเนียงเสียงหวาน แม้จะเป้นหน้าใหม่ของวงการเพลง แต่มีอนาคตดีทีเดียว โดยเฉพาะการตีความเพลงนี้ได้ชวนฟัง

ส่วนโจนี่ มิตเชล ก็มาขับร้องเพลงของตัวเองในเพลง Tea Leaf Prophecy ได้อย่างเยี่ยมยอด
นอกจากนักร้องที่มาทำหน้าที่กันมากหน้าแล้ว Section ที่ขาดไม่ได้คือนักดนตรี เวนย์ ช็อตเตอร์รับหน้าที่แซกฯ ส่วนดับเบิลเบส เป็นหน้าที่ของ เดฟ ฮอลแลนด์ มือเบสในตำนานอีกคนที่มาร่วมต่อเติมจิ๊กซอร์ให้เต็ม

สำหรับผมยิ่งได้ฟังอัลบัมนี้หลายต่อหลายรอบ ยิ่งเพิ่มความชอบไปทีละนิด และอัลบัมนี้ขึ้นชาร์ตของผมในปี 2008 นานติดต่อกันสองเดือนแล้ว คนที่กำลังเริ่มต้นฟังแจ๊ส การเริ่มกับอัลบัมนี้ก็ไม่เลวนัก มีทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลง ท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะ ดนตรีเล่นได้อย่างเข้าขากัน บันทึกเสียงได้ไม่เลว จึงยากที่จะปฏิเสธ แม้ว่า อีเอ็มไอจะประกาศไม่ผลิตแผ่นซีดีแล้ว แต่ผมก็หาซื้อชุดนี้ได้จากร้าย บีทูเอส และคิดว่าน่าจะมีขายตามร้านซีดีใหญ่ ๆ ทั่วไป

เมื่อเฮอร์บี้ แฮนค็อกทำอัลบัมนี้เสร็จ ตอนที่เขาจะส่งแผ่นให้โจนี่ มิตเชลฟัง เขากลัวและกังวลว่าโจนี่ จะชอบมันหรือไม่ แต่โจนี่กลับรู้สึกตื่นเต้น เมื่อได้ฟังเธอชอบมันมาก และผมก็เห็นด้วยอย่างไม่สงสัย

ภาพโปสเตอร์ของ High Fidelity

ภาพโปสเตอร์ของ High Fidelity

High Fidelity: หนังสำหรับผู้ชาย (ประเภทหนึ่ง)

คะแนนรวม *** (สามดาว)
รายละเอียด: Encoding Region Zone 3 Picture 6 Sound 6 Movie 7 Supplementary 6

แม้จะเป็นหนังเก่าที่ออกฉายในปี 2000 แต่ผมเชื่อว่าท่านยังพอหาดีวีดีเรื่องนี้มาดูได้ไม่ยากครับ ทั้งโซนหนึ่งและโซนสามอาจจะรวมถึงดีวีดีแม่สายด้วย ที่ผมอยากแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับแฟนนานุแฟนของหนังสือแฮมเบอร์เกอร์ได้ชมกันเพราะว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเข้ากับ “ความรู้สึก” ของผู้ชายที่ชอบดูหนังฟังเพลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่บ้าเรื่องเพลงและแผ่นเสียง หนังเรื่องนี้จะนำเสนอบุคลิกในแบบ “ผู้ชายๆ” ความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยออกมาเป็นรูปธรรม ทว่าหนังเรื่องนี้กลับสร้างออกมาได้อย่างดี

High Fidelity สร้างมาจากนิยายของนิค ฮอร์นบี้นักเขียนชาวอังกฤษ นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อเล่มว่า “รักตกร่อง” ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเอามาอ่านประกอบดูหนังก็น่าจะได้รับความสนุกไม่แพ้กัน

ภาพปกนิยายเรื่อง High Fidelity

ภาพปกนิยายเรื่อง High Fidelity

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแบบผู้ชายครับ อาจจะไม่หวานซึ้งตรึงใจทว่ามันเต็มไปด้วยด้านหนึ่งของผู้ชายที่ผู้หญิงอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน หรือเคยรู้ทว่าอาจจะไม่ได้ลงลึกถึงความคิดแบบ “ผู้ชาย” ซึ่งมีอีกด้านหนึ่งที่ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงได้ จนกว่าคุณจะทำความเข้าใจมัน ขณะเดียวกันตัวหนังพยายามที่จะเข้าถึงจิตใจของผู้หญิงผ่านมุมมองผู้ชาย แม้มันจะเป็นหนัง “ส่วนตัว” แต่ผมไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นประเภทเมินมองสังคม เปล่าเลยถ้าเราเข้าใจบริบทของสังคม เราจะไม่ดูแคลน “ความเป็นส่วนตัว” ได้เลย

High Fidelity เล่าเรื่องของ ร็อบ ชายหนุ่มที่กำลังถูกแฟนซึ่งมีอาชีพทนายความที่มีมองถึงอนาคตทิ้งไป ร็อบมองว่าชีวิตของเขาแม้ไม่ประสบความสำเร็จทว่าเมื่อย้อนกลับไปถึงอดีตคนรักเก่าที่เขา “จัดอันดับ” ตามแบบชาร์ตดนตรีที่เขาชื่นชอบ ชีวิตรักของเขาก็หาไม่เลวร้ายไปนัก แต่กลับเป็นความถูกต้องที่เขาเดินมาถูกอยู่แล้ว

John Cusack ในบท ร็อบ กอร์ดอน เจ้าของร้านแผ่นเสียง

John Cusack ในบท ร็อบ กอร์ดอน เจ้าของร้านแผ่นเสียง

ร็อบเคยเป็นดีเจเปิดเพลงตามผับมาก่อนก่อนจะตัดสินใจมาเปิดร้านขายแผ่นเสียงที่เต็มไปด้วยอุดมคติ เขาจ้างลูกจ้างสองคนที่เป็นพวกบ้าเพลงอย่างโงหัวไม่ขึ้นเช่นกัน ขนาดที่ว่าจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ของวงโปรดของพวกเขาได้อย่างไม่มีผิด แล้วทั้งสองยังมีวิธีขายแผ่นเสียงที่ต่างกันด้วย ขณะเดียวกันร้านของเขากำลังตกต่ำเพราะไม่ได้ขายสินค้าตามแบบเมกกะสโตร์ ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือมองหาอนาคตให้ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

คนบ้าเพลงอย่างร็อบนั้นลมหายใจชองเขาจึงเต็มไปด้วยเพลง ประวัตินักดนตรี แต่สุดท้ายเมื่อมาถึงจุดที่เขาต้องเลือกระหว่างความรัก ชีวิตคู่ หรือทำตัวแบบเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไหร่

Jack Black ในบท แบรี่

Jack Black ในบท แบรี่

สำหรับผมแล้วHigh Fidelity เป็นเหมือนงานสลักหินของพวกที่มองว่าชีวิตนั้นไม่ได้มีองค์ประกอบเพียงหนึ่งเดียวกับสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเป็น แต่หนัง (รวมถึงนิยาย) นั้นเข้าถึงความเป็นผู้ชาย ที่ฝรั่งเรียกกันว่า Boy Thing ผู้ชายมักจะนำเอา “งานอดิเรก” มาผูกติดกับชีวิตอย่างคลั่งไคล้ ซึ่งทำให้การมองโลกเต็มไปด้วยความฝันบาง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นจริงหรือเป็นเพียงวิมานในอากาศก็ไม่แปลก

นักแสดงหลักในหนัง

นักแสดงหลักในหนัง

สำหรับแผ่นดีวีดีที่ผมชมเป็นแผ่นโซนสาม ซึ่งผมค่อนข้างผิดหวังทั้งด้านภาพและเสียงค่อนข้างมาก กล่าวคือภาพไม่ค่อยใสปิ๊งเหมือนหนังดีวีดีในยุคปัจจุบันเสียเท่าไหร่ ส่วนการบันทึกเสียงแม้จะไม่เลวร้าย แต่หนังเรื่องนี้เพลงประกอบมีส่วนสำคัญหับหนังเป็นอย่างมาก ดังนั้นการบันทึกเสียงซาวด์แทรคต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ แต่เสียงซาวด์ที่ผมได้ยินผมขุ่นมัวไปเสียเฉย ๆ ไม่กังวานเหมือนเรื่องอื่น ๆ (หรือหูผมเพี้ยนไป๊)

เอาละครับ แต่นี่ก็เป็นหนังที่ผู้ชายที่ชอบเพลงดูอาจจะต้องอมยิ้ม ขณะเดียวกันผู้หยิงอาจจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ชายแบบนี้อย่างไร บางทีถ้าความรักไปถึงขั้นที่จะทำความเข้าใจกันได้ อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา ทว่าอุปสรรคเป็นเหมือนญาณนำทางสู่ความจริงแท้

ร็อบท่ามกลางกองแผ่นเสียง

ร็อบท่ามกลางกองแผ่นเสียง